ติงเหว่ยรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อทักทายและพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ท่านลุงเหว่ยตื่นแล้วหรือ อาหารเช้าที่เตรียมไว้แต่เดิมเย็นหมดแล้วข้ากำลังจะทำเกี๊ยวน้ำ หากท่านลุงไม่รังเกียจก็กินด้วยกันกับพวกเราดีหรือไม่?”
ผู้อาวุโสเหว่ยบิดตัวสบายๆท่ามกลางแสงแดด จากนั้นก็ตอบว่า “ได้สิ แม่นางน้อยคนนี้ทำอาหารฝีมือไม่เลว ข้าไม่ได้กินข้าวเย็นอิ่มอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นท่านลุงเหว่ยก็อยู่ต่อนานสักหน่อยเถอะ ข้าทำอาหารอร่อยๆได้ตั้งหลายอย่าง ต่อให้เปลี่ยนรายการอาหารใหม่ทุกวันก็ยังพอให้ท่านลุงเหว่ยกินได้จนถึงอายุ100 ปี”
“แม่นางน้อย ถึงแม้เจ้าจะยังอายุไม่มาก แต่ฝีปากของเจ้าไม่เบาเลยข้าเดินทางไปมากกว่าครึ่งของซีเฮ่า ไม่มีอาหารเลิศรสอะไรที่ข้ายังไม่เคยลิ้มลองหรือว่าทักษะการทำอาหารของแม่นางน้อยจะเหนือกว่าเหล่าพ่อครัวในห้องเครื่องของฮ่องเต้อีกอย่างนั้นหรือ?”
ติงเหว่ยที่ในมือถือตะกร้าผักอยู่ก็หัวเราะคิกคักนางพูดอย่างภูมิใจว่า “ฝีมือของข้าอาจไม่ดีเท่าเหล่าพ่อครัวในห้องเครื่องของฮ่องเต้แต่ที่ข้าเหนือกว่าคือเรื่องของการคิดสร้างสรรค์และความแปลกใหม่ หากว่าท่านลุงเหว่ยไม่เชื่อพวกเรามาเดิมพันกันสักตั้งเถอะหากว่าแต่ละวันข้าทำอาหารอร่อยที่ท่านไม่เคยกินและทำให้รู้สึกประหลาดใจได้เช่นนั้นท่านก็จะต้องอยู่ต่ออีกหนึ่งวัน ดีหรือไม่?”
ผู้เฒ่าเหว่ยฟังแล้วก็รู้สึกดึงดูดใจอยู่ไม่น้อยทว่าเขาเองก็ไม่อาจทำให้ตนเองถูกผูกมัดไว้ด้วยของอร่อยๆ ได้เขาจึงทำได้เพียงตอบอย่างคลุมเครือว่า“เจ้าทำไปก่อนแล้วข้าจะคอยดูว่าเจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะมาเดิมพันกับข้าหรือไม่!”
ติงเหว่ยเองก็ไม่ได้บีบบังคับผู้อาวุโสแต่อย่างใดอย่างไรก็ยังมีเวลาอีกตั้งครึ่งเดือนนางยังมีเวลามากพอที่จะเปลี่ยนใจของเขาให้เต็มใจอยู่ที่นี่ต่อ
ทุกคนต่างก็กำลังสนใจฟังติงเหว่ยกับผู้อาวุโสคุยกันทำให้ไม่มีใครเห็นว่าอันเกอเอ๋อร์เตะขาอ้วนๆ ของเขาและคลานออกมาจากผ้าห่มหรือจริงๆ เป็นเพราะว่าพ่อลูกสายเลือดเชื่อมโยงกัน มุมตาของกงจื้อหมิงกำลังกวาดไปมองและเห็นว่ามือเล็กๆของลูกชายของเขาแตะอยู่บนพื้นหินแกรนิตแล้ว เขาจึงรีบโยนไม้เท้าไปเพื่อจะดึงลูกชายขึ้นมาทันทีแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เนื่องจากเอวและเท้าของเขาต่างก็ไม่มีเรี่ยวแรงร่างกายของเขาล้มลงกับพื้นราวกับท่อนไม้ทันที
อันเกอเอ๋อร์คิดไปเองว่าท่านพ่อของเขาตั้งใจจะคลานเข้ามาเพื่อเล่นกับเขาเขาจึงยื่นมือเล็กออกไปอย่างมีความสุข และตบไปที่หน้าพ่อของเขา ปากเล็กๆยังส่งเสียงออกมาว่า “โอ้โอ้”
ทุกคนถึงได้สะดุ้งขึ้นมาเฟิงจิ่วรีบพุ่งตัวไปข้างหน้าเพื่อจะพยุงนายท่านขึ้นทว่ากงจื้อหมิงกลับยกมือขึ้นห้ามเอาไว้ และเขาก็ซ่อนแววตาความโกรธไว้แขนทั้งสองข้างของเขาค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนพรมจากนั้นก็คว้าอันเกอเอ๋อร์เข้าไปไว้ในอ้อมแขน
ติงเหว่ยรู้สึกขมขื่นนิดหน่อยนางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วนั่งยองๆ ปัดฝุ่นให้หนึ่งคนตัวใหญ่และหนึ่งคนตัวเล็กไปด้วยแล้วก็พูดตำหนิว่า“นายน้อย อันเกอเอ๋อร์ยังเด็กอยู่เลย ท่านจะตามใจเขามากเกินไปไม่ได้มิเช่นนั้นเด็กคนนี้โตขึ้นแล้วต่อไปคงซนจนไปรื้อกระเบื้องหลังคาเป็นแน่”
กงจื้อหมิงค่อยๆหยิบมือเล็กๆ ที่เปรอะเปื้อนของอันเกอเอ๋อร์ขึ้นมาถูกับเสื้อผ้าของเขา เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นดวงตาสีดำขลับคู่นั้นก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยน“ถึงแม้ตอนนี้เขายังไม่เป็นไร แต่พื้นก็เย็นไม่น้อย”
เมื่อติงเหว่ยได้ฟังก็รู้สึกอบอุ่นใจนางยกมือขึ้นจิ้มไปที่หน้าผากของลูกชาย และตำหนิว่า “เจ้าเด็กคนนี้นี่ทั้งคนในและนอกครอบครัวต่างก็พากันประคบประหงมเจ้าแม่คงทำได้เพียงเป็นคนร้ายเท่านั้น”
อันเกอเอ๋อร์ไม่รู้ว่าท่านแม่ของเขากำลังพูดถึงอะไรเขาน้ำลายไหลย้อยพลางกะพริบตากลมโต เขาทั้งสงสัยและรู้สึกผิดเป็นอย่างมากทำให้ทุกคนที่เห็นต่างก็ใจอ่อน
ผู้เฒ่าเหว่ยเองก็มองอย่างสนใจเขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากและพูดออกมาว่า “เด็กคนนี้อ้วนกำลังดีมาให้คนแก่อย่างข้าอุ้มหน่อยสิ!”
กงจื้อหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อยดวงตาฉายแววระมัดระวังขึ้นมา แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรติงเหว่ยก็รับอันเกอเอ๋อร์ไปและยัดเข้าไปในอ้อมแขนของผู้อาวุโสเหว่ย“ท่านลุงเหว่ยช่วยข้าดูอันเกอเอ๋อร์สักพักก็คงจะดีไม่น้อย เจ้าเด็กดื้อคนนี้เอาแต่ก่อกวนข้าทั้งวันจนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ”
ในความจริงแล้วหลังจากที่พูดออกไปผู้อาวุโสก็รู้สึกเสียใจในทันทีแม้ว่าตอนนี้ทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นต่างก็กำลังขอความช่วยเหลือจากเขาแต่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันเท่าไร ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงของเขาในแผ่นดินนี้ก็ดีครึ่งหนึ่งไม่ดีครึ่งหนึ่งขอเพียงเป็นคนที่ระมัดระวังตัวจะไม่มีทางส่งลูกมาให้ตัวเขาอย่างแน่นอน
ทว่าติงเหว่ยก็ทำให้เขาประหลาดใจอีกนางยัดลูกลงมาในอ้อมแขนของเขาโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งเขาอุ้มเด็กน้อยที่แสนจะบอบบางเอาไว้และหนวดเคราของเขาถูกดึงจนเขารู้สึกเจ็บปวดเขาถึงได้มีสติกลับมาและตะโกนว่า “ไอ๊หยา เด็กคนนี้พละกำลังมือไม่น้อยเลยทีเดียว!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ใครขอให้ท่านอยากอุ้มเขากันเล่าตอนนี้จะมาเสียใจก็สายเกินไปแล้ว” ติงเหว่ยหัวเราะและหยิบตะกร้าไปในห้องครัวและท่าทางของนางก็แสดงออกว่า “เมื่อไม่มีลูกอยู่ข้างกาย ร่างก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา”จริงๆ ทุกคนที่เห็นต่างก็ยิ้มออกมา
ผู้อาวุโสเหว่ยหันไปสบตากับดวงตากลมโตที่กำลังกะพริบอยู่ของอันเกอเอ๋อร์เขาจึงทำได้แต่ยิ้มแห้งๆ ออกมา “เอาล่ะ เจ้าเด็กดื้อเจ้ารีบปล่อยหนวดของปู่เดี๋ยวนี้ แล้วปู่จะทำอะไรสนุกๆ ให้เจ้าเล่น”
อันเกอเอ๋อร์ไหนเลยจะเข้าใจว่าเขาพูดอะไรเขากลับหัวเราะออกมาและจับไว้แน่นขึ้นไปอีกทำให้ผู้อาวุโสเหว่ยยิงฟันออกมาด้วยความเจ็บปวด
ท่านลุงอวิ๋นที่กลับมาจากข้างนอกพอดีเมื่อเห็นภาพนี้เขาก็หัวเราะอย่างมีความสุขอย่างนึกไม่ถึงหมอเทวดาผู้อาวุโสท่านนี้ต่อให้จะมีฝีมือการรักษาที่เก่งกาจขนาดไหนแต่นายน้อยของเราก็ฝีมือสูงส่งและยังทำความดีความชอบให้แก่ซีฮ่าวมากมายเขายังกล้าจะปฏิเสธอีก
หึคาดไม่ถึงเลยว่าวันนี้อันเกอเอ๋อร์จะแก้แค้นแทนเขาแล้วดึงหนวดเคราของเขาออกมาทั้งหมดถึงจะดี
“อันเกอเอ๋อร์ มานี่มา ไปดูนกกระจอกกับปู่อวิ๋นดีกว่า เมื่อวานเฟิงจิ่วเพิ่งจับมาได้ปู่เลยให้คนสานกรงและตั้งใจนำมาแขวนไว้ที่ใต้ชายคาเพื่อให้อันเกอเอ๋อร์ของเราได้เล่นโดยเฉพาะเลย”
ท่านลุงอวิ๋นก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยเขาตบมือแล้วกำลังจะอุ้มอันเกอเอ๋อร์กลับมา แต่ผู้อาวุโสเหว่ยก็หันตัวหลบไปด้านข้างอย่างไม่รู้ตัวและเขาก็โต้กลับว่า “แม่นางน้อยเมื่อครู่นี้เพิ่งจะบอกว่าฝากเด็กไว้ในความดูแลของข้า”
“นั่นเป็นแค่การพูดตามมารยาทก็เท่านั้น ยังไงท่านก็เป็นแขก จะให้แขกมาคอยดูแลเด็กได้ยังไงกัน”ท่านลุงอวิ๋นตอบกลับพร้อมรอยยิ้มที่เสแสร้ง จากนั้นเขาก็เข้าไปอุ้มอันเกอเอ๋อร์มา“อันเกอเอ๋อร์ชอบท่านลุงอวิ๋นที่สุดแล้ว มาๆ ปู่จะพาเจ้าไปเล่นกัน”
ถึงแม้อันเกอเอ๋อร์จะไม่ได้หวาดกลัวคนแปลกหน้าแต่ตามปกติแล้วเขาก็เล่นกับท่านลุงอวิ๋นมานานแล้วซึ่งก็สนิทสนมกันมากกว่าท่านผู้อาวุโสเหว่ยจริงๆเขาจึงยื่นมือที่อ้วนเล็กน้อยออกมาเพื่อจะให้ท่านลุงอวิ๋นอุ้ม
ทว่าท่านผู้อาวุโสเหว่ยกลับสูดหายใจเข้าลึกๆและก็กอดอันเกอเอ๋อร์วิ่งหนีไป ทำให้ท่านลุงอวิ๋นโกรธเป็นอย่างมากและในขณะนั้นเองสองผู้อาวุโสกับหนึ่งเด็กก็กลายเป็นภาพที่มีชีวิตชีวาที่สุดในจวนแห่งนี้
……
ติงเหว่ยไม่รู้เลยว่าลูกชายของนางกลายเป็นเซียงปัวปัว[1]ของทุกคนไปแล้ว รอจนกระทั่งเตรียมอาหารกลางวันเสร็จนางก็ตะโกนเรียกอวิ๋นอิ่งให้เข้ามาช่วยเอาโต๊ะไปจัดวางไว้ใต้ร่มไม้ในลานบ้าน คราแรกที่สร้างลานกว้างนี้ มีการย้ายต้นหอมหมื่นลี้สองต้นและต้นพลับหนึ่งต้นเข้ามาปลูกในเวลานี้ความแห้งแล้งของฤดูหนาวได้จางหายไปแล้ว และถูกเปลี่ยนไปด้วยชุดคลุมสีเขียวขจียืนเด่นเป็นสง่าท่ามกลางแสงแดด แสงที่ส่องผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ตกกระทบลงมาบนพื้นเกิดเงาเป็นจุดๆดูมีชีวิตชีวาไม่น้อย
เฉิงเหนียงจื่อพาต้าหวาและเอ้อร์หวาไปกินข้าวที่ห้องครัวอวิ๋นอิ่งและเฟิงจิ่วก็ช่วยกันตักข้าวและยกกับข้าวที่โต๊ะอาหารจึงเหลือแค่กงจื้อหมิงกับท่านผู้อาวุโสเหว่ยเดิมทีติงเหว่ยเองก็ปฏิเสธที่จะร่วมโต๊ะ ทว่าประการแรกลูกชายของนางยังถูกขังอยู่ในอ้อมแขนของท่านผู้อาวุโสเหว่ยและเขาก็ไม่ยอมออกมาประการที่สองปกตินางก็กินข้าวเป็นเพื่อนกงจื้อหมิงอยู่แล้วและก็กลายเป็นความเคยชินดังนั้นนางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็นั่งลงโดยที่ไม่ได้เอะอะโวยวายอะไร
ทั้งผู้ใหญ่และเด็กนั่งล้อมวงกันรับลมอุ่นๆ ที่พัดผ่านมา และกินอาหารเลิศรส ทุกคนต่างก็รู้สึกสบายใจและเงียบสงบ
คนอื่นคงไม่เท่าไรแต่ท่านผู้อาวุโสเหว่ยออกเดินทางร่อนเร่มาตลอดหลายปี ถึงตอนนี้ก็อายุเยอะมากแล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเริ่มคิดถึงเรื่องเกษียณตอนนี้เขาอุ้มเด็กอ้วนตัวนุ่มๆ ไว้ในอ้อมแขนและมองไปที่หญิงสาวที่กำลังยุ่งอยู่กับการคีบอาหารให้เขาเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโลภขึ้นมายิ่งคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาตอนที่เขายังเป็นหนุ่มอยู่ในใจก็ยิ่งรู้สึกขมขื่นมากขึ้น
ติงเหว่ยได้ยินชายชราถอนหายใจเบาๆนางจึงคิดไปเองว่ารสชาติของอาหารไม่ถูกปากเขา “ท่านลุงเหว่ยเนื่องจากอาหารมีรสชาติเบาๆ ท่านกินแล้วรู้สึกไม่สบายหรือเปล่า?นายน้อยของพวกเราเคลื่อนไหวไม่สะดวก พวกเราก็เลยมักจะกินอาหารที่รสชาติเบาๆจนเคยชิน เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวตอนเย็นข้าจะทำเฮอเยี่ยจี [2] ให้ท่านกินสดๆ ใหม่ๆ ดีหรือไม่?”
ท่านลุงเหว่ยได้ฟังก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจเขาพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ตกลงคนแก่อย่างข้าหากไม่กินเนื้อสัตว์สักวันร่ายกายคงไม่มีแรง”
หลังจากพูดคุยเล่นกันไม่กี่ประโยคทุกคนก็กินอิ่มและโต๊ะอาหารก็ถูกยกออกไปหลังจากกินข้าวเสร็จท่านผู้อาวุโสก็กลับไปพักผ่อนที่ห้อง ติงเหว่ยก็ตะโกนเรียกให้เฟิงจิ่วยกรถเข็นออกมานางเข็นกงจื้อหมิงไปรอบลานกว้างและเดินอย่างช้าๆ เพื่อย่อยอาหาร
อันเกอเอ๋อร์ที่นอนอยู่ในอ้อมแขนของอวิ๋นอิ่งไม่รู้เหตุใดเขาถึงงอแงจะให้ท่านแม่กอด ติงเหว่ยไม่มีทางเลือก นางกำลังจะให้เฟิงจิ่วมารับช่วงต่อทว่ากงจื้อหมิงกลับส่งสัญญาณให้อวิ๋นอิ่งส่งอันเกอเอ๋อร์มา
……
ในช่วงบ่ายของต้นฤดูร้อนสายลมพัดพาเสียงของนกที่ร้องในทุ่งนา ไก่และสุนัขของชาวบ้านในหมู่บ้านและเสียงวัวแก่ที่กำลังลากคันไถ หญิงสาวกำลังเข็นรถเข็นชายหนุ่มกำลังนั่งอุ้มเด็กอยู่ ทั้งสามคนไม่มีใครพูดอะไรไปครู่หนึ่งพวกเขากำลังเพลิดเพลินกับเวลาพักผ่อนอันแสนสงบที่หาได้ยากยิ่ง
“ลำบากเจ้าแล้ว” กงจื้อหมิงอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่เมื่อเขาพูดออกมาก็มีเพียงประโยคนี้เท่านั้น
ติงเหว่ยเดาว่าเขาคงหมายถึงเรื่องท่านลุงเหว่ยดังนั้นนางจึงส่ายหัวและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ได้ลำบากเลยบนโลกนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างก็ใช้ชีวิตไม่ง่าย หากพบเข้าที่ท้องถนนก็ควรจะช่วยเหลือดูแลสักหน่อยยิ่งไปกว่านั้นท่านลุงเหว่ยยังต้องช่วยแก้พิษให้ท่านปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดีสักหน่อยก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว”
กงจื้อหมิงก้มศีรษะลงเพื่อมองเด็กที่ง่วงนอนพร้อมกับหยีตาในอ้อมแขนของเขาเขาเก็บซ่อนประโยคที่เขาไม่สามารถพูดออกไปได้อีกครึ่งประโยคว่า “ขอบคุณเจ้า สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำเพื่อข้า”
……
เฮอเยี่ยจีมีวิธีการปรุงที่หลากหลายแต่วิธีที่ท่านแม่ของติงเหว่ยชอบใช้มากที่สุดคืออวิ้นจู หรือก็คือการใส่ข้าวเหนียวและเนื้อของเห็ดหอมให้เต็มท้องไก่จากนั้นก็เย็บให้ติดกันและห่อด้วยใบบัวอีกทีหนึ่ง จากนั้นก็นำไปนึ่ง
เมื่อถึงเวลาก็ยกข้าวไปวางบนโต๊ะจากนั้นค่อยๆ แกะด้ายที่เย็บเอาไว้ออก กลิ่นหอมลอยฟุ้งออกมาจากท้องไก่ถึงขนาดที่ทำให้เทพเซียนพากันหิวจนต้องลงมา
ข้าวเหนียวแต่ละเม็ดได้ดูดซับน้ำมันของไก่ความสดของเห็ด และความสดของเนื้อหมูเอาไว้ แต่ละเม็ดทั้งอวบอิ่มและใสราวผลึกแก้ว เมื่อตักมันขึ้นมาด้วยช้อนแล้วเอาเข้าไปในปากรสชาติดียิ่งกว่าอาหารอร่อยทุกอย่างบนในโลกใบนี้
ผู้เฒ่าเหว่ยพอใจกับอาหารมื้อนี้ของเขาจริงๆอย่างที่คาดไว้ เขาเห็นติงเหว่ยตักข้าวเหนียวช้อนสุดท้ายวางลงในชามของกงจื้อหมิงสายตาของเขาอาจเรียกได้ว่าไม่พอใจปนอิจฉา
ท่านลุงอวิ๋นที่นานๆทีจะร่วมโต๊ะด้วย เมื่อเห็นท่าทางของผู้อาวุโสเหว่ยเป็นเช่นนั้น เขาจึงคันปากยุบยิบและพูดอย่างยั่วยุออกมา“แม่นางติง ครั้งที่แล้วที่เจ้าทำนั่วหมี่ไผกู่ [3] ก็รสชาติไม่เลวไว้วันหลังอย่าลืมทำอีกสักครั้ง เพื่อให้คนป่าบางคนที่ไม่เคยเห็นโลกได้เรียนรู้สักหน่อย”
และแน่นอนว่าผู้อาวุโสเหว่ยก็โกรธขึ้นมาในทันที“เจ้าหาว่าใครไม่เคยเห็นโลก เหอะข้ากินอาหารเลิศรสและล้ำค่ามามากกว่าเม็ดข้าวที่เจ้าได้กินอีก เจ้าเคยกินเหรินเซิน[4]อายุ 500 ปีไหม เจ้าเคยกินหงเหอกัว [5]บนเขาเทียนซานไหม เจ้าเคยกิน…”
“เหอะ ข้ายังไม่เคยกิน แต่เจ้าก็ไม่เคยกินซู่เชาเอ๋อ [6] ไป๋จั่นจี [7] ฝูชีเฝยเพี่ยน [8]...”
ผู้อาวุโสทั้งสองคนเป็นเหมือนศัตรูที่ไม่ได้พบกันมาหลายปีหลังจากที่กินอิ่มก็ทะเลาะขึ้นมาอีก
ติงเหว่ยไม่มีทางเลือกนางจึงรีบพูดเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาว่า “ท่านลุงอวิ๋นท่านดูที่ท้องของเฮอเยี่ยจีจานนี้สิ ใช้เข็มกับด้ายเย็บติดไว้ท่านผู้อาวุโสเคยเห็นวิธีการรักษาแบบนี้มาก่อนหรือไม่?หากว่ามีคนโดนมีดกรีดเป็นแผล แล้วใช้เข็มกับด้ายเย็บเอาไว้ให้ติดกันจากนั้นก็ค่อยใส่ยาทำแผล เช่นนี้จะช่วยให้หายเร็วขึ้นหรือไม่?”
“เอ๋?” ท่านผู้อาวุโสเหว่ยที่กำลังมีท่าทีกระปรี้กระเปร่ากำลังจะเตรียมทำสงครามน้ำลาย จู่ๆ ได้ยินติงเหว่ยพูดขึ้นมาเช่นนี้ก็มองไปยังท้องที่ว่างเปล่าของไก่โดยไม่รู้ตัวด้ายที่ใช้เย็บปิดยังอยู่บนขาไก่ เขายื่นมือออกไปแล้วหยิบมันขึ้นมาจากนั้นก็ตะโกนว่า “ไอ๊หยา ทำไมข้าถึงคิดไม่ถึงนะ? ยังสามารถเย็บให้ติดกันได้นี่นาเย็บเข้ามา! แม่นางน้อย เจ้าคิดวิธีการนี้ออกได้ยังไงกัน?”
-----------------------------------------
[1] เซียงปัวปัว 香饽饽หมายถึงอาหารที่ทำจากแป้งชนิดหนึ่งต่อมาใช้หมายถึงคนหรือสิ่งของที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบหรือก็คือมีเสน่ห์ ดึงดูดใจ
[2] เฮอเยี่ยจี 荷叶鸡หมายถึงไก่ห่อใบบัว
[3] นั่วหมี่ไผกู่ 糯米排骨 หมายถึงซี่โครงหมูกับข้าวเหนียว
[4] เหรินเซิน 人参 หมายถึงโสม
[5] หงเหอกัว 红河果 หมายถึงผลไม้สีแดงหายากชนิดหนึ่ง
[6] ซู่เชาเอ๋อ 素烧鹅หมายถึงห่านย่างเจ
[7] ไป๋จั่นจี 白斩鸡หมายถึงไก่ต้มสับชิ้น
[8]ฝูชีเฝยเพี่ยน 夫妻肺片 หมายถึงเครื่องในสัตว์ในน้ำพริก