คณะเดินทางของมู่หยางจินได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติเสิ่นหนานอ๋องและครอบครัวจัดเลี้ยงด้วยข้าวปลาอาหารชุดใหญ่ คืนนั้นทุกคนต่างก็ดื่มกินและรับชมการแสดงร้องรำจากคณะดนตรีที่ขึ้นชื่อของซานเป่ยอย่างเต็มที่เหล่าผู้าุโอย่างซ่งชีฟงกับเสิ่นหนานอ๋องและพระชายาได้พูดคุยทบทวนความหลังกันหลังจากไม่ได้พบเจอกันมานานขณะที่มู่หยางจินกลับไม่ได้รู้สึกสนุกสนานและชื่นชอบกับสิ่งเหล่านี้เท่าที่ควร
“ไม่สนุกหรือท่านอ๋องน้อย”เสิ่นอี้หานเดินเข้ามาคุยกับมู่หยางจินเมื่อเห็นว่าเขาออกมายืนรับลมที่ชานระเบียงของสวนที่จัดไว้ต้อนรับคณะเดินทาง
“สนุกสิได้เห็นทุกคนมีความสุขและหายเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ข้าก็รู้สึกดี”
“ดูเหมือนว่าท่านอ๋องน้อย ไม่ค่อยชอบความรื่นเริงแบบนี้เท่าไหร่”
“ไม่ได้ไม่ชอบหรอกท่านอี้หาน ข้าก็แค่ออกมาชื่นชมขุนเขาลูกนั้น”มู่หยางจินชี้ไปยังูเาน้อยใหญ่เบื้องหน้าที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวสะอาดตา
“เขาเทียนเสวี่ย ที่นั่นมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปีเป็ที่ที่สวยงามแต่ก็หนาวเย็นมาก”
“ข้ามเขาลูกนั้นไปคือเมืองปิงใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วท่านอ๋องน้อย ตระกูลจางเป็ผู้ปกครองเมืองเริ่มจากกลุ่มคนไม่กี่หมู่บ้าน ตอนนี้สามารถรวมตัวเป็เมืองหนึ่งเมืองได้แล้วพวกเขาปกครองตนเองไม่ขึ้นตรงกับใคร”
“ตระกูลจาง พวกเขาไม่รุกรานเราใช่หรือไม่”
“หลายปีมานี้พวกเราก็เฝ้าระวังอยู่ตลอดพวกเขาก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเป็ปฏิปักษ์ต่อเรา พวกเราไม่ข้ามแดนไปทางนั้นก็ไม่ได้ข้ามมา ซานเป่ยเราไม่ได้นิ่งนอนใจยังคงเฝ้าระวังอยู่ตลอด”
“พรุ่งนี้ข้าอยากไปเที่ยวเขาลูกนั้น ท่านอี้หานพาข้าไปได้หรือไม่คิดซะว่าพาข้าไปเที่ยวชมป่าเขาที่สวยงาม”มู่หยางจินชี้ไปยังูเาที่สลับซับซ้อนเบื้องหน้าเสิ่นอี้หานมองตามก็พบว่าเขาชี้ไปยังจุดผ่านเขตแดนของสองเมืองมู่หยางจินคงเก็บข้อมูลของเมืองปิงมาแล้วนั่นเอง
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปล่าสัตว์เป็ยังไง”
“หมาป่า” มู่หยางจินพูดถึงสัตว์ป่าที่ดุร้ายของเขตนี้ เขาอยากรู้ว่าพวกมันจะดุร้ายเหมือนอย่างที่เคยได้ยินจริงหรือไม่
“หมาป่าูเาไม่ได้พบเจอง่ายๆปีนี้ทั้งปียังไม่ได้รับแจ้งว่าพบเลยสักตัว”
“อย่างนั้นหรือ หวังว่าข้าไปล่าสัตว์ครั้งนี้จะมีโอกาสได้พบสักตัว”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปแจ้งกับท่านพ่อ อีกสองวันจะได้เดินทาง”
“เราไปกันเองดีกว่าท่านอี้หาน อย่าได้จัดเตรียมผู้คนให้วุ่นวายเลยคนยิ่งน้อยยิ่งดี พรุ่งนี้เช้าเรารีบออกเดินทางเถอะ”
“ท่านอ๋องน้อยอยากข้ามแดนหรือ จึงต้องไปแบบลับๆ”
“ไม่คิดข้ามไป แค่อยากให้คล่องตัว”
“ถ้าท่านอ๋องน้อย้าอย่างนั้น ข้าก็คงไม่กล้าขัด ข้าขอตัวไปเรียนท่านพ่อก่อน”
“รบกวนท่านอี้หานแล้ว”มู่หยางจินมองูเาเทียนเสวี่ยอีกครั้งอย่างหมายมาดเมื่อรู้ว่าจะได้มาเมืองซานเป่ย ูเาแห่งนี้ก็เป็จุดมุ่งหมายอันดับหนึ่งของเขา
‘ตู้ม!’
“ช่วยด้วย! ช่วยพี่หญิงของข้าด้วย ฮื่อๆ พี่หญิง! ช่วยด้วย!ใครก็ได้ช่วยพี่หญิงด้วย” มู่หยางจินมองไปยังต้นตอของเสียงก็พบเด็กสองคนคนหนึ่งตกลงไปในสระน้ำส่วนอีกคนนั่งร้องไห้อยู่ที่ขอบสระสองมือก็พยายามวักน้ำเอื้อมมือหาพี่สาวของตน
‘ตู้ม!’
มู่หยางจินะโลงน้ำว่ายลงไปช่วยเด็กหญิงที่จมน้ำทันที เขาอุ้มเด็กหญิงขึ้นมาจากน้ำ มองดูก็พบว่าคือเสิ่นเยว่เอ๋อร์ บุตรสาวคนที่สามของจวนเสิ่นหนานอ๋องและเด็กชายที่กำลังนั่งร้องไห้ก็คือ เสิ่นหานจิ้ง บุตรชายคนเล็กนั่นเอง
“เยว่เยว่ ลูกแม่ เป็อย่างไรบ้าง เยว่เยว่”พระชายาฟู่ฟางิวิ่งมาที่ริมสระน้ำอย่างร้อนรน เสิ่นหานจิ้งเมื่อพบท่านแม่ของตนก็รีบวิ่งไปกอดท่านแม่ร้องไห้โฮอย่างเสียขวัญ
“คงหมดสติเพราะใ ตอนที่ข้าะโลงมาช่วยตอนนั้นยังมีสติดีอยู่รีบพาท่านหญิงน้อยกลับห้องเถิด”มู่หยางจินอุ้มเสิ่นเยว่เอ๋อร์ที่หมดสติส่งให้เสิ่นอี้หานเขารีบอุ้มน้องสาวไปพร้อมกับคนตระกูลเสิ่นที่ใและเป็ห่วง
“ท่านอ๋องน้อยรีบกลับห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด เดี๋ยวจะไม่สบาย”มู่หยางจินพยักหน้ารับท่านอาจารย์แล้วเดินกลับห้องไปทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น
“ท่านหญิงเยว่เอ๋อร์เป็อย่างไรบ้างท่านอาจารย์”มู่หยางจินพูดขึ้นขณะที่พวกเขากำลังทานอาหารเช้ากันอยู่
“เห็นว่าไข้ขึ้นทั้งคืนขอรับ อากาศเมื่อคืนก็ช่างหนาวเย็น ท่านหญิงเยว่เอ๋อร์ก็เลยเจ็บป่วย”
“ถ้าอย่างนั้นกินข้าวเสร็จข้าจะไปดูสักหน่อย จริงสิท่านเสวี่ยนลู่ท่านเตรียมตัวไปเที่ยวเขาเทียนเสวี่ยกับข้านะแต่คงต้องรอสักวันสองวัน ให้บุตรสาวท่านอาเสิ่นดีขึ้นก่อนตอนนี้คนในจวนเจ็บป่วยอยู่จะให้ท่านอี้หานพาออกไปก็คงไม่ควร”
“ไปเที่ยวเขาหรือขอรับ”
“ใช่ ไปเที่ยว ข้าอิ่มแล้ว ข้าไปดูเด็กน้อยก่อนนะ”พูดจบมู่หยางจินก็ลุกขึ้นออกไปทันที ไม่รอให้ซ่งชีฟงกล่าวอะไรได้ทัน
“ท่านอ๋องน้อยคงไม่อยากให้ท่านพ่อไปด้วย”
“ท่านอ๋องน้อยคงอยากไปล่าหมาป่าูเา เ้าต้องระวังตัวให้มากหมาป่าูเาดุร้ายนัก พวกมันอยู่กันเป็ฝูง ออกล่าและช่วยกันจู่โจมเหยื่ออันตรายมากถ้าอยู่เพียงลำพังกับพวกมัน ในอดีตฮ่องเต้ของเราก็เคยโดนพวกมันทำร้ายแต่เพราะพระปรีชาสามารถก็ทรงเอาตัวรอดมาได้แต่พระองค์ก็ได้รับาเ็หนักอยู่เหมือนกันติดตามไปคราวนี้เ้าต้องดูแลท่านอ๋องน้อยให้ดี และดูแลตัวเองให้มากอย่าได้อยู่ห่างจากท่านอ๋องน้อยเด็ดขาด” ซ่งชีฟงกล่าวกับบุตรชายคนเล็กอย่างจริงจังรู้สึกเป็ห่วงทั้งสองคนอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยนิสัยดื้อรั้นของท่านอ๋องน้อยของเขาคนเป็อาจารย์อย่างเขาก็ทำอะไรไม่ได้ แต่เมื่อคิดว่าท่านอ๋องน้อยนั้นเก่งกล้าสามารถคงจะไม่ทำอะไรให้ตัวเองต้องลำบากและเป็อันตรายอย่างแน่นอน
“ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลท่านอ๋องน้อยและตัวเองเป็อย่างดีข้าติดตามดูแลท่านอ๋องน้อยมานานข้าเชื่อว่าท่านอ๋องน้อยจะไม่ทำอะไรให้พวกเราต้องเสี่ยงอันตรายแน่ขอรับ”ซ่งชีฟงพยักหน้าเห็นด้วยกับลูกชายมู่หยางจินั้แ่เติบโตขึ้นมาไม่เคยทำเื่ให้ผู้ติดตามอย่างพวกเขาเดือดร้อนเลยสักครั้ง
“หนิงอันอ๋องมาขอเยี่ยมท่านหญิงเยว่เ้าค่ะ”เด็กรับใช้หน้าห้องเดินเข้ามาแจ้งต่อพระชายาฟู่ฟางิที่กำลังดูแลบุตรสาวอยู่
“รีบเชิญท่านอ๋องน้อยเข้ามา” เด็กรับใช้ทำความเคารพเ้านายแล้วรีบออกไปนำทางให้มู่หยางจินเข้ามาทันที
“ข้ามาเยี่ยมท่านหญิงเยว่เอ๋อร์ ไม่ทราบว่าเป็อย่างไรบ้าง”
“ไข้นางยังไม่ลดเลยครอบครัวเราต้องขอบคุณท่านอ๋องน้อยมากที่ช่วยเยว่เยว่ของเราเอาไว้ถ้าไม่ได้ท่านอ๋องน้อย บุตรสาวข้าไม่รู้จะเป็อย่างไร” พระชายาฟู่ฟางิคำนับแสดงความขอบคุณต่อน้ำใจของมู่หยางจินมู่หยางจินรีบเข้าไปจับแขนพระชายาไว้ ไม่ให้นางแสดงความเคารพตน
“ท่านอาหญิงอย่าได้ทำอย่างนี้ ข้าจะอายุสั้นเสียเปล่าๆ อีกไม่นานพวกเราก็จะเป็ครอบครัวเดียวกันแล้วท่านอาหญิงอย่าได้ถือเป็บุญคุณเลย แต่ถ้าจะให้พูดกันเื่บุญคุณจริงๆตอนที่ท่านอาเสิ่นไปช่วยเสด็จพี่คราวก่อน ท่านอาหญิงกับลูกๆ ก็ลำบากอยู่ไม่น้อยถ้าเรายังจะนับเื่พวกนี้กันอีก คงจะต้องตอบแทนกันไม่จบไม่สิ้น”มู่หยางจินประคองพระชายาฟู่ฟางิมานั่งที่โต๊ะแล้วพูดคุยกัน
“เยว่เยว่กับจิ้งเอ๋อร์ เด็กทั้งสองคนยังไม่ทันได้ทำความเคารพ และทำความรู้จักกับท่านอ๋องน้อยก็เล่นซนจนทำเื่ให้ท่านต้องช่วยเสียแล้ว”
“ไม่เป็อะไรหรอกท่านอาหญิง พวกเขายังเด็ก ยังไม่รู้ความเล่นซนตามประสาเด็กก็เป็เื่ธรรมดาไม่ใช่หรือ ตอนเด็กข้าก็ดื้อเหมือนพวกเขาท่านแม่ก็ตีข้าอยู่บ่อยๆ”พระชายาฟู่ฟางิมองเห็นแววเศร้าในดวงตาของมู่หยางจินเมื่อเขาพูดถึงท่านแม่แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เขาก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม