่เช้าของงานพบปะสี่ตระกูลสิ้นสุดลงพร้อมเสียงพูดคุยที่ไม่ยอมเงียบลงง่าย ๆ
เมื่อไม่มีโจทย์จำลอง ไม่มีเสาหิน ไม่มีหุ่นไม้ และไม่มีตัวแทนสภาเมืองคอยกำหนดลำดับว่าใครควรพูดก่อนหลัง ลานกลางเมืองกลับให้ความรู้สึกอันตรายยิ่งกว่าเดิมในสายตาของเย่เทียน เพราะใน่กิจกรรมเมื่อครู่ แม้ทุกคำตอบจะถูกจับตามอง แต่ทุกคนยังถูกกฎของงานควบคุมไว้ชั้นหนึ่ง ผู้แทนต้องตอบตามหัวข้อ ผู้สังเกตการณ์ต้องเสริมตามลำดับ ผู้าุโต้องรักษาหน้าตระกูล และผู้ชมต้องยืนอยู่นอกเชือกกั้น แต่ใน่แลกเปลี่ยนอิสระที่กำลังเริ่มขึ้นนี้ กฎเ่าั้คลายตัวลงมากพอให้รอยยิ้ม คำถาม และสายตาของผู้คนกลายเป็การลองเชิงได้โดยไม่ต้องประกาศตัว
เย่เทียนเก็บพู่กันลงในกล่องไม้ช้า ๆ เขาจดบันทึก่เช้าจนเสร็จตามหน้าที่แล้ว แต่ในใจกลับยังไม่สงบเท่าที่สีหน้าของเขาแสดงออก การถูกตัวแทนสภาเมืองชมต่อหน้าคนทั้งลานไม่ใช่เื่ที่เขาคาดคิดมาก่อน และยิ่งไม่ใช่เื่ที่เขาสามารถรับไว้โดยไร้ผลตามมาได้ เขาไม่ได้เปิดชีพจร ไม่ได้แสดงปราณ ไม่ได้ขึ้นเวทีในฐานะผู้แทน แต่เพราะคำตอบไม่กี่ประโยคเมื่อครู่ เขากลับเริ่มถูกผู้คนจำได้ในแบบที่ต่างออกไป
เสียงกระซิบจากรอบลานยังคงลอยมาเป็ระยะ
“เด็กคนนั้นคือเย่เทียนใช่หรือไม่”
“คนที่ไม่มีชื่อในรายชื่อตัวแทนนั่นน่ะหรือ”
“เห็นว่าเป็แค่ผู้ช่วยบันทึก แต่เมื่อครู่ตัวแทนสภาเมืองยังชมเขา”
“อ่านสถานการณ์ได้แล้วอย่างไร หากเปิดชีพจรไม่ได้ สุดท้ายก็ขึ้นลานจริงไม่ได้อยู่ดี”
ประโยคสุดท้ายไม่ใช่ครั้งแรกที่เย่เทียนได้ยิน และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เขาไม่ได้เจ็บกับมันเหมือนเมื่อก่อน เพียงแต่วันนี้คำพูดนั้นไม่อาจทำให้เขาถอยกลับไปอยู่หลังเงาเดิมได้ง่าย ๆ อีกแล้ว เพราะเขาเพิ่งเรียนรู้ด้วยตนเองว่า ต่อให้ยังไม่มีปราณ สิ่งที่เขามองเห็นก็มีค่าจริง และเมื่อสิ่งใดมีค่า มันย่อมดึงทั้งโอกาสและปัญหาเข้าหาเ้าของพร้อมกัน
เย่กวงเดินผ่านโต๊ะบันทึกเข้ามาใกล้ หยุดอยู่ไม่ไกลนักแล้วกล่าวเสียงเรียบ “่บ่ายอย่าทำเกินหน้าที่”
เย่เทียนคารวะ “ขอรับ”
“เมื่อครู่เ้าโชคดีที่คำตอบไม่ทำให้ตระกูลเสียหน้า” เย่กวงกล่าวต่อ น้ำเสียงไม่มีความโกรธชัดเจน แต่ก็ไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย “แต่โชคดีครั้งหนึ่งไม่ได้แปลว่าเ้าควรพูดทุกครั้งที่คิดว่าตนเห็นอะไร”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ข้าจะไม่พูดหากไม่จำเป็”
เย่กวงมองเขาครู่หนึ่ง “จงจำไว้ว่า ความจำเป็ของเ้า กับความจำเป็ของตระกูล อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”
คำพูดนั้นทิ้งน้ำหนักไว้กลางอากาศ ก่อนเย่กวงจะหมุนตัวเดินไปทางโต๊ะรับรองของผู้ใหญ่ เย่เทียนมองแผ่นหลังของเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ ลดสายตาลง มือของเขาแตะกล่องไม้บันทึกเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว
ความจำเป็ของข้า กับความจำเป็ของตระกูล…
ประโยคนี้ฟังดูเหมือนคำเตือนธรรมดา แต่เขารู้ว่ามันมีความหมายมากกว่านั้น ในสายตาของเย่กวง ตระกูลคือภาพรวม คือหน้า คือระเบียบ คือสิ่งที่ต้องไม่สั่นคลอนเพราะเด็กที่ยังไม่มีปราณคนหนึ่ง ส่วนในสายตาของเย่จง ตระกูลไม่ควรเป็ข้ออ้างในการตัดทิ้งคนที่ยังไม่ถึงเวลาเติบโต ทั้งสองฝ่ายต่างพูดถึงตระกูลเหมือนกัน แต่ภาพที่อยู่หลังคำคำนั้นกลับไม่เหมือนกันเลย
เย่เทียนยังไม่ทันคิดต่อ เสียงพัดปิดเบา ๆ ก็ดังขึ้นข้างตัว
“ผู้าุโเย่พูดกับเ้าเข้มงวดไม่น้อย”
เย่เทียนหันไป เห็นหลินเซวียนยืนอยู่ไม่ไกล รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงสุภาพเช่นเดิม ชุดสีเขียวอ่อนของเขาเรียบร้อยจนแทบไม่มีรอยยับ พัดในมือปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง ท่าทางดูผ่อนคลายราวกับเดินมาชมลม ไม่ใช่มาหาคนที่เพิ่งถูกเขาโยนเข้าสายตาทั้งลานเมื่อไม่นานก่อน
เย่เทียนคารวะเล็กน้อย “คุณชายหลินดูเหมือนจะชอบเดินมาในเวลาที่คนอื่นเพิ่งพูดจบ”
หลินเซวียนหัวเราะเบา ๆ “เพราะหลังคนหนึ่งพูดจบ สีหน้าของอีกคนมักจริงกว่าตอนกำลังตอบ”
“เช่นนั้นท่านคงเห็นสีหน้าของข้ามากพอแล้ว”
“ยังไม่มากพอ” หลินเซวียนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่ด้วยน้ำเสียงสุภาพจนฟังไม่เหมือนคำคุกคาม “คนบางคนถูกชมแล้วลอย บางคนถูกเตือนแล้วหด บางคนถูกมองแล้วรีบหาที่ซ่อน ส่วนเ้า…ดูเหมือนกำลังชั่งว่าคำชมกับคำเตือนอย่างใดอันตรายกว่ากัน”
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย
เขาไม่ชอบนักที่อีกฝ่ายอ่านความคิดของเขาได้ใกล้เคียงเช่นนี้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าหลินเซวียนพูดถูกในบางส่วน
“แล้วท่านคิดว่าอย่างใดอันตรายกว่า” เย่เทียนถามกลับ
หลินเซวียนยิ้ม “ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็คนพูด หากศัตรูชมเ้า อาจเป็การล่อให้เ้าก้าวออกมา หากคนของตนเตือนเ้า อาจเป็เพราะเขาไม่อยากให้เ้าก้าวออกมา หรือบางที…เขาไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าเ้าก้าวได้”
คำพูดนั้นเบา แต่คมมาก
เย่เทียนไม่ได้ตอบทันที เขามองหลินเซวียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “คุณชายหลินชอบพูดเหมือนทุกอย่างมีราคา”
“เพราะส่วนใหญ่มีจริง” หลินเซวียนตอบ “แม้แต่คำพูดที่ดูเหมือนไม่มีราคา ก็อาจกลายเป็หนี้ได้ในวันที่ผิดเวลา”
เย่เทียนยิ้มบาง “ถ้าเช่นนั้น คำพูดที่ท่านกำลังพูดกับข้า มีราคาหรือไม่”
หลินเซวียนมองเขาด้วยแววตาที่มีประกายสนใจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย “มีสิ ถ้าวันหนึ่งเ้าจำมันได้ ข้าก็ได้กำไรแล้ว”
“กำไรจากอะไร”
“จากการรู้ว่าเด็กที่คนอื่นเรียกว่าไร้ชีพจรคนหนึ่ง อาจไม่ได้ไร้ค่าเท่าที่ข่าวลือบอก” หลินเซวียนปัดพัดเบา ๆ “คนเช่นนี้ ถ้าปล่อยให้โตขึ้น อาจกลายเป็ตัวแปรเล็ก ๆ ที่ทำให้บัญชีทั้งเล่มต้องแก้ใหม่”
เย่เทียนรู้สึกถึงความจริงใจประหลาดในประโยคนั้น หลินเซวียนไม่ได้ยกย่องเขาด้วยความเมตตา และไม่ได้ดูถูกเขาเหมือนคนอื่น เขาเพียงมองเย่เทียนเหมือนมองสิ่งที่ยังประเมินราคาไม่ได้ ซึ่งสำหรับคนตระกูลหลิน อาจนับเป็ความสนใจอย่างสูงแล้ว
“ข้าไม่แน่ใจว่าควรดีใจหรือระวังตัว” เย่เทียนกล่าว
“ทั้งสองอย่าง” หลินเซวียนตอบทันที “โดยเฉพาะตอนมีคนเริ่มพูดชื่อเ้า”
เขาหันไปมองรอบลาน ที่ซึ่งรุ่นเยาว์จากแต่ละตระกูลเริ่มจับกลุ่มสนทนา บางคนยังคุยเื่โจทย์จำลอง บางคนเอ่ยถึงการแสดงพื้นฐานเมื่อเช้า บางคนมองมาทางเย่เทียนแล้วรีบหันกลับเมื่อเขาสังเกตเห็น
“การไม่มีใครมอง บางครั้งน่าอึดอัด” หลินเซวียนกล่าว “แต่การถูกมองโดยไม่พร้อม อาจน่าอันตรายกว่า”
เย่เทียนก้มมองมือของตน “ท่านพูดเหมือนเคยเห็นคนถูกมองจนล้ม”
“ข้าเห็นบ่อย” หลินเซวียนกล่าว “คนที่เด่นเร็วเกินไปมักถูกผลักไปยืนในตำแหน่งที่ตนยังรับแรงไม่ไหว ส่วนคนที่ฉลาดพอจะรู้ว่าตนยังไม่พร้อม มักมีโอกาสอยู่รอดนานกว่า”
เย่เทียนฟังประโยคนั้นเงียบ ๆ
เขาไม่ชอบคำว่า “อยู่รอด” เท่าไรนัก แต่มันกลับเหมาะกับโลกที่เขาเพิ่งเริ่มเห็นอย่างยิ่ง โลกที่การถูกชมหนึ่งครั้งอาจทำให้ผู้ใหญ่บางคนไม่พอใจ โลกที่คำตอบหนึ่งข้ออาจทำให้ตระกูลอื่นสนใจ และโลกที่คนอย่างหลินเซวียนสามารถพูดเื่มิตรภาพด้วยรอยยิ้ม แต่คิดเื่กำไรอยู่ใต้คำทุกคำ
หลินเซวียนเหมือนจะพูดต่อ แต่เสียงหัวเราะดังจากอีกด้านหนึ่งตัดเข้ามาก่อน
“เ้าสองคนคุยกันเหมือนนั่งนับเหรียญเงินอยู่ในห้องค้า ฟังแล้วปวดหัว”
หานเลี่ยเดินเข้ามาพร้อมท่าทางสบาย ๆ แขนสองข้างกอดอก ดวงตาคมกวาดมองหลินเซวียนกับเย่เทียนสลับกัน เขาไม่ได้เกรงใจหลินเซวียนมากนัก และหลินเซวียนเองก็ดูไม่ถือสา เหมือนทั้งคู่คุ้นกับนิสัยของอีกฝ่ายมาพอสมควร
“คนตระกูลหานไม่ชอบนับเหรียญเงิน เพราะมักใช้หมดก่อนนับเสร็จ” หลินเซวียนกล่าวยิ้ม ๆ
หานเลี่ยหัวเราะ “ส่วนคนตระกูลหลินนับจนลืมว่าของบางอย่างต้องใช้ ไม่ใช่เก็บไว้ขึ้นราคา”
“ถ้าไม่มีคนเก็บไว้ เ้าจะเอาอะไรไปใช้ตอนจำเป็”
“ถ้าไม่มีคนไปเอามาจากูเา เ้าจะเอาอะไรมาเก็บ”
ทั้งสองมองกันครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันเบา ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลหลินกับตระกูลหานอาจมีแรงเสียดทานเื่ผลประโยชน์ แต่ในระดับรุ่นเยาว์ ดูเหมือนพวกเขาไม่ได้เกลียดกันตรง ๆ มากเท่าผู้ใหญ่ เพียงต่างฝ่ายต่างรู้ว่าคนละตระกูลมีวิธีมองโลกไม่เหมือนกัน
หานเลี่ยหันมาทางเย่เทียน “เ้าชื่อเย่เทียนใช่ไหม”
“ใช่”
“ข้าจำได้แล้ว” หานเลี่ยกล่าว “คนที่ยังไม่เปิดชีพจร แต่ตอบเื่ทางแคบได้เหมือนเคยโดนโจรดักกลางเขา”
เย่เทียนยิ้มอย่างจนใจ “ข้ายังไม่เคยขึ้นเขาแม้แต่ครั้งเดียว”
“ข้ารู้ เพราะถ้าเ้าเคยขึ้นเขา เ้าจะไม่ยืนตัวตรงแบบนี้นาน ๆ” หานเลี่ยชี้เท้าของเขา “บนทางหินชื้น ถ้าวางน้ำหนักแบบนั้นแล้วมีอะไรพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ เ้าจะถอยช้าครึ่งจังหวะ”
เย่เทียนก้มมองเท้าตนเองโดยไม่รู้ตัว
หานเลี่ยไม่ได้รอให้เขาถามต่อ เขาขยับเท้าของตนให้ดูอย่างง่าย ๆ น้ำหนักอยู่ตรงกลางแต่พร้อมเปลี่ยนไปข้างใดข้างหนึ่งได้ทันที “ถ้าไม่มีปราณ อย่างน้อยเท้าต้องไม่ทรยศเ้า เวลาหนี เวลาหลบ เวลาต้องดึงคนเจ็บออกจากใต้หิน ทุกอย่างเริ่มจากเท้า”
เย่เทียนนิ่งไป
คำพูดนี้ไม่มีความงาม ไม่มีชั้นเชิง ไม่มีการเปรียบเปรยสูงส่ง แต่มันกลับกระแทกเขาตรงกว่าคำสอนหลายประโยค เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาอ่านสถานการณ์ได้ดีขึ้น มองรอยเท้าได้ดีขึ้น เข้าใจจังหวะได้ดีขึ้น แต่ถ้าวันหนึ่งเขาอยู่ในเหตุการณ์จริง แล้วร่างกายตามความคิดไม่ทัน สิ่งที่เขามองเห็นทั้งหมดก็อาจไร้ประโยชน์
เขานึกถึงโจทย์ขบวนทรัพยากร
หากเขาเป็คนเห็นเชือกใต้หิน แต่ก้าวเข้าไปช่วยผู้าเ็ช้าไปหนึ่งจังหวะ คนคนนั้นก็ตายอยู่ดี
“ทำไมเ้าทำหน้าเหมือนเพิ่งโดนตบ” หานเลี่ยถาม
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น “เพราะคำพูดของเ้าฟังเหมือนตบจริง ๆ”
หานเลี่ยหัวเราะเสียงดัง “ดี อย่างน้อยเ้าฟังรู้เื่ ข้าชอบคนฟังรู้เื่มากกว่าคนทำหน้าสุภาพแต่ไม่เข้าใจอะไรเลย”
หลินเซวียนพัดเบา ๆ “เ้ารู้ไหม หานเลี่ยชมเ้าอยู่”
“ข้าพอเดาได้” เย่เทียนกล่าว “แม้คำชมของเขาจะเหมือนหินกระแทกหัวก็ตาม”
หานเลี่ยยิ่งหัวเราะหนักกว่าเดิม ก่อนจะยื่นมือมาตบไหล่เย่เทียนหนึ่งครั้ง แรงไม่มากพอให้เจ็บ แต่หนักพอให้เย่เทียนรู้ว่าคนผู้นี้ควบคุมแรงแม้ในจังหวะไม่เป็ทางการ
“วันหลังถ้ามีโอกาส ข้าจะพาเ้าไปดูเส้นทางนอกเมือง” หานเลี่ยกล่าว “ไม่ต้องล่าสัตว์อสูร แค่ให้เ้าเห็นว่ารอยเท้าจริงกับรอยเท้าจำลองต่างกันอย่างไร”
คำเชิญนั้นทำให้หลินเซวียนเลิกคิ้วเล็กน้อย “ตระกูลหานเริ่มชวนคนตระกูลเย่ขึ้นเขาง่ายเช่นนี้แล้วหรือ”
“ข้าชวนคนตาดี ไม่ได้ชวนตระกูลเย่ทั้งตระกูล” หานเลี่ยตอบ
เย่เทียนรู้ดีว่านี่อาจเป็เพียงคำพูดชั่วคราวของหานเลี่ย ไม่ใช่คำมั่นจริงจัง แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ทำให้ใจเขาขยับเล็กน้อย
เส้นทางนอกเมือง
ูเา
รอยเท้าจริง
สัตว์อสูรระดับต่ำ
โลกเ่าั้ยังห่างจากเขา แต่หลังจากงานวันนี้ มันไม่ใช่เพียงคำเล่าไกลตัวอีกต่อไป มันเริ่มกลายเป็สิ่งที่อาจมีวันมาถึงเส้นทางของเขา
“ถ้ามีวันนั้น ข้าจะพยายามไม่ถ่วงขบวน” เย่เทียนกล่าว
“เ้าถ่วงแน่” หานเลี่ยตอบทันที “แต่ถ้าถ่วงเพราะเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ข้ายังพอทนได้”
หลินเซวียนหัวเราะเบา ๆ “ดูเหมือนวันนี้ผู้ช่วยบันทึกตระกูลเย่ได้กำไรไม่น้อย ได้ทั้งคำเตือนจากข้าและคำเชิญขึ้นเขาจากหานเลี่ย”
เย่เทียนถอนหายใจ “ถ้านี่เรียกกำไร ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนตระกูลหลินถึงรวย”
ทั้งสามเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หลินเซวียนจะหัวเราะออกมาจริง ๆ ส่วนหานเลี่ยตบเข่าด้วยความชอบใจ เสียงหัวเราะของพวกเขาดึงสายตาคนรอบข้างให้หันมามองอีกครั้ง และเย่เทียนรู้สึกได้ทันทีว่า การอยู่กลางบทสนทนากับคนเด่นจากตระกูลอื่นไม่ได้ทำให้เขาปลอดภัยขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม มันยิ่งทำให้เขาถูกมองชัดขึ้น
จากที่ไม่ไกล เย่เฉิงยืนอยู่กับเย่ิและเย่หลัว สายตาของเขามองมาทางนี้นิ่ง ๆ ไม่ได้ห้าม ไม่ได้เข้าแทรก แต่ก็ไม่ได้ละสายตา เย่หลัวดูเหมือนอยากเดินมาฟังด้วย ทว่าเย่ิกลับมีสีหน้าอ่านยากกว่าเดิมเล็กน้อย ความไม่พอใจในดวงตาของเขาไม่รุนแรงถึงขั้นเป็ศัตรู แต่ชัดเจนพอจะบอกว่า การที่เย่เทียนซึ่งไม่มีชื่อบนรายชื่อตัวแทนกลับถูกหลินเซวียนและหานเลี่ยเข้าหาก่อน ย่อมทำให้คนบางคนในตระกูลเย่รู้สึกไม่สบายใจ
เย่เทียนเห็นสิ่งนั้น
และรู้สึกถึงน้ำหนักของการถูกมองอีกครั้ง
ในเวลานั้น เสียงกระซิบเบา ๆ จากด้านข้างลานดังลอดเข้ามา
“นั่นเย่เทียนใช่หรือไม่ คนที่มีคำมั่นเก่ากับคุณหนูซู”
“ใช่กระมัง แต่ดูเอาเถิด ตอนนี้เขายืนคุยกับหลินเซวียนและหานเลี่ยแล้ว”
“คุยได้แล้วอย่างไร เขายังไม่เปิดชีพจรอยู่ดี”
“แล้วคุณหนูซูเล่า นางจะมองเขาอย่างไร”
คำถามสุดท้ายทำให้เย่เทียนเงียบลงเล็กน้อย
หลินเซวียนเหมือนจะสังเกตเห็น แต่ไม่พูดออกมา หานเลี่ยเองก็มองตามสายตาของคนพูดไปยังฝั่งตระกูลซู ก่อนจะขมวดคิ้วราวกับไม่เข้าใจว่าคำมั่นเก่าทำไมถึงเป็เื่ให้คนสนุกนัก
เย่เทียนไม่หันไปมองทันที
แต่สุดท้าย เขาก็ยังเผลอมอง
ซูหลิงเยวี่ยยืนอยู่ใต้ร่มเงาศาลาตระกูลซู สงบและโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้ติดตาม นางไม่ได้เข้าร่วมบทสนทนาของรุ่นเยาว์ตระกูลอื่น ไม่ได้หัวเราะ ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจเสียงกระซิบรอบตัว แต่ความงามที่เย็นใสและความนิ่งของนางกลับทำให้ผู้คนยิ่งระวังสายตาของตนเองมากขึ้น เส้นผมดำเงาอมเงินทอดลงบนชุดสีอ่อน จี้พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวสะท้อนแสงกลางวันเป็ประกายเล็ก ๆ ราวกับนางเป็ภาพที่ถูกแยกออกจากความวุ่นวายของลานนี้
และในสายตาของผู้คน เย่เทียนรู้ดีว่าเขาอยู่ไกลจากภาพนั้นมากเพียงใด
ไม่ใช่เพียงขั้นปราณ
แต่เป็ฐานะ ชื่อเสียง เส้นทาง และสิ่งที่ผู้คนเชื่อว่าควรคู่ควรกับสิ่งใด
เขาเคยคิดว่าคำมั่นเก่าเป็เื่ของผู้ใหญ่ เป็เงาเลือนรางจากอดีตที่ไม่ควรเอามาผูกใครไว้ แต่วันนี้เขาเริ่มเข้าใจว่า ต่อให้เขาไม่ยึดมันไว้ ผู้คนก็ยังอาจใช้มันเป็เชือกวัดความสูงต่ำระหว่างเขากับนางอยู่ดี
และเชือกนั้น มักรัดคนที่ยืนต่ำกว่าเจ็บกว่าเสมอ
หลินเซวียนเอ่ยเสียงเบา “เ้ารู้หรือไม่ สิ่งที่ยากที่สุดของคำมั่นเก่าไม่ใช่การรักษามัน”
เย่เทียนหันกลับมา
“แต่คือการถูกคนที่ไม่เกี่ยวข้องใช้มันตัดสินเ้า” หลินเซวียนกล่าว “ไม่ว่าคนสองคนที่อยู่ในคำมั่นจะคิดอย่างไร คนรอบข้างมักชอบคิดแทนก่อนเสมอ”
เย่เทียนมองเขา “คุณชายหลินดูเหมือนเข้าใจเื่เช่นนี้ดี”
“ตระกูลค้าขายมักมีสัญญามากกว่าความรู้สึก” หลินเซวียนยิ้มบาง “ข้าเห็นคนจำนวนมากถูกกระดาษแผ่นเดียวลากไปทั้งชีวิต”
หานเลี่ยฟังแล้วทำหน้าไม่ชอบใจ “ยุ่งยากนัก ถ้าไม่อยากแต่งก็ไม่แต่ง ถ้าอยากสู้ก็สู้ ทำไมต้องให้คนอื่นพูดแทน”
หลินเซวียนถอนหายใจ “เพราะโลกไม่ได้เรียบง่ายเหมือนทางหมัดของเ้า”
“ทางหมัดของข้ายังซับซ้อนกว่าบัญชีบางเล่มของเ้าอีก”
“บัญชีของข้าทำให้เ้ามีหินปราณใช้”
“ูเาของข้าทำให้เ้ามีของไปลงบัญชี”
ทั้งสองเหมือนจะย้อนกลับไปเถียงเื่เดิมอีกครั้ง เย่เทียนฟังแล้วกลับรู้สึกว่าความหนักในอกคลายลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว การสนทนาของพวกเขาไม่ได้ทำให้ปัญหาของเขาหายไป แต่ทำให้เขาเห็นว่า คนจากตระกูลอื่นเองก็มีโลกและความขัดแย้งของตน ไม่ได้มีใครยืนอยู่สูงอย่างไร้แรงกดดันจริง ๆ
ทุกคนต่างถูกบางสิ่งผูกไว้ เพียงเชือกแต่ละเส้นมองเห็นไม่เหมือนกัน
่แลกเปลี่ยนอิสระดำเนินต่อไป รุ่นเยาว์บางคนเริ่มขอคำชี้แนะเื่ท่าก้าว บางคนพูดคุยเื่เส้นทางูเา บางคนแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสมุนไพรและหินปราณ เย่เทียนไม่ได้ถูกเรียกขึ้นเวทีอีก แต่คนที่เดินผ่านเขาหลายคนเริ่มมองเขาด้วยสายตาต่างจากก่อนงาน
บางสายตาอยากรู้
บางสายตาไม่พอใจ
บางสายตาคิดคำนวณ
และบางสายตาเพียงอยากเห็นว่า เด็กที่ยังไม่เปิดชีพจรคนนี้จะพลาดเมื่อใด
เย่เทียนจดจำทั้งหมดไว้โดยไม่แสดงออกมากนัก
หลังจากหลินเซวียนกับหานเลี่ยถูกคนของตระกูลตนเรียกกลับไป เย่เทียนจึงได้อยู่ลำพังข้างโต๊ะบันทึกอีกครั้ง เขาก้มจัดกระดาษให้เรียบร้อย แต่ใจกลับไม่ได้อยู่กับตัวอักษรทั้งหมด ความคิดของเขายังคงวนอยู่กับคำของหานเลี่ย
ถ้าไม่มีปราณ อย่างน้อยเท้าต้องไม่ทรยศเ้า
เขาก้มมองเท้าตนเองอีกครั้ง วางน้ำหนักลองเปลี่ยนอย่างเงียบ ๆ เพียงเล็กน้อย ไม่ให้ใครสังเกตเห็นชัด เขาลองผ่อนเข่า ลดความแข็งของข้อเท้า และกระจายน้ำหนักไม่ให้กดลงส้นเท้ามากเกินไป ท่าทางเล็ก ๆ นี้ไม่ใช่วิชา ไม่ใช่เคล็ดลับ และไม่มีปราณไหลผ่านแม้แต่น้อย แต่เป็ครั้งแรกที่เย่เทียนรู้สึกอย่างชัดเจนว่า การฝึกของเขาไม่ควรรอจนเปิดชีพจรได้เท่านั้น
ร่างกายของเขาต้องเริ่มตามสายตาให้ทัน
ถ้ามองเห็นอันตรายแต่ขยับไม่ได้ ก็ไม่มีความหมาย
ถ้าอ่านจังหวะได้แต่เท้ายังช้า ก็เป็เพียงคนดูที่รู้มากเกินไป
เขาไม่อยากเป็เพียงคนดูตลอดไป
“เย่เทียน”
เสียงเรียกเบา ๆ ทำให้เขาหยุดคิด
เขาหันไป และเห็นผู้ติดตามหญิงจากตระกูลซูยืนอยู่ไม่ไกล นางมีท่าทางสุภาพแต่ห่างเหิน ชุดของนางเรียบมาก สีหน้าไม่แสดงอารมณ์เกินจำเป็
“คุณหนูของข้ามีคำถามหนึ่งอยากถามเ้า” นางกล่าว
ลมหายใจของเย่เทียนชะงักไปเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนจะกลับมาเป็ปกติ
สายตาหลายคู่รอบลานเหมือนหันมาทางเขาอีกครั้งโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
หลินเซวียนที่ยืนอยู่ไกลออกไปเล็กน้อยหยุดพัดในมือ
หานเลี่ยหันมามองด้วยสีหน้าแปลกใจ
เย่เฉิงเองก็หันมาเงียบ ๆ
เย่เทียนรู้ได้ทันทีว่า หากเขาเดินไป ตอนนี้จะไม่ใช่แค่บทสนทนาส่วนตัวระหว่างคนสองคนที่เคยรู้จักกันในวัยเด็ก
มันจะเป็ภาพที่คนทั้งลานนำไปพูดต่อ
ผู้ติดตามหญิงยังคงรอคำตอบ
เย่เทียนคารวะอย่างสุภาพ “หากเป็คำถามเกี่ยวกับบันทึก ข้ายินดีตอบเท่าที่หน้าที่อนุญาต”
คำตอบนั้นทำให้ผู้ติดตามหญิงมองเขาเพิ่มอีกครู่หนึ่ง ราวกับประเมินว่าเขาตั้งใจเว้นระยะเพียงใด ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย
“เช่นนั้น เชิญทางนี้”
เย่เทียนวางกล่องบันทึกลงอย่างระมัดระวัง จัดแขนเสื้อให้เรียบร้อย แล้วเดินตามนางไปยังขอบศาลาตระกูลซู
ทุกก้าวที่เดิน เขารู้สึกถึงสายตาของผู้คนบนหลังตนเองชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ในวัยเด็ก เขาอาจเคยเดินไปหาซูหลิงเยวี่ยโดยไม่คิดอะไร
แต่วันนี้ ระยะทางไม่กี่จั้งระหว่างโต๊ะบันทึกกับศาลาตระกูลซู กลับยาวกว่าถนนทั้งสายที่เขาเดินมาลานกลางเมืองเสียอีก
เพราะระหว่างทางนั้นเต็มไปด้วยสายตาของผู้คน
เต็มไปด้วยคำมั่นเก่า
เต็มไปด้วยความแตกต่างของสถานะ
และเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ ว่า เด็กหนุ่มไร้ชีพจรผู้นี้ ยังมีสิทธิ์ยืนต่อหน้าคุณหนูตระกูลซูในฐานะอะไร
เมื่อเย่เทียนหยุดอยู่ห่างจากซูหลิงเยวี่ยสามก้าว เขาคารวะอย่างเรียบร้อย
“คุณหนูซู”
ซูหลิงเยวี่ยหันมามองเขา
ดวงตาสีเงินอมฟ้าคู่นั้นยังคงเย็นใสเหมือนเดิม แต่ในระยะใกล้ เย่เทียนกลับเห็นบางสิ่งที่คนรอบลานอาจมองไม่เห็น มันไม่ใช่ความอ่อนโยนชัดเจน และไม่ใช่ความเศร้า หากเป็ความเงียบที่มีน้ำหนักของคนซึ่งรู้จักอดีต แต่ไม่อาจหยิบมันออกมาวางกลางผู้คนได้ง่าย ๆ
นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพห่างเหิน
“เย่เทียน”
เพียงชื่อของเขาจากปากนาง ก็ทำให้เสียงกระซิบรอบลานเบาลงไปอีกชั้นหนึ่ง
เย่เทียนยิ้มบาง แต่เป็รอยยิ้มที่ระมัดระวังกว่าปกติ “ข้าไม่คิดว่าคุณหนูซูยังจำชื่อข้าได้”
ดวงตาของซูหลิงเยวี่ยนิ่งขึ้นเล็กน้อย
“มีบางชื่อที่ต่อให้ไม่ได้เอ่ยนาน ก็ไม่ได้แปลว่าลืม”
ประโยคนั้นเบามาก
แต่สำหรับเย่เทียน มันเหมือนเสียงจากอดีตที่ถูกห่อไว้ในผ้าเย็น
เขายังไม่ทันตอบ นางก็กล่าวต่ออย่างสงบ “เมื่อครู่ในโจทย์ขบวนทรัพยากร เ้าเลือกไม่ทิ้งผู้าเ็ ทั้งที่การคุ้มกันกล่องน่าจะปลอดภัยต่อภาพรวมมากกว่า เหตุผลจริงของเ้าคืออะไร”
คำถามนั้นไม่ใช่เื่คำมั่น
ไม่ใช่เื่อดีต
ไม่ใช่เื่ความเหมาะสม
แต่มันกลับลึกกว่าที่คนรอบข้างคาดมาก
เย่เทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบช้า ๆ “เพราะถ้าข้าเริ่มจากการคิดว่าใครควรถูกทิ้งไว้เพื่อภาพรวม ข้ากลัวว่าวันหนึ่งข้าจะชินกับการทิ้งคนอื่นมากเกินไป”
ซูหลิงเยวี่ยเงียบลง
ลมกลางเมืองพัดผ่านชายแขนเสื้อของนางเบา ๆ เส้นผมดำเงาอมเงินขยับตามลมเพียงเล็กน้อย
“แม้คนผู้นั้นอาจเป็เหยื่อล่อหรือ” นางถาม
“ยิ่งเพราะอาจเป็เหยื่อล่อ จึงต้องช่วยอย่างระวัง ไม่ใช่ช่วยอย่างโง่เขลา” เย่เทียนตอบ “แต่ถ้าไม่มองเขาเลยั้แ่แรก ข้าคิดว่านั่นไม่ใช่ความระวัง แต่เป็ความเ็าที่สวมหน้ากากของเหตุผล”
คำตอบนั้นทำให้สายตาของซูหลิงเยวี่ยเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง
น้อยมาก
แต่เย่เทียนเห็น
นางไม่ได้ชม
ไม่ได้โต้แย้ง
เพียงกล่าวเสียงเบา “เ้ายังพูดเหมือนเดิม”
เย่เทียนชะงักเล็กน้อย
“เหมือนเดิม?” เขาถาม
ซูหลิงเยวี่ยมองเขา ริมฝีปากแทบไม่ขยับเป็รอยยิ้ม แต่ความเย็นในดวงตาอ่อนลงเพียงเล็กน้อย “ตอนเด็ก เ้าเคยเก็บลูกนกที่ตกจากรังไว้ ทั้งที่คนอื่นบอกว่ามันคงไม่รอด เ้ายังบอกว่า ถ้าปล่อยไว้เพราะคิดว่ามันไม่รอด นั่นไม่ใช่การรู้ชะตา แต่เป็การช่วยให้มันตายเร็วขึ้น”
ความทรงจำบางอย่างที่เย่เทียนคิดว่าตนลืมไปแล้ว พลันสั่นไหวขึ้นในใจ
ต้นไม้เก่า
มือเล็ก ๆ ของเด็กหญิงที่ถือผ้าขาว
ลูกนกตัวสั่น
และเด็กชายคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าการช่วยเหลือทุกอย่างบนโลกต้องมีราคามากเพียงใด
เย่เทียนยิ้มจางลงเล็กน้อย “ข้าจำได้ไม่ชัดแล้ว”
“ข้าจำได้” ซูหลิงเยวี่ยกล่าว
ประโยคนี้ทำให้ทั้งสองเงียบไปชั่วขณะ
ความเงียบระหว่างพวกเขาไม่เหมือนความเงียบระหว่างคนแปลกหน้า แต่มันก็ไม่ใช่ความเงียบของคนสนิทอีกต่อไป มันเป็ความเงียบของคนสองคนที่เคยยืนอยู่ในภาพเดียวกันเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนี้ถูกเส้นทางของตนเองลากออกไปไกลจนไม่อาจยื่นมือกลับไปแตะอดีตได้ง่าย ๆ
เสียงกระซิบรอบลานเริ่มขยับอีกครั้ง เย่เทียนรู้ว่าพวกเขาไม่ควรยืนคุยนานกว่านี้
ซูหลิงเยวี่ยเองก็คงรู้
นางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงกลับมาเรียบเดิม “วันนี้เ้าถูกมองเห็นแล้ว ระวังให้ดี”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น “หลายคนพูดเช่นนี้กับข้าในวันนี้”
“เพราะมันเป็ความจริง” นางกล่าว “และเพราะบางสายตาไม่ได้มองเพื่อชื่นชม”
เย่เทียนคารวะเล็กน้อย “ขอบคุณที่เตือน”
ซูหลิงเยวี่ยมองเขาอีกครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเบามากจนแทบมีเพียงเขาที่ได้ยิน
“อย่ารีบไล่ตามสิ่งที่เ้ามองเห็น หากร่างกายยังตามไม่ทัน”
คำพูดนั้นคล้ายกับคำของหานเลี่ย แต่กลับมาจากอีกมุมหนึ่ง หานเลี่ยพูดด้วยโลกของูเาและเื ซูหลิงเยวี่ยพูดด้วยสายตาของคนที่เห็นจังหวะลมหายใจ และบางทีอาจเห็นความเสี่ยงที่ลึกกว่านั้น
เย่เทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ข้าจะจำไว้”
เขาถอยออกมาสองก้าว คารวะอีกครั้ง แล้วหมุนตัวกลับไปยังโต๊ะบันทึก
ระหว่างเดินกลับ เขารู้สึกถึงสายตาของผู้คนมากกว่าตอนเดินไปเสียอีก
บางคนคงคิดว่าเขากับซูหลิงเยวี่ยพูดถึงคำมั่นเก่า
บางคนคงคิดว่านางเตือนเขาให้รู้ตำแหน่ง
บางคนคงเริ่มสร้างเื่ขึ้นในหัวตนเองแล้วเรียบร้อย
แต่เย่เทียนกลับไม่สนใจเสียงเ่าั้เท่าเดิม เพราะในหัวของเขามีเพียงสองประโยคที่ดังชัดเจน
ถ้าไม่มีปราณ อย่างน้อยเท้าต้องไม่ทรยศเ้า
และ
อย่ารีบไล่ตามสิ่งที่เ้ามองเห็น หากร่างกายยังตามไม่ทัน
เมื่อกลับถึงโต๊ะบันทึก เย่เทียนวางมือลงบนกล่องไม้ของตนเอง ดวงตาอำพันมองลานกลางเมืองที่ยังเต็มไปด้วยเสียงผู้คน แต่ในใจกลับสงบลงอย่างประหลาด
เขาเห็นแล้วว่าโลกภายนอกกว้างเพียงใด
เห็นแล้วว่าคนเก่งไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว
เห็นแล้วว่าการถูกมองเห็นมีราคา
และเห็นแล้วว่า หากเขายังมีเพียงสายตา แต่ไม่มีร่างกายที่ขยับตามสายตาได้ สุดท้ายเขาอาจเป็เพียงคนที่รู้ว่าควรทำอะไร แต่ทำไม่ทันสักอย่าง
เย่เทียนหยิบกระดาษบันทึกส่วนตัวขึ้นมา แล้วเขียนเพียงบรรทัดเดียวด้วยลายมือมั่นคงกว่าตอนเช้า
ข้าต้องเริ่มฝึก ไม่ใช่เพื่อให้คนมองเห็น แต่เพื่อไม่ให้สิ่งที่ข้ามองเห็นกลายเป็สิ่งที่ข้าเอื้อมไม่ถึง
หมึกค่อย ๆ ซึมลงบนกระดาษ
และในวันนั้นเอง ขณะงานพบปะสี่ตระกูลยังดำเนินต่อไป เย่เทียนรู้สึกเป็ครั้งแรกอย่างแท้จริงว่า หลังจากกลับตระกูลเย่ เขาไม่อาจพอใจกับการยืนอยู่ข้างเวทีอีกต่อไป