หลงไป๋ร้องเสียงหลงก่อนที่จะรีบค้นหาของสิ่งหนึ่งภายในแหวนมิติของเขา มันเป็สมุดบันทึกเก่าๆ เล่มหนึ่ง ใช่แล้ว มันคือสมุดบันทึกประสบการณ์การฝึกยุทธ์ของหลงชิงซวน หลงไป๋ยามหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านก็อดที่จะเศร้าโศกด้วยความอาวรณ์ไม่ได้
นิ้วมือเรียวยาวที่ขาวประดุจหยกนั้นค่อยๆ พลิกหน้ากระดาษไปมา มีเนื้อหาบางส่วนที่เขาเคยอ่านมาแล้วเขาจึงข้ามมันไปอย่างรวดเร็วก่อนจะพบกับสิ่งที่เขา้าจากสมุดบันทึกเล่มนี้
“...ขอบเขตปฐมนี้หากผู้ใดสามารถรวมลูกแก้วลมปราณได้ก่อนอายุสิบปีนับได้เป็โอรส์ ก่อนอายุสิบสองปีนับได้เป็อัจฉริยะ ก่อนอายุสิบสี่นับว่ามีพร์ ก่อนสิบหกนับว่าพอฝึกยุทธ์ได้ ก่อนอายุสิบแปดปีนับว่าธรรมดา แต่หากไม่สามารถรวบรวมลูกแก้วให้สมบูรณ์ก่อนอายุสิบแปดปีนับว่าคนผู้นั้นไม่อาจเข้าสู่เส้นทางการฝึกยุทธ์ได้ จำต้องยอมจำนนต่อชะตา์เป็เพียงมนุษย์สามัญธรรมดา”
หลงไป๋ที่เพิ่งอ่านข้อความก็ได้แต่ทอดถอนใจ “ตัวข้าที่หลงภาคภูมิใจกับพลังลมปราณก่อตั้งขั้นสูงสุดช่างน่าเวทนานัก ตอนนี้ข้าอายุสิบห้าปีแล้ว กลับพานพบว่ามีความสามารถเพียงแค่พอจะฝึกยุทธ์ได้เท่านั้น โลกใบนี้แท้จริงแล้วหาได้กว้างใหญ่อันใด หากแต่เป็ความคิดข้าที่คับแคบเกินไปต่างหาก”
หลงไป๋รำพึงออกมาแ่เบาคล้ายกับ้าปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำก่อนที่จะตัดสินใจพลิกหน้ากระดาษต่อไป
“ระดับลมปราณขั้นปรารถนา ระดับลมปราณขั้นปราณจิต ระดับลมปราณขั้นวิเศษ ทั้งสามขั้นนี้ เรียกโดยรวมว่า ลมปราณขอบเขตมนุษย์
ลมปราณขอบเขตมนุษย์นับได้ว่าเป็จุดเริ่มต้นของการฝึกฝนวิถียุทธ์อย่างแท้จริง เมื่อสามารถรวบรวมลูกแก้วลมปราณในขั้นก่อตั้งได้แล้ว นับได้ว่าเป็ผู้สามารถฝึกยุทธ์
นับระดับขั้นลมปราณจากสีของลูกแก้วที่เปลี่ยนไป แรกเริ่มในขั้นก่อตั้งที่เป็สีใสกระจ่างดั่งกระจกนั้น ลูกแก้วลมปราณจะค่อยๆ เปลี่ยนสีเป็สีขาวไข่มุกทะเล ผู้ที่บ่มเพาะลมปราณจนลูกแก้วลมปราณมีสีขาวไข่มุกทะเลนี้ นับได้ว่าอยู่ในขั้นปรารถนา
เมื่อลูกแก้วลมปราณผลัดเปลี่ยนเป็สีทองเกล็ดัจึงนับได้ว่าอยู่ในขั้นปราณจิต
และเมื่อลูกแก้วผลัดเปลี่ยนเป็สีม่วงมณี จึงนับได้ว่าอยู่ในขั้นวิเศษ
ผู้ใดฝนจนถึงขั้นวิเศษก่อนอายุ สิบสี่ปี นับได้ว่าเป็โอรส์ ก่อนอายุ สิบแปดปี นับว่าเป็อัจฉริยะ ก่อนอายุ ยี่สิบปี นับว่าเป็ผู้มีพร์ ก่อนอายุสามสิบปีนับว่าเป็ผู้พอฝึกฝนยุทธ์ได้ หลังอายุ สี่สิบปี นับเป็เพียงเื่ธรรมดา...”
หลงไป๋ปิดสมุดบันทึกลง ก่อนสูดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับข้อมูลในสมุดบันทึกของหลงชิงซวน การอ่านสมุดบันทึกเล่มนี้เปิดหูเปิดตาของเขาไม่น้อย ความหยิ่งผยองเมื่อคราแรกมลายหายไปไม่ต่างเถ้าธุลีขุ่นมัวที่ถูกสายลมแห่งความรู้แจ้งพัดผ่านจนสลายไปตามสายลมนั้น
หลงไป๋หลับตาลง ขณะนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ จิตใจจดจ่อรวมรั้งอยู่ตรงจุดตันเถียน เขาค่อยๆ บังคับกระแสพลังในร่างให้ไหลเข้าสู่ลูกแก้วิญญาสีข่าวกระจ่างอย่างช้าๆ ภายในจิตใจของเขาทุกอย่างเต็มไปด้วยความสงบเรียบง่ายยิ่ง แต่หาได้เหมือนกับสภาพเหตุการณ์ภายนอกที่ทำให้ จางเยว่ที่ได้เพิ่งเข้ามาถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
กระแสลมพัดวนอย่างบ้าคลั่ง ข้าวของในห้องศิลาปลิวกระจัดกระจาย ฝุ่นผงคละคลุ้งจนนางต้องใช้แขนเสื้อขึ้นมาปิดบริเวณใบหน้าไว้ พลังฟ้าดินที่เคยสงบราบเรียบต่างถูกดึงดูดเข้ามาภายในห้องศิลาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ประตูไม้ไผ่ปลิวหลุดลอยออกไปนานแล้ว จางเยว่พยายามก้มลงคลานไปกับพื้นจนสามารถหลบเข้าไปอยู่ในมุมห้องหนึ่งได้สำเร็จ
ดวงตากลมโตนั้นจ้องมองไปยังร่างของชายหนุ่มที่นั่งตระหง่านไม่ไหวติงท่ามกลางกระแสลมที่โหมกระหน่ำ สองตาของเขาหลับสนิทราวกับกำลังหลับใหล ไม่มีวี่แววของความรู้สึกกังวลใดจากกระแสลมที่โหมปะทะเข้ากับตัวเขา ตรงกันข้าม ใบหน้านั้นราวกับกำลังอิ่มเอมกับอาหารเลิศรส
“นี่มัน....ก้าวข้าวเขตแดน! หลงไป๋กำลังจะข้ามขอบเขตแล้ว!” จางเยว่อุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็ผ่านไปกว่าหกชั่วยามแล้ว หลงไป๋ยังไม่มีท่าทีว่าจะลืมตาขึ้นมา จางเยว่ยังคงไม่ยอมหลับตาลง นางนึกเป็ห่วงหลงไป๋จับใจ เวลาเช่นนี้สำคัญยิ่งหากมีผู้ใดมารบกวนหลงไป๋เวลานี้ละก็เขาจะต้องาเ็สาหัสแน่!
นางจึงคอยระมัดระวังและสอดส่องบริเวณหน้าประตูห้องศิลานี้อยู่ตลอดเวลา แต่เวลาชักพาทั้งความง่วงความอ่อนล้าเข้าหานางอย่างหนักหน่วง ผ่านมากว่าหกชั่วยามแล้ว ร่างบอบบางนั้นโงนเงนไปมาด้วยความอ่อนเพลีย
แต่นางก็ยังพยายามฝืนทนหลับตาตื่น และตอนนั้นเองที่สิ่งที่นางกังวลก็เกิดขึ้นจนได้ กระแสลมที่แสนบ้าคลั่งพัดพาเอาท่อนไม้ขนาดใหญ่ปลิวมาตามกระแสลม แน่นอนว่าเป้าหมายคือหลงไป๋
จางเยว่ที่มันแต่ระวังคนได้แต่อ้าปากค้าง ใครมันจะไปคิดว่าสิ่งที่กลัวจะกลายไปเป็ไม้ท่อนหนึ่ง ด้วยความจนใจบวกกับความเร็วของกระแสลม นางจึงตัดสินใจลุกขึ้น ก่อนจะกางแขนหวังใช้ร่างของนางบังไม้ท่อนนั้นเอาไว้
ปัง!
นางหลับตาแน่นด้วยความกลัวเจ็บ แต่ก็มิได้ถอยหนีออกไปแต่อย่างใด
ผ่านไปหลายลมหายใจกลับพานพบว่าร่างของตนยังคงปกติสุขอยู่ ดวงตาคมค่อยๆ ลืมตาขึ้นก่อนจะพบร่างของชายหนึ่งคนหนึ่งที่ยืนขวางร่างของนางไว้ ในมือของเขายังคงปรากฏท่อนไม้ที่เมื่อครู่เพิ่งจะลอยละลิ้วเข้าใส่นางให้เห็นอยู่ นางยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง ก่อนที่ดวงตาที่แดงก่ำด้วยความอ่อนล้าจะหลั่งหยาดน้ำตาออกมาอาบแก้ม
“ตอนแรกข้าแค่คิดว่าเ้าเป็คนบ้า ไม่คิดว่ายังเป็คนขี้แยอีกด้วย” หลงไป๋พูดออกมาพลางยิ้มน้อยๆ ให้กับหญิงสาวเบื้องหน้า