บทที่ 29 อดน้อยใจแทนลูกชายไม่ได้
“ฮูหยิน ดึกมากแล้วเจ้าค่ะ”
ซิ่วหรงเอ่ยเตือนเสียงเบา พลางขยับเข้าไปประคองเหลิงเซียงจื่อที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ “คุณชายใหญ่ไปที่ถ้ำที่คุณหนูตระกูลจี้พักอยู่ คงไม่เข้ามาแล้วเจ้าค่ะ”
เหลิงเซียงจื่อขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล “ซิ่วหรง เจ้าเคยเห็นหน้าค่าตาลูกสาวคนที่เก้าของจวนจี้กั๋วกงหรือยัง?”
“ตั้งแตลงจากรถม้า นางสวมหมวกคลุมหน้าตลอดเวลา บ่าวเลยยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาที่แท้จริงเจ้าค่ะ” ซิ่วหรงรู้ดีว่าเจ้านายของตน ค่อนข้างถือตัวและไม่ค่อยพอใจที่จวนจี้กั๋วกงส่งลูกอนุมาแต่งงานด้วย
“แต่ฮูหยินเจ้าคะ คุณชายใหญ่ดูพึงพอใจกับการแต่งงานครั้งนี้มากนะเจ้าคะ”
“หากเป็นตระกูลเซี่ยงในอดีตที่ยังไม่ล่มสลาย ต่อให้นางอยากจะเป็นแค่อนุของลูกข้า ก็ยังต้องต่อแถวรอเลยด้วยซ้ำ” เหลิงเซียงจื่อจ้องมองออกไปนอกถ้ำอย่างเหม่อลอย พูดไม่ทันจบประโยคก็ไอโขลกออกมา
ซิ่วหรงรีบลูบหลังให้ พลางเอ่ยปลอบ “ฮูหยินเจ้าคะ ท่านรีบพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ รักษาตัวให้แข็งแรง จะได้ไปร่วมงานแต่งของคุณชายใหญ่”
“ซิ่วหรง ร่างกายของข้า ข้ารู้ตนเองดี”
เหลิงเซียงจื่อถูกลูบหลังสักพัก ลมหายใจก็เริ่มคล่องขึ้น
นางรู้สึกสบายตัวขึ้นมาก จึงเร่งเร้าสาวใช้ข้างกาย “ไปตามหลีเอ๋อร์มาพบข้าที หากไม่ได้พูดบางคำในตอนนี้ ข้าคงนอนไม่หลับ”
“ท่านแม่ ลูกรู้อยู่แล้วว่าท่านต้องพะวงเรื่องงานแต่งของลูกจนนอนไม่หลับ ลูกเลยตั้งใจมาอยู่คุยเป็นเพื่อนท่านขอรับ” เซี่ยงเฉิงหลี ได้ยินเสียงมารดาตั้งแต่หน้าประตู จึงเดินอมยิ้มเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง
เหลิงเซียงจื่อมือหนึ่งกุมมือใหญ่ของลูกชาย อีกมือลูบไล้ใบหน้าหล่อเหลาของเขา “หลีเอ๋อร์ จวนจี้กั๋วกงใช้ลูกอนุมาแต่งแบบขอไปทีกับตระกูลเซี่ยงแบบนี้...แม่รู้สึกว่าเจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมเลย”
ในสายตาของเหลิงเซียงจื่อ
บุตรชายของนางชาติกำเนิดสูงส่ง เก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋น หน้าตาก็หล่อเหลาคมคาย ต่อให้จะแต่งองค์หญิงก็ยังคู่ควร
แต่นี่...กลับถูกจวนจี้กั๋วกงยัดเยียดบุตรีอนุมาให้เป็นภรรยาเอก
นางรู้สึกน้อยใจแทนลูก และรู้สึกว่าลูกชายไม่สมควรได้รับสิ่งนี้
เซี่ยงเฉิงหลีหลุบตาลง
เขาช่วยขยับผ้าห่มให้มารดา มุมปากยกยิ้มจาง ๆ “ท่านแม่ ลูกรู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่ ลองฟังลูกเล่าเรื่องที่ได้เจอมาตลอดทางที่ไปเมืองหลวงก่อนเถิดขอรับ”
เซี่ยงเฉิงหลีเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่เขาบุกไปถอนหมั้น เรื่องที่จี้หานลั่วเสนอตัวแต่งงาน เรื่องศึกชิงนางของสามหนุ่ม เรื่องโจรภูเขาที่โรงเตี๊ยม และเรื่องที่เขาขึ้นเขาไปกวาดล้างรังโจร เล่าทุกอย่างให้มารดาฟังอย่างละเอียดไม่มีตกหล่น
เหลิงเซียงจื่อฟังจนตาค้าง “หลีเอ๋อร์ เจ้าไปเมืองหลวงไม่ถึงครึ่งเดือน เรื่องราวที่พบเจอช่างเข้มข้นยิ่งกว่าในบทงิ้วเสียอีก”
“ท่านแม่ ที่ลูกเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟัง ก็เพื่อจะบอกท่านว่าน้องหญิงเก้าแห่งจวนจี้กั๋วกงนั้น ดีจริง ๆ ขอรับ” พอเอ่ยถึงฮูหยินตัวน้อยของเขา นัยน์ตาของเซี่ยงเฉิงหลีก็เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
เหลิงเซียงจื่อจ้องมองลูกชายเขม็ง มองไปมองมา นางก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “หลีเอ๋อร์ แม่รู้สึกว่าการให้เจ้าไปเมืองหลวงครั้งนี้ คิดถูกจริง ๆ”
นางรู้สึกว่าลูกชายดูสดใสขึ้นมาก
บรรยากาศรอบตัว ไม่ดูเย็นชาเหมือนเมื่อก่อน
นางไม่ห่วงเรื่องบาดแผลของลูกชาย
ลูกผู้ชายตระกูลเซี่ยง การบาดเจ็บถือเป็นเรื่องปกติสามัญ
แต่นางปวดใจที่ลูกชายต้องใช้ชีวิตอย่างกดดันและอมทุกข์มาตลอด
หกปีก่อน หรือปีที่ 62 แห่งแคว้นเสวียน
จวนเซี่ยงกั๋วกง ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าของหกตระกูลกั๋วกง
เคยรุ่งโรจน์และยิ่งใหญ่ถึงเพียงไหน
ใครจะคาดคิด สงครามที่ชายแดนเหนือเพียงครั้งเดียว จะทำให้ตระกูลขุนพลที่รุ่งเรืองมากว่าสามร้อยปี ต้องล่มสลายในชั่วข้ามคืน
พ่อสามี เซี่ยงจื่อหรง และสามี เซี่ยงเฟิ่งฉู่ พ่ายแพ้สงครามและสิ้นชีพในสนามรบทั้งคู่
แม่สามีสูญเสียทั้งสามีและลูกชาย รับความกระทบกระเทือนใจไม่ไหว สิ้นใจตามไปในคืนนั้น
ตระกูลเซี่ยงถูกฮ่องเต้ที่กำลังกริ้วจัด ริบยศถาบรรดาศักดิ์
ตัวนางเองก็รับความสูญเสียครั้งใหญ่นี้ไม่ไหว จนล้มป่วยติดเตียงมาตลอดหกปี
หกปีมานี้ เป็นลูกชายคนโตที่ตอนนั้นวัยเพียง 12 หนาวของนาง เซี่ยงเฉิงหลี ที่แบกรับภาระของทั้งตระกูลเซี่ยงเอาไว้ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่านางว่าบนบ่าของลูกชาย ต้องแบกรับความกดดันหนักหนาเพียงใด
นางรู้ดีว่าตระกูลเซี่ยงในตอนนี้ การได้แต่งกับลูกสาวจวนจี้กั๋วกง แม้จะเป็นลูกอนุก็ถือว่าดีมากแล้ว
“หลีเอ๋อร์ แม่ฟังออกแล้วว่าคุณหนูเก้าแห่งจวนจี้กั๋วกง เป็นแม่นางที่รู้ความหนักเบา มีคุณธรรมน้ำมิตร เฉลียวฉลาด และกล้าหาญ”
“แม่ดีใจเหลือเกิน”
เหลิงเซียงจื่อกุมมือหนาของลูกชายไว้แน่น “ร่างกายของแม่คงยื้อไว้ได้อีกไม่นาน หลังจากแม่จากไปแล้ว หวังว่าจะมีคนรู้ใจคอยดูแลเจ้าอยู่เคียงข้าง...”
วันที่ 29 เดือน 3
แสงวสันต์สาดส่อง อากาศแจ่มใสเป็นใจยิ่งนัก
เป็นฤกษ์มงคลสำหรับงานแต่งงานของจี้หานลั่วและเซี่ยงเฉิงหลี
แต่เช้าตรู่ จี้หานลั่วถูกแม่สื่อที่ตระกูลเซี่ยงเชิญมา จับแต่งองค์ทรงเครื่องตั้งแต่หัวจรดเท้า
จี้หานลั่วมองดูเงาสะท้อนในคันฉ่อง เห็นใบหน้าที่มีหน้าผากนูนสวย ดวงตากระจ่างดุจสายน้ำ ฟันขาวริมฝีปากแดง ผิวพรรณขาวผ่องดุจหยกมันแพะ จนอดไม่ได้ที่จะยิ้มจนตาหยี
รูปโฉมและเรือนร่างนี้ คือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่สวรรค์มอบให้นาง ผู้ซึ่งพกพาความทรงจำจากชาติก่อนมาเกิดใหม่ในยุคสมัยที่ไม่เป็นมิตรต่อสตรีเช่นนี้
ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่รักสวยรักงาม
นางเองก็เช่นกัน
สาวใช้หงโต้ว หยิบสินสอดที่ตระกูลเซี่ยงมอบให้ในตอนแรก เครื่องประดับชุด เนตรโลหิตนิรันดร์ ออกมาบรรจงสวมใส่ให้นางอย่างระมัดระวัง
แม่สื่อยิ้มจนตาหยีเป็นเส้นเดียว “ยายแก่คนนี้อยู่มาจนป่านนี้ คุณหนูคือเจ้าสาวที่งดงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นเลยเจ้าค่ะ”
จี้หานลั่วยิ้มบางๆ
นางเองก็พอใจกับตัวเองในกระจกเป็นอย่างมาก
ชุดเจ้าสาวเดิมที่นำมาจากจวนจี้กั๋วกงถูกโจรภูเขาทำเปื้อนเลือดไปแล้ว ชุดเจ้าสาวชุดใหม่ที่สวมอยู่นี้ เป็นชุดที่สาวใช้หงโต้วเร่งตัดเย็บขึ้นใหม่ในช่วงหลายวันมานี้
ไม่มีลวดลายซับซ้อนยุ่งยาก
แต่เมื่อจับคู่กับเครื่องประดับ ‘เนตรโลหิตนิรันดร์’ ของตระกูลเซี่ยง กลับดูเข้ากันได้อย่างลงตัวเป็นที่สุด
[หลงรักใบหน้าของเจ้า: ถึงจะเป็นครั้งที่สองที่เห็นสตรีมเมอร์ใส่ชุดเจ้าสาว แต่ก็อดหลงใหลในความงามไม่ได้จริง ๆ กิ่งทองใบหยก นี่คือคู่ CP ที่เหมาะสมกันที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา มอบรางวัล 999 เหรียญดวงดาว]
[น้องสาวรีบมาซบอกพี่: อยากสิงร่างคุณชายเซี่ยงชะมัด ได้แต่งงานกับสตรีมเมอร์สวยขนาดนี้ พลังการต่อสู้ของข้าคงคึกคักทั้งคืนไม่ได้หลับได้นอนแน่...มอบรางวัล 999 เหรียญดวงดาว]
[แมวเหมียวน่ารักจัง: สงสัยว่าเมนต์บนกำลัง ‘ขับรถซิ่ง’ แต่หาหลักฐานไม่ได้]
[ฤดูร้อนไม่หนาว: ขอให้สตรีมเมอร์กับคุณชายเซี่ยงครองรักกันร้อยปี มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง เงินทองไหลมาเทมา มอบรางวัล 99,999 เหรียญดวงดาว]
[ชอบดูเรื่องวุ่นวาย: @ฤดูร้อนไม่หนาว เปย์หนักขนาดนี้ ช่วงนี้คงตามสตรีมเมอร์กอบโกยเงินไปไม่น้อยล่ะสิ? อิจฉาจัง......]
จี้หานลั่วแบ่งสมาธิไปดูคำอวยพรในห้องถ่ายทอดสด
พลางส่งสัญญาณให้สาวใช้หน่ายฉา ยัดซองแดงซองโตใส่มือแม่สื่อ
ทางด้านเจ้าบ่าวเซี่ยงเฉิงหลีนั้นเล่า ยิ่งดูสง่างามองอาจผ่าเผย
เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งคืน ยังไม่ทันถึงฤกษ์งามยามดี ก็มารออยู่ที่หน้าถ้ำของจี้หานลั่วแต่เช้าตรู่
ตามธรรมเนียมแล้ว ควรจะเป็นจี้หานซวนที่ต้องแบกจี้หานลั่วขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว แต่กลับถูกเซี่ยงเฉิงหลีชิงตัดหน้าไปเสียดื้อ ๆ
เซี่ยงเฉิงหลียังคงความใจกล้าบ้าบิ่นเหมือนวันที่อยู่ในเมืองหลวง เขาตรงเข้าอุ้มจี้หานลั่วแนบอก แล้วพาเดินไปยังลานพิธีด้วยตัวเอง
ทั้งสองกราบไหว้ฟ้าดิน ท่ามกลางสักขีพยานที่เป็นชาวบ้านร้านตลาดแห่งเขาหมอบเสือทั้งหมู่บ้าน
เพื่ออกงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสในครั้งนี้
คนตระกูลเซี่ยงได้ล่า หมูป่ามาถึง 18 ตัว และสัตว์ป่านานาชนิด จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนอย่างยิ่งใหญ่บนเขาหมอบเสือ โต๊ะจีนกว่า 100 โต๊ะ ต้องหมุนเวียนแขกนั่งถึง 3 รอบกว่าจะครบ
แขกเหรื่อที่มากินเลี้ยง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวบ้านในเขาหมอบเสือ
จี้หานซวนสังเกตเห็นว่าในบรรดาแขกเหล่านี้ มีจำนวนไม่น้อยที่มีร่างกายพิการ
เมื่อสอบถามดูจึงได้ความว่า คนเหล่านี้ล้วนเป็นทหารผ่านศึกผู้บาดเจ็บ ที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกับตระกูลเซี่ยงในสนามรบ
เป็นตระกูลเซี่ยงที่ยอมขายทรัพย์สมบัติเก่า เพื่อนำเงินมาตั้งรกรากให้พวกเขา
และเป็นตระกูลเซี่ยงที่คอยจุนเจือช่วยเหลือทหารผ่านศึก ผู้เสียสละเพื่อชาติเหล่านี้มาตลอดหลายปี
เมื่อได้เห็นทหารพิการเหล่านั่งกินเลี้ยง จี้หานซวนจึงได้ตระหนักรู้ว่า เหตุใดตระกูลเซี่ยงที่เคยรุ่งโรจน์มากว่าสามร้อยปี หลังจากถูกฮ่องเต้ริบยศถาบรรดาศักดิ์ ถึงได้ตกอับจนต้องมาระหกระเหินอยู่ที่เขาหมอบเสือเช่นนี้
ในใจของเขาเกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อเซี่ยงเฉิงหลีขึ้นมาอย่างท่วมท้น
ปีนั้น...เซี่ยงเฉิงหลีเพิ่งจะมีอายุเพียง 12 หนาว
ลองถามดูเถิดว่าลูกหลานตระกูลขุนนางในเมืองหลวงคนไหนบ้าง จะมีจิตใจที่ยิ่งใหญ่และเด็ดเดี่ยวได้ถึงเพียงนี้?
ในวันนี้ จี้หานซวนผู้ไม่เคยแตะต้องสุราจนเมามาย กลับถูกเหล่าทหารเก่าผู้ซื่อสัตย์และจริงใจ มอมเหล้าจนเมาพับไม่รู้เรื่องรู้ราว...