จอมดาบเทวราช

    ตอนที่ 2 ปณิธานอันแน่วแน่

    ตอนที่ 2 ปณิธานอันแน่วแน่ เจ็ดปีผ่านไป… ณ เมืองหลวงของราชอาณาจักรเวสเตอร์เรีย บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความคึกคักยิ่ง ถนนเส้นหลัก อาคารบ้านเรือนหรือกระทั่งศูนย์การค้าต่างๆ ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนใหญ่แล้ว หัวข้อสนทนากลับมิได้ต่างกันนัก เรื่องราวที่เล่ากันยามเวลาจิบชาคือเรื่องน่ายินดีของดยุกสเตอร์เรีย หนึ่งในสามดยุกแห่งราชอาณาจักรเวสเตอร์เรีย ประกอบด้วย ดยุกสเตอร์เรีย ดยุกเซอร์ไทน์ ดยุกเดมาส เรื่องราวน่ายินดีในครั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับบุตรีของดยุกสเตอร์เรีย ทันทีที่เด็กสาวผู้นี้อายุครบสามขวบ ดยุกสเตอร์เรียก็ส่งสาส์นไปหานักเวทย์ระดับสิบเพื่อให้มาตรวจความมีพรสวรรค์ทางเวทมนตร์ ผลปรากฏว่าเด็กสาวคนนี้แม้ยังด็ก ทว่า พลังเวทย์ก็ได้ก้าวสู่ช่วงนักเวทย์ระดับสองแล้ว นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของตระกูลสเตอร์เรีย เรื่องราวน่ายินดีนี้กลับกลายเป็นหัวข้อการสนทนาทั่วทั้งราชอาณาจักร ภายภาคหน้าเด็กสาวคนนี้จะกลายเป็นนักเวทย์ที่แข็งแกร่งและกลายเป็นขุมกำลังหลักของราชอาณาจักรอย่างไม่ต้องสงสัย ในช่วงเวลาแห่งความปรีดานั้น เครือข่าววงในที่พูดคุยกันในเหล่าขุนนางกลับกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะของดยุกเซอร์ไทน์ กล่าวกันว่า บุตรชายของท่านหญิงรามาเซียกลับเป็นเพียงเด็กตัวตลกผู้หนึ่ง เมื่อชายน้อยอายุได้สามขวบ ดยุกเซอร์ไทน์ก็ส่งสาส์นไปยังนักเวทย์ระดับสิบเช่นกัน  หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น แววตาที่เปี่ยมล้นด้วยความอาฆาตอยู่แล้วพลันถูกเติมเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวที่หลากหลาย ความแค้น,ความโกรธ,ความผิดหวัง,ความสมเพช ผลการตรวจจับของนักเวทย์ระดับสิบ ผลปรากฏว่าบุตรชายแห่งตระกูลเซอร์ไทน์ผู้น่ายำเกรง เป็นเพียงตัวตลกที่ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ ไม่แม้กระทั่งจะมีพลังเวทย์ที่เบาบาง พลังในร่างของชายน้อยมันว่างเปล่าไปหมด ทันทีที่เกิดเรื่องขึ้น บุตรชายของดยุกเซอร์ไทน์วัยสามขวบก็ล้มป่วยในทันใด จับไข้นอนติดเตียงอยู่นานหลายปีจนกระทั่งตอนนี้ ยังไม่มีข่าวคราวว่าเขาจะหายดีราวกับจับไข้ในความผิดหวัง กลับกัน ในหมู่ขุนนางที่เล่าเรื่องราวหวังสนุกยังคงมีขุนนางที่ปราดเปรื่องเหลืองปัญญา ในขณะนี้เองในพื้นที่สีเขียวขจีแห่งหนึ่ง เป็นสวนของตระกูลบุปผา ปรากฏหนึ่งสาวน้อยและชายวัยกลางคน สาวน้อยนั้นกำลังนั่งควบคุมเปลวเพลิงในฝ่ามือราวกับการเริงระบำ เปลวเพลิงในมือขวาเคลื่อนไหวอย่างสวยงามโดยไม่มอดดับลง ในขณะที่ชายวัยกลางคนกำลังคุกเข่าต่อหน้าสตรีน้อยผู้นี้ “ถ้าบุตรชายของดยุกเซอร์ไทน์ จับไข้ในความผิดหวังแล้วนอนติดเตียงอยู่นานจริง ถ้าอย่างนั้น มันไม่ได้หมายความว่าเขาเลิศล้ำในปัญญาหรอกเหรอ?” น้ำเสียงซื่อใสของสาวน้อยดังขึ้น สาวน้อยผู้นี้ดูอายุราวหกปีเจ็ดปี ผิวพรรณละเอียดละออดั่งหยกงาม ใบหน้าสะสวย คิ้วโก่งได้รูปดูเข้มแข็งดั่งเหล็กกล้า เผ้าผมสีแดงฉานพริ้วไหวอย่างเบาบาง ดวงตาสีแดงกลมโตจ้องมองชายวัยกลางคนเบื้องหน้าด้วยความใคร่รู้ บุคคลิกสง่าราศีปล่อยกลิ่นอายของผู้สูงศักดิ์ออกมา ในส่วนลึก กลับมีความหยิ่งทรนงอยู่ไม่น้อย “เพราะเหตุอันใดที่ทำให้คุณหนูคิดเช่นนั้น” ชายวัยกลางคนกล่าวตอบ บุรุษผู้นี้สวมเกราะหนักสีเงินแวววาว เหนืออกขึ้นมาเล็กน้อยปรากฏตราของราชอาณาจักรเวสเตอร์เรียอยู่ ดาบสีเงินอร่ามพาดไว้ตรงเอวซ้าย สีผิวแทนเข้ม ใบหน้าคมเข้มไว้หนวดเคราบาง “เหตุใดเหรอ? เจ้าคิดไม่ถึงเหรอว่าทำไม เด็กวัยสามขวบที่ไหนจะจับไข้เพราะรู้ว่าตนเองไม่สามารถใช้พลังเวทย์ได้กันล่ะ เด็กวัยสามขวบฉลาดล้ำถึงเพียงนี้แล้วเหรอ!" น้ำเสียงซื่อใสกล่าวขณะที่ควบคุมเปลวไฟในฝ่ามืออย่างมั่นคง ชายวัยกลางคนไม่กล่าวตอบ รอยยิ้มบางเผยขึ้น มันเต็มไปด้วยความอบอุ่น ถึงสาวน้อยเบื้องหน้าจะกล่าวแบบนั้น ทว่า หากให้เทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน เธอสมควรเป็นอัจฉริยะไร้ที่เปรียบ ในสายตาของชายวัยกลางคนผู้นี้ คุณหนูของตนยังดูผิดปกติมากกว่าบุตรชายของตระกูลเซอร์ไทน์เสียอีก ก้าวเดินได้ในเพียงอายุเจ็ดเดือน อ่านหนังสือและเริ่มศึกษาศาสตร์แห่งเวทมนตร์ในอายุสองปี บัดนี้ เธอมีอายุเจ็ดปีได้ เป็นสาวน้อยเจ็ดปีที่บรรลุในศาสตร์เวทมนตร์ขั้นกลาง!! ซึ่งในขณะนี้เองที่ชายวัยกลางคนได้รับมอบหน้าที่ให้เฝ้าปกป้องเธอในขณะฝึกตำราเวทย์ขั้นสูง หลังจากเงียบงันอยู่สามลมหายใจ ชายวัยกลางคนก็เริ่มเอ่ยขึ้น “อาจมองได้หลากหลายกระทั่งข่าววงในของขุนนางด้วยกันเองยังมีเรื่องแปลกประหลาดเกี่ยวกับบุตรชายคนโตของตระกูลเซอร์ไทน์อยู่มากขอรับ” สาวน้อยที่ได้ยินดังนั้นพลันขมวดคิ้วมุ่น “เซอร์บุปผา! ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าพูดจาสุภาพหรือพูดจาเป็นทางการกับข้าน่ะ!!” น้ำเสียงเดือดดาล แก้มน้ำนวลป่องกลม “ขออภัยคุณหนู ข้าลืมตัวไปบ้างด้วยความเคยชิน” ชายวัยกลางคนกล่าวพลางยิ้มบาง “ดูเหมือนจะไม่สำนึกเลยนะ ช่างเถอะ! ข้าอยากฟังเรื่องของบุตรชายคนโตแห่งตระกูลเซอร์ไทน์ต่อ” ชายวัยกลางคนที่ได้ยินดังนั้นพลันถอนหายใจบาง “กล่าวกันว่า บุตรชายคนโตของตระกูลเซอร์ไทน์ นามเรียกขานนั้นคือโคลอส ลอร์ดโคลอสนั้น ในวัยสามขวบก็ถูกตีตราว่าเป็นขยะ  ไม่ใช่ว่าพลังเวทย์อ่อนด้อยแต่อย่างใดหากแต่เป็นเพราะว่าเขาไม่มีพลังเวทย์เลย ในบรรดาข้ารับใช้ด้วยกันเองยังไม่มีความเคารพให้คุณชายผู้นี้ หนำซ้ำ ดยุกเซอร์ไทน์ก็ดูเหมือนจะไม่โปรดปรานเขาแม้เพียงนิด การกระทำยังดูเหมือนว่าจะเกลียดชังมากเสียด้วย” หลังจากสาวน้อยได้ฟังดังนั้น การฝึกควบคุมพลังเวทย์ก็หยุดลง เปลวเพลิงในมือขวาพลันมอดดับ คู่สายตาจริงจังจ้องมองชายวัยกลางคนเบื้องหน้าไม่กระพริบตา “โคลอส? ศูนย์รวมหายนะ? ดยุกเซอร์ไทน์ช่างตั้งชื่อดีแท้” ชายวัยกลางคนยิ้มบางก่อนกล่าวต่อ “ถึงอย่างนั้น ข้ารับใช้ของท่านหญิงรามาเซียก็อยู่ข้างกายเขาตลอดเวลา ในช่วงติดเตียงตลอดหลายปีมานี้ เธอก็ยังคงใส่ใจบุตรชายคนโตและดูแลเหมือนกับลูกตัวเอง” สาวน้อยพลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ท่านหญิงรามาเซียมีบารมีมาก ได้ข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ขนาดนี้ไว้ข้างกาย นับว่าเป็นบุญวาสนาของท่านหญิงจริงๆ น่าเสียดายที่ท่านได้ใช้เวลาชีวิตไม่ถึงครึ่งอายุขัยแล้วต้องด่วนจากไป” ….. เรื่องราวของบุตรชายคนโตแห่งตระกูลเซอร์ไทน์ยิ่งมายิ่งแพร่ลามดุจไฟลามทุ่ง ใบหน้าของดยุกเซอร์ไทน์ยิ่งมายิ่งดูไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใครเอ่ยถึงบุตรของตน ความโกรธเกรี้ยวจะพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด เคร่งเครียดปานประสาทกิน ภายในห้องของดยุกเซอร์ไทน์พลันบังเกิดเสียงดัง ปัง! เสียงทุบโต๊ะลั่นดังครั้งแล้วครั้งเล่า เขาปรารถนาจะฉีกบุตรชายผู้นี้ให้ออกเป็นหมื่นชิ้น ชื่อเสียง,เกียรติยศ,ความภาคภูมิ สามอย่างที่สะสมมาชั่วชีวิตพลันพังทลายลงหลังจากมันถือกำเนิด!! ตัวตนที่ไม่มีใครกล้าติฉินนินทาไม่ว่าจะหลับหลังหรือต่อหน้ากลับกลายเป็นตัวตลกในชั่วข้ามคืน ทุกวงสนทนาเริ่มแต่กล่าวถึงบุตรชายคนโตของตระกูลเซอร์ไทน์ทั้งสิ้น ในขณะที่ดยุกคนอื่นล้วนมีแต่ขาขึ้น ตนกลับยิ่งอยู่ยิ่งดิ่งลงสู่หุบเหวลึกไร้ก้นบึ้ง!! “ข้ารู้แก่ใจดี! รู้มาเสมอ!! ข้ารู้แต่แรกแล้วว่ามันไม่มีพลังเวทย์!! ถ้าไม่นับเป็นคำสั่งเสียของรามาเซียละก็… ข้าคงฉีกมันออกเป็นหมื่นชิ้นไปแล้ว!! มันคงไม่ทันได้ลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ!!” น้ำเสียงกราดเกรี้ยวกล่าวสะท้อนก้อง ถึงกระนั้นสุ้มเสียงดังสะท้านนี้กลับไม่เล็ดลอดออกไปนอกห้องเลยแม้เพียงนิดราวกับมีม่านพลังบางอย่างปิดกั้นมันเอาไว้ “ถ้าเช่นนั้น ท่านปรารถนาจะกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาไหมล่ะ” หญิงวัยกลางคนกล่าวพลางกระซิบข้างใบหูของดยุกเซอร์ไทน์ ดยุกเซอร์ไทน์หันขวับก่อนเปรยมองใบหน้าที่ราวกับสื่อออกมาแล้วทุกอย่าง ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่หาญกล้าพอจะกระทำอะไรต่อหญิงสาวเบื้องหน้า จึงเอ่ยถามออกไปอย่างโง่งม “เจ้าหมายความว่าเช่นไร…” “ท่านนี่โง่เง่าเสียจริงเลยนะ ไม่อยากได้บุตรชายมากู้คืนหน้าตาหรอกหรือ?” หญิงวัยกลางคนกล่าวอย่างเย้ายวน ดยุกเซอร์ไทน์พลันลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งตน คว้าจับเอวของสาวผมทองเบื้องหน้าอย่างนุ่มนวล ฝ่ามือหนาหยาบกระด้างเริ่มลูบไล้จากตั้งแต่ซอกคอค่อยๆ เลื่อนลงเบื้องล่าง ผิวพรรณขาวผ่องดั่งหิมะเผยออกอย่างชัดเจน ริมฝีปากพลันประกบกันก่อนสัมผัสแลกเปลี่ยนกันหลายครั้งครา ….. ภายในห้องเก๋ากึ๊กดูโทรมโซ่ ห้องนี้ทำมาจากไม้ทั้งหลัง ฝุ่นจับเขรอะไปหมด ภาพเบื้องหน้าปรากฏเด็กหนุ่มคนหนึ่งนอนทอดร่างบนเตียงไม้ด้วยร่างกายที่แข็งทื่อ ข้างกายเขานั้นเองกลับมีอิสตรีผู้หนึ่ง อายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหกปี ถึงกระนั้นใบหน้ายังคงสะสวยน่าเชยชม เธอหลับลึกด้วยความเหนื่อยล้า ในช่วงเวลานั้นเองที่เรือนร่างของหนุ่มน้อยเริ่มขยับกาย ภาพแรกในสายตาของโคลอส กลับกลายเป็นคนที่คุ้นเคยที่สุดตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา “มาเรีย” การที่เขาล้มป่วยนั้นเป็นเรื่องจริง ระยะเวลาตลอดเจ็ดปีมานี้เขาได้ทำข่มระงับจิตใจที่สั่นกระเพื่อมไม่หยุด พอหวนคำนึกถึงความทะเยอทะยานอย่างมุมานะ หัวใจพลันเต้นถี่อย่างรุนแรงและผลุบสลบไป ยากจะทำใจเชื่อจริงๆ มันทรมานเสียยิ่งกว่าเห็นบุตรตายต่อหน้าต่อหน้านับร้อยครั้งพันครั้ง ราวกับว่าความทรงจำช่วงชีวิตที่แล้วของเขานั้นไร้ความหมาย ความพยายาม,การสูญเสีย,เป้าหมาย ทุกอย่างพลันมลายสูญสิ้นหมด ยิ่งคิดก็ได้แต่รู้สึกจุกอกหายใจไม่ออก อำนาจที่เพียงพลิกฝ่ามือก็สามารถเคลื่อนแผ่นดิน แยกฟ้า แหวกทะเล ยามนี้กลับกลายไม่เหลือสิ้น มันถูกทอดทิ้งไว้เหลือแต่เพียงความสิ้นหวัง ถ้าหากผู้ชราไม่ฝึกฝนสภาพจิตใจมาตลอดหลายพันหลายหมื่นปี เห็นทีเขาคงตรอมใจตายไปแล้ว ผลกระทบนี้หนักหนาสาหัสจนเกินไป หลังจากผ่านไปเจ็ดปี จิตฟุ้งซ่านก็เริ่มระงับไปกว่าแปดส่วนพลันลุกขึ้นนั่งในทันที “หรือว่าจะเป็นการทดสอบจากสวรรค์รูปแบบใหม่” โคลอสลูบคางอย่างเคยชิน เขาคุ้นเคยกับการลูบเครามาก่อนหากแต่ยามนี้มันไม่มีอีกแล้ว “นิพพาน… แท้จริงแล้ว การนิพพานนั้นคือสิ่งใดกันแน่ มุ่งสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนแล้วตัดผ่าน? ข้าที่สำเร็จลุล่วงไปแล้วฉไนยังมาปรากฏ ณ ที่แห่งนี้ มิใช่ว่าแดนนิพพานมันคือความว่างหรอกหรือ?” โคลอสขบคิดพลางพึมพำกับตัวเอง สองสายตาเคลื่อนมองมาเรียด้วยความเอ็นดู ในสายตาของเขา เธอสมควรเป็นสตรีที่ดี เป็นสตรีในอุดมคติของเหล่าบุรุษโดยแท้จริง! โคลอสไม่ได้ทำให้หญิงสาวเบื้องหน้าตื่นขึ้นแต่อย่างใด เธอยังคงหลับลึกอย่างที่สุด ร่างกายนั้นอ่อนล้าไปหมด หากสังเกตอย่างละเอียด จะพบว่ารอบดวงตาของเธอนั้นปรากฏคราบน้ำตาแห้งอยู่ “ท่านหญิง… คุณหนู…” ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา หญิงสาวเคร่งเครียดเหนือประมาณกระทั่งเส้นผมน้ำตาลเข้มบางส่วนยังกลับกลายเป็นสีขาว ใบหน้านวลใสบ้างเริ่มปรากฏร่องรอยความชรา ในช่วงเวลานั้นเองที่โคลอสเผยรอยยิ้มบาง แขนขาวผุดผ่องบอบบางดุจสตรีเหยียดตรงสัมผัสใบหน้าของมาเรียอย่างอ่อนโยนพลางรอยยิ้มเปี่ยมสุขที่เผยขึ้นมา “กาลก่อน ข้าได้อุทิศตนในวิถีแห่งดาบ บรรลุวิถีสูงสุดแห่งเซียนเพื่อตามหาวิถีแห่งดาบ ตอนที่ข้าบรรลุในมัน หนึ่งดาบก็ได้แยกฟ้าผ่าปฐพี ทวยเทพต่างให้ความเคารพยำเกรงถึงกระนั้นข้ากลับไม่มีความสุขแม้แต่น้อย” โคลอสกล่าวพลางเผยรอยยิ้มอย่างเอ็นดู เขาแผ่กลิ่นอายดุจพรปกปักษ์จากทวยเทพออกมา ผู้ใดได้สัมผัสกลิ่นอายนี้ล้วนรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างที่สุด ราวกับเบื้องหน้านั้นไม่ใช่เด็กหนุ่มสมวัยหากแต่เป็นผู้อาวุโสมากประสบการณ์ แววตาแฝงความรู้สึกอันล้ำลึกมองใบหน้ามาเรียที่ราวกับคนทุกข์ระทมน้ำเสียงหนักแน่นก็ได้กล่าวขึ้น “กาลนี้ ข้าจะอุทิศตนเพื่อตน ดำรงตนเพื่อตน ใช้ดาบในมือตอบสนองตน กวัดแกว่งศาสตราเพื่อสังหารสิ้นอริราชศัตรู ปกป้องผู้คนที่ข้ารัก บั้นปลายของเส้นทางชีวิตข้าคือการตามหาความหมายของคำว่านิพพานที่แท้จริง” น้ำเสียงอ่อนโยนให้ความรู้อบอุ่นถึงดวงจิต ในที่สุด แววตาของมาเรียก็ค่อยๆเปิดขึ้นอย่างงัวเงีย ภาพแรกพบของเธอกลับกลายเป็นเด็กหนุ่มที่ตนคอยเฝ้าไข้มาตลอดหลายปีนี้ ใบหน้าของเขายามนี้กำลังยิ้มออกอย่างผาสุก เป็นรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นถึงดวงวิญญาณ เรือนภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน หยดน้ำตาเริ่มพร่างพรมดุจห่าฝน มาเรียพลันโผกอดโคลอสในฉับพลัน นวลหน้าดั่งน้ำนมปรากฏหยดน้ำตาหลั่งไหลไม่หยุดหย่อน เสื้อของโคลอสในยามนี้เปียกชุ่มไปหมดแล้ว “ฮืออออ---คุณหนู… ข้านึกว่าจะไม่ได้เห็นคุณหนูเติบโตอีกแล้ว… ฮืออออ” น้ำเสียงสั่นเครืออย่างสุดแสน ความโศกเศร้าตลอดหลายปีมานี้พลันสลายสิ้นในวันเดียว ใบหน้าปรีดาเปี่ยมล้นอาบล้นไปด้วยหยาดน้ำตามากเกินคณา ถึงแม้มาเรียจะร่ำไห้เสียงดังด้วยความปรีดายิ่ง ทว่า ไม่มีคนใช้คนไหนเลยที่จะเข้ามาดูแม้พวกเขาจะรู้ว่าบุตรชายคนโตของท่านดยุกฟื้นขึ้นมาแล้วก็ตาม “ไม่ร้อง ไม่ร้อง” โคลอสลูบผมน้ำตาลเข้มอย่างอ่อนโยน ดวงตาที่แฝงล้ำไปด้วยความเอ็นดูกลับถูกเติมเต็มไปด้วยความอบอุ่น มาเรียก็เปรียบดั่งแม่คนที่สองของเขา ถึงรามาเซียคือแม่แท้จริงที่มิอาจเปลี่ยนแปลง ก็มิอาจปิดบังความจริงที่ว่ามาเรียนั้นดูแลเขาอย่างดีมาตลอด ดูแลดั่งลูกในไส้ของตัวเอง ข่าวเรื่องการฟื้นขึ้นของโคลอสในยามนี้ กลายเป็นข่าวอึกทึกครึกโครมทั่วทั้งคฤหาสน์ของดยุกเซอร์ไทน์ ทุกหย่อมหญ้าต่างพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อสนทนานี้ ทันทีที่ข่าวสารดังไปถึงดยุกเซอร์ไทน์ เขากลับไม่แสดงความยินดีอันใด มีเพียงความเฉยชาวาบผ่านใบหน้าเท่านั้น “งั้นเรอะ---ในเมื่อเจ้าก็มาแล้ว งั้นเจ้าก็ช่วยป่าวประกาศด้วยนะว่าทายาทคนที่สองและสามของดยุกเซอร์ไทน์ผู้เกรียงไกร ได้จุติขึ้นมาบนโลกแล้ว” ดยุกเซอร์ไทน์เอ่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ เขาแสยะยิ้มเล็กน้อย ถ้อยคำอวดโอ้ว่าตนเป็นผู้เกรียงไกรนั้นไม่ได้เกินเลยแม้แต่น้อย อำนาจพลังของตระกูลเซอร์ไทน์ จำเป็นต้องรวมตระกูลของดยุกสเตอร์เรียและดยุกเดมาสเข้าด้วยกันถึงจะค้านอำนาจได้อย่างสมดุล ข้ารับใช้ที่ได้ยินดังนั้นพลันเผยรอยยิ้มลึกลับก่อนโน้มกายเคารพและปิดประตูจากไป