โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 137 สุสานไร้ดาว

    “ เจ้าเด็กนี่ร้ายกาจจริงๆ ข้านึกไว้อยู่แล้ว ว่ามันต้องไม่ธรรมดา ขนาดผู้พิทักษ์หวังจะทำอะไรมันไม่ได้ โชคดีที่เจ้ามีไหวพริบ ไม่ปล่อยให้มันก่อเรื่องร้ายแรง”

    “ ศิษย์คิดว่า นิสัยเขาโอหัง ถือดีแบบนี้หากพาเขาไปที่สุสานไร้ดาวด้วย เกรงว่าจะก่อเรื่องอีก ท่านอาจารย์เปลี่ยนคนอื่นดีไหมเจ้าคะ”

    “ ผ่านมาหลายพันปีแล้ว สำนักวังเหมันต์ของเราไร้พลังเซียนเทพีจันทราคุ้มครอง ทำให้นับวันต้องตกต่ำ ส่งธิดาเทพของเราไปแต่งงานกับ ผู้อื่นเพื่อรักษาสำนักวังเหมันต์ให้คงอยู่ ช่างน่าละอายใจยิ่งนัก หากว่าครั้งนี้ เจ้าได้รับพลังเซียนของเทพีจันทรามาได้

    ต่อไป เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับองค์ชายปิงฉู่ ที่น่ารังเกียจเช่นนี้”

    “ พลังเซียนของเทพีจันทรานั้น สามารถต่อต้านพลังรัศมีไอเยือกเย็นของ ราชินีน้ำแข็งได้หรือเจ้าคะ”

    “ ใช่แล้ว ในอดีตกาล ดินแดนตอนเหนือนั้นมีเทพีจันทรา ซึ่งเป็นคนของเผ่าเหมันต์ปกครอง มีชนเผ่าหิมะ  ชนเผ่าอสูรฟ้า อยู่ภายใต้การปกครองของ องค์เทพี แต่ว่าสุดท้ายธิดาเทพของท่านกลับไม่สามารถรับการถ่ายทอดพลังของท่านได้ จึงทำให้ เผ่าของเราต้องค่อยๆ เสื่อมลงไปเรื่อยๆ จนมากลายเป็นลูกไล่ของคนทั้งสองเผ่า”

    “ ทำไมธิดาเทพตอนนั้น ถึงได้รับพลังเซียนจากเทพีจันทราไม่ได้”

    “ เพราะว่า ธิดาเทพถูกราชันเผ่าอสูรฟ้า ทำลายความบริสุทธิ์ไป ไม่อาจรับพลังของท่านได้ ซึ่งพวกราชันทั้งสองเผ่าต่างทราบดี ว่าหากปล่อยให้ธิดาเทพของเรา รับพลังเซียนของเทพีจันทราได้ พวกเขาจะต้องเจอกับอำนาจของเทพีจันทราในอดีต

    ดังนั้นคนที่เป็นธิดาเทพของเรา จึงต้องถูกพวกเขาจับแต่งงานก่อนอายุ 20 ทุกคนไป เพื่อไม่ให้รับพลังเซียนของเทพีจันทราได้ และพวกเขาก็จะได้พลังจากกายจันทราเหมันต์ของธิดาเทพทุกๆ คนด้วย ดังนั้นการไปที่สุสานไร้ดาวในครั้งนี้ เจ้าต้องปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับ ห้ามมิให้ใครล่วงรู้ว่า มีพลังของเทพีจันทราเก็บซ่อนเอาไว้ในสุสานไร้ดาวแห่งนี้”

    “ ศิษย์เข้าใจแล้ว   ศิษย์จะไม่ทำให้ ท่านอาจารย์ต้องผิดหวัง”

    ในช่วงเวลานี้ขจรก็ได้แต่คร่ำเคร่งฝึกฝนตนเอง เพื่อให้ตนเองมีพลังเทพยุทธ์มากยิ่งขึ้นแล้วตอนนี้ ขจรได้กินเม็ดยาขยายเส้นเอ็น กบหิมะไปถึง 10 เม็ด ทำให้พลังยุทธ์ของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกแค่ระดับเดียวเท่านั้น มาอยู่ที่ขั้นจักรพรรดิพรหมยุทธ์ ระดับสูงแล้ว เหลืออีกแค่นิดเดียวก็ผ่านเข้าขั้นอาณาจักรเซียนเสียที

    ก่อนวันเดินทางไปสุสานไร้ดาวขจรก็ฝันเรื่องราวแปลกๆ

    เขาฝันว่า ตัวเขาได้อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ในถ้ำแห่งนั้น มีต้นไม้อยู่หนึ่งต้นเป็นต้นไม้ที่แปลกประกลาด รูปร่างโดยรวมมันคือต้นไม้ทั่วไป แต่มันมีกิ่งก้านสาขา ยื่นออกไป คล้ายกับมนุษย์

    ตรงกลางมีผลไม้คล้ายกับ ลูกท้อสีทอง มีอยู่ลูกเดียว ขจรในชุดขุนพล ชักดาบออกไป แล้วตวัดกิ่งไม้ที่ขวางหน้า เพื่อไปนำลูกท้อสีทองออกมา แต่ว่ายิ่งตัดกิ่งไม้เท่าไร ดูเหมือนลำต้นก็ยิ่งห่างไกลออกไปทุกที จนเขาต้องหยุดแล้วนำธนูที่สะพายไว้ด้านหลัง แล้วนำเชือกที่มีมาผูกเอาไว้กับ ลูกธนูโลหะ แล้วยิงเข้าไป

    ลูกธนูพุ่งเข้าไปถูกใจกลางลำต้น มีเลือดไหลออกมามีลมพัดโหมกระหน่ำออกมาอย่างรุนแรง  ทำให้กิ่งไม้กระพรือสั่นไปทั้งต้น คล้ายกับว่ามันกำลังร้องอออกมาอย่างเจ็บปวด

    ขจรในร่างขุนพล ก็จับเชือกเอาไว้ แล้วดึงตัวเองเข้าไปหาลำต้น ฟาดฟันกิ่งไม้ที่เข้ามาขวางจนขาดสะบั้น แล้วพอใกล้ถึงก็ใช้ดาบตัด ลูกท้อสีทอง ออกจากลำต้นทันที

    ฉัวะ !! 

    มีกลุ่มควันสีแดงพุ่งกระจายออกไปใส่หน้าของขุนพล เขาไม่สนใจรีบนำกล่องออกมารับลูกท้อสีทองเอาไว้ได้ แล้วปิดฝากล่อง แล้ววิ่งหนีออกไปจากถ้ำทันที กิ่งไม้พยายามวิ่งไล่ตามไป แต่ทว่าขุนพลกระโดดขึ้นหลังม้า กระโจนออกจากถ้ำไปแล้ว  เขาควบม้าฝ่าสายฝนพุ่งตรงไปยังบ้านของเขาที่เขียนเอาไว้ด้านหน้า ว่า คฤหาสน์ดาวเดือน พอเปิดเข้าไป ก็รีบเข้าไปใน มีบ่าวไพร่กำลังยืนรออยู่หลายสิบคน

    “ ฮูหยินเป็นไงบ้าง” ขุนพลเอ่ยอย่างร้อนรน

    “ นายท่านรีบไปดูดีกว่าขอรับ” พ่อบ้านเอ่ยตอบทันที

    ทั้งหมดเข้ามาในห้องนอนของหญิงสาวสวยคนหนึ่ง ที่ตอนนี้หลับสนิท ร่างกายผิวขาวซีด ลมหายใจรวยริน  ขุนพลรีบนำผลท้อสีท้องออกมา แล้วป้อนใส่ปากของหญิงสาว แต่แล้วเสียงท้องฟ้าก็ดังคลื่นๆ ฝนตกหนักกว่าเดิม ใบหน้าของหญิงสาวก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

    “ เจี๋ยหนี่ ตื่นซิ เจี๋ยหนี่ ตื่นขึ้นมาได้แล้ว”

    ขุนพลลูบแก้มภรรยาสุดที่รัก  พร่ำเรียก ภรรยาด้วยน้ำตานองหน้า ในขณะที่ใบหน้าของเขากลับมีผื่นสีแดงขึ้นเต็มหน้า เริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อน กลายเป็นแผลพุพองขึ้น

    แต่ขุนพลก็ไม่สนใจ เพราะสิ่งที่เขาทำคือ นำผลท้อสีทองวิเศษมาให้ภรรยาของเขาแม้จะถูกพิษของ ท้อสีทองเข้าไปเต็มหน้า แล้วสุดท้าย พิษก็เข้าสู่หัวใจของเขา ทำให้เขาล้มกองไปกับพื้น พ่อบ้านตกใจยิ่งนัก 

    ทันใดนั้นเอง มือของเจี๋ยหนี่ก็ขยับเล็กน้อย และก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา มองหน้าขุนพล แล้วนางก็โผเข้าไปดึงร่างของท่านขุนพลมาไว้แนบอก

    “ พิ่เมิ่ง  “ นางร่ำไห้จนแทบเป็นสายเลือด แต่ก็ไม่ช่วยอะไรได้ ขุนพลเมิ่งได้ตายภานใต้อ้อมกอดของนาง  จนเวลาผ่านไป เจี๋ยหนีก็กลาวกับพ่อบ้านว่า

    “ ต่อไปนี้เป็นต้นไป ข้าจะให้เจ้าเฝ้าประตูสุสานไร้ดาว ทุกๆ ร้อยปี ส่งเทียบเชิญไปที่ลูกหลานสำนัก และ ตระกูลใหญ่ และพวกราชสำนัก  ให้เข้ามาในฝึกฝนเป็นเวลาเจ็ดวัน ในนั้นจะมีของวิเศษมากมายรอให้พวกเขามารับเอาไป”

    “ ฮูหยิน แล้วท่านจะไปที่แห่งใด”

    “ โลกหล้าไม่มีสิ่งให้ข้าอาลัยอีกแล้ว ข้าจะกลับไปข้างในสุสานไร้ดาวไม่กลับมาอีก  ต่อให้ท้องทะเลกลายเป็นผืนน้ำ ภูเขาใหญ่กลายเป็นพื้นดินโคลน อาฑิตย์จันทราจะดับแสง นภาจะถล่มทลาย ความรักของข้าที่มีต่อท่านพี่จะยังคงอยู่ตราบที่จักรวาลยังคงอยู่ ข้าจะรอท่านอยู่ที่ทางช้างเผือกตราบชั่วนิจนิรันดร์”  เจี๋ยหนี่พูดจบก็สะบัดมือออกไป กลับมีประตูสีขาวบานใหญ่ปรากฏขึ้น แล้วโอบอุ้มร่างขุนพลเมิ่ง พุ่งตัวหายวับเข้าไปในประตูสีขาว จากนั้นประตูสีขาวก็ปิดลง

    ขจรตื่นขึ้นมาเหมือนตัวเองเพิ่งเสียชีวิตไปก็ไม่ปาน

    “ ฝันประหลาดอีกแล้ว หรือจะเป็นอดีตชาติของเรา เจี๋ยหนี่? ขุนพลเมิ่ง?”

    ขจรยังสลัดความรู้สึกในฝันออกไปไม่หมด ก็ได้ยินเสียงเรียกของธิดาเทพดังขึ้น

    “ เซี่ยจง ตื่นหรือยัง  ได้เวลาเดินทางกันแล้ว”

    “ มาแต่เช้าเลย แล้วพวกเราจะไปกันยังไง?”

    “ สุสานไร้ดาว อยู่ตอนใต้ของอาณาจักรเรา ติดกับ อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์  นั่งเครื่องเคลื่อนย้ายไป ไม่นานก็ถึง”

    ขจรได้แต่พยักหน้าแล้วเดินตาม ธิดาเทพไป ระหว่างรอเครื่องเคลื่อนย้าย ธิดาเทพก็เล่าว่า

    “ สุสานไร้ดาว คือดินแดนที่อยู่ระหว่างโลกเซียนกับ โลกสวรรค์ ว่ากันว่า ตั้งแต่บรรพกาล มีนางฟ้าเจี๋ยหนี่ เป็นเทพีควบคุมสุสานไร้ดาวแห่งนี้ แต่ต่อมานางได้เข้ามาโลกมนุษย์ แล้วได้พบรักกับขุนพลเมิ่ง  แต่มันผิดกฏสวรรค์ ทำให้นางถูกสาปกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ท่านขุนพลพยายามเสาะหาวิธีช่วยเหลือ แล้วสุดท้ายก็ได้พบกับ เซียนผู้หยั่งรู้ เลยแนะนำว่า จะต้องนำผลท้อสีทองในถ้ำพฤกษา มาให้นางกินถึงจะช่วยแก้คำสาปได้ แต่ทว่าต้องระวังพิษจากท้อสีทอง อย่าให้โดนร่างกายเป็นอันขาด 

    สุดท้ายขุนพลเมิ่งถูกพิษท้อสีทองตายไป แต่ก็สามารถนำท้อสีทองไปให้ นางฟ้าเจี๋ยหนี่ได้กิน จนนางฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ ด้วยความคิดถึงขุนพลเมิ่ง นางจึงเปิดประตูสุสานไร้ดาว แล้วส่งเทียบเชิญ ให้ศิษย์ทุกสำนัก ตระกูลใหญ่ ราชสำนักทั้งสี่ ให้เข้ามาค้นหาของวิเศษ ที่เหล่าเทพเซียนบนสวรรค์ได้ฝังเอาไว้ในสุสานไร้ดาวแห่งนี้ เผื่อว่านางจะได้เจอขุนเมิ่งกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง”

    ขจรได้ฟังรายละเอียดแล้วช่างตรงกับความฝันมิมีผิดเพี้ยนเลย

    “ แล้วสุสานไร้ดาวนี้ เปิดมากี่รอบแล้ว?”

    “ ยี่สิบรอบแล้ว”

    “ สองพันปีแล้ว นางฟ้าเจี๋ยหนี่ยังไม่เจอขุนพลเมิ่งอีกหรือ?”

    “ ใครจะไปรู้เล่า นี่มันเพียงแค่ตำนานที่ถูกเล่ามาเป็นพันๆ ปีแล้ว”

    “ บางทีขุนพลเมิ่ง คงไม่มาเกิดอีกแล้วก็เป็นได้” ขจรเอ่ยเบาๆ แต่ในใจกลับคิดไปอีกอย่าง กลัวว่าตนเองจะกลายเป็นขุนพลเมิ่ง หากเจอนางฟ้าเจี๋ยหนี่ จริงๆ แล้วนางชวนไปอยู่ด้วย ไม่รู้จะปฏิเสธนางได้อย่างไรเลย !

    “ เป็นอะไร อย่าได้คิดเหมือนคนอื่นๆ เชียวนะ”

    “ คิดอะไร?”

    “ ก็คิดว่า ชาติก่อนตนเองคือขุนพลเมิ่งในอดีตน่ะซิ?”

    “ ใครจะคิดแบบนั้นได้ ไม่มีหรอก”

    “ เหรอ งั้นดูคนพวกนั้นซิ”

    ขจรหันไปมองมีผู้ชายหลายสิบคน เดินเข้ามาด้วยแต่งกายชุดขุนพลโบราณกันเต็มพรืดไปหมด ทุกคนรอที่จะขึ้นเครื่องเคลื่อนย้ายเช่นกัน

    “ นี่มันเป็นชุดขุนพลของอาณาจักรที่ไหนเนี่ย? ขจรมองแล้ว ไม่เห็นจะเหมือนชุดที่ขุนพลเมิ่งใส่เลย แต่ละคนล้วนแต่งกันอย่างเต็มยศ รุ่มร่ามกันไปหมด

    “ ข้าบอกแล้ว พวกมันคิดว่า นางฟ้าเจี๋ยหนี่จะเห็นพวกมันเป็นขุนพลเมิ่งในอดีตชาติ แล้วมอบผลท้อสีทองให้พวกมัน แล้วจะได้กลายเป็นเซียนสวรรค์ อยู่บนทางช้างเผือกครองคู่กับนางตลอดกาล”

    “ ท้อสีทองกินแล้วฟื้นคืนชีวิตไม่ใช่หรือ”

    “ เจ้าไม่รู้อะไร หากมนุษย์ได้กินก็จะได้กลายเป็นเซียนสวรรค์ไปในทันที แต่หากเป็นเซียนสวรรค์อย่างนางฟ้าเจี๋ยหนี่กินเข้าไป ก็จะทำให้คลายคำสาปได้เท่านั้น”

    “ จริงหรือเปล่า หินเจ้าปัญญา” ขจรส่งกระแสจิดถามทันที

    “ ก็แค่ทำให้มีพลังยุทธ์เพิ่มขึ้นเท่านั้น หาใช่ความจริงไม่”

    ขจรได้แต่พยักหน้า แล้วก็ถึงคิวที่จะเข้าไปในเครื่องเคลื่อนย้าย ไม่นานก็มาถึงเมืองชายแดน มีรถม้ามากมายมารับ คนที่จะเข้าไปที่ประตูสุสานไร้ดาว

    ขจรขึ้นไปได้ไม่นาน ก็มาถึงคฤหาสน์เดือนดาว ที่เขาเห็นในความฝัน ช่างเหมือนกันโดยไม่มีผิดเพี้ยน แล้วก็มีคนรับใช้ เปิดประตู แล้วพาเหล่าคุณชายคุณหนูมากมายเข้าไปใน คฤหาสน์ มีพ่อบ้านคอนต้อนรับอยู่ทุกๆ คน

    “ ขอบคุณที่ทุกท่านให้เกียรติ ในตอน 1 ทุ่มของวันนี้ประตูสุสานถึงจะเปิด ช่วงนี้ขอให้ทุกท่านพักผ่อนกันตามอัธยาศัย ต้องการอาหารหรือเครื่องดื่ม ก็สั่งกันเด็กรับใช้ได้เลย”

    พ่อบ้านคนนี้ผ่านไปแล้วเกือบสองพันปี ทำไมพวกเขายังดูไม่แก่เลย ขจรได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ ไม่บอกกับ ธิดาเทพ

    ทันใดนั้น ก็มีคนของ สามตระกูลใหญ่เข้ามา หนึ่งในนั้นคือ คุณหนูหยุนซี แห่งบ้านตระกูลหยุน ทุกคนเดินเข้ามาคำนับธิดาเทพ แต่ไม่สนใจขจรเลย

    “ คำนับศิษย์พี่”

    “ พวกเจ้ามาในนามตระกูลของพวกเจ้าใช่ไหม”

    “ เจ้าค่ะ แต่ไม่คิดว่า ศิษย์พี่จะมากับเซี่ยจง” หยุนซีเอ่ยเหมือนไม่พอใจขจรนัก

    “ แม่นางน้อย ข้าไปทำอะไรให้ท่านผิดข้อง หมองใจหรือเปล่า ดูเหมือนว่า จะไม่ค่อยชอบขี้หน้าข้าสักเท่าไร”

    “ น้องหยุนซี ไม่ชอบขี้หน้าเจ้า ทีหลังเจอหน้ากัน เจ้าต้องรีบไสหัวไปให้ไกลๆเสีย อย่าให้พวกเราเห็นหน้าอีก”  พี่ใหญ่หยุนเอ่ยข่ม ขจรทันที

    “ พอแล้ว ศิษย์สำนักเดียวกันแท้ๆ อย่าหาเรื่องกันเลย พอเข้าไป พวกเจ้าทั้งหมดไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเรื่อง พวกคนอื่นๆ จ้องจะทำร้ายพวกเรามากมาย ตอนนี้ต้องระวัง คนของวังอสูรฟ้าเอาไว้ด้วย

    ธิดาเทพ ปลายตามองไปที่โต๊ะอาหารตัวหนึ่ง มีชายหัวโล้น ใส่เสื้อกล้าม ถือตะบองหนามอันใหญ่ นั่งอยู่กับ ชายหนุ่มชุดขาว ถือกระบี่สีแดง พลังของทั้งสองอยู่ขั้นเซียนจักรพรรดิกันทั้งคู่ และมีชายชราคนหนึ่งถือไม้เท้าดูแล้วน่าจะเป็นจอมเวทย์แน่ๆ  นับว่าน่ากลัวไม่น้อย ทั้งหมดมองมาที่ธิดาเทพด้วยสายตาที่ดูแล้วต่างที่จะต้องการตัวของธิดาเทพไปครองเหมือนที่บรรพบุรุษของพวกมันเคยทำสำเร็จมาแล้ว

    จากนั้นองค์ชายปิงฉู่ก็มากับชายวัยสี่สิบน่าจะเป็นคนคุ้มกัน ขจรมองก็รู้ว่า คนผู้นี้มีพลังขั้นมหาเซียนระดับที่ 1 แล้ว

    “ ธิดาเทพ ทำไมเจ้ามาโดยไม่บอกข้าเลย เอ๊ะ !! เซี่ยจง ใครเอาเทียบเชิญให้เจ้ามาที่นี่กัน มันไม่ใช่ที่สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างเจ้าสักหน่อย”

    “ เขามาคุ้มครองข้าเอง”

    “ อะไรนะ อย่างมันน่ะหรือ จะคุ้มครองเจ้าได้  เจ้าไม่ต้องห่วงข้าได้เชิญท่านนักพรตเหยามาด้วย เข้าไปในสุสานข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง ส่วนมัน   เจ้าก็ไล่มันกลับไปซะ”

    “ คงไม่ได้ อาจารย์เป็นคนสั่งให้เขามา ไม่ใช่ข้า”

    “ เฮอะ เจ้าวังเป็นคนสั่ง เลอะเลือนไปแล้ว”

    “ องค์ชายทรงให้เกียรติอาจารย์ของข้าด้วย”

    “ ได้ ได้จ๊ะ แล้วแต่เจ้า แต่อย่าหวังนะ ว่าข้ากับอาจารย์เหยาจะช่วยคุ้มครองเจ้าเซี่ยจงคนนี้”

    องค์ชายปิงฉู่เอ่ยกับ ขจรที่ตอนนี้แกล้งหลับตานั่งสมาธิไม่สนใจ รอเวลาที่ประตูสุสานเปิดออกเท่านั้น

    แล้วทันใดนั้นเอง ก็มีคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ภาคกลางเดินเข้ามา

    “ องค์ชายหยางหย่ง รัชทายาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ มาได้ยังไงเนี่ย”

    เสียงทุกคนต่างตื่นเต้น เมื่อเห็นขบวนของ องค์ชายหยางหย่ง ที่เป็นถึงรัชทายาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ปกติไม่เคยออกไปไหน ไม่รู้ทำไมถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้

    ขจรมองหน้าองค์ชายหยางหย่ง เห็นว่าอายุเท่านี้กลับมีพลังขั้นเซียนจักรพรรดิเสียแล้ว นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่ด้านข้างเขากลับมีองครักษ์อีกสี่คน และมีจอมเวทย์อีก 1 คน ทั้ง 5 ล้วนมีพลังขั้นมหาเซียนระดับที่ 1 กันทั้งหมด นับว่าการเข้าไปในสุสานครั้งนี้ ขุมกำลังที่แข็งแกร่ง น่าจะเป็นคนของ องค์ชายหยางหย่งแน่ๆ

    จากนั้นก็มีคนของ องค์ชายของอาณาจักรบูรพา อาณาจักรปัจจิม และ อาณาจักรน่านเจ้า ก็มากันครบทั้งห้าอาณาจักรเลย

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน