สารทฤดูเพิ่งเข้ามาเยือนชาวบ้านซานเป่ยต่างเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตสีทองอร่ามบนผืนนา ปีนี้ทุกบ้านต่างเร่งมือเก็บเกี่ยวผลผลิตเร็วเพราะยังมีงานอื่นรออยู่จึงช้าไม่ได้
จ้าวลู่ชิง โหลวเจินจู พร้อมกับสาวใช้ทั้งสองนั่งรถม้าไปยังหมู่บ้านซิ่งที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านซานเป่ยประมาณสามสิบลี้ สาเหตุที่นางต้องไปเยือนก็เพราะหมู่บ้านซิ่งมีครอบครัวหนึ่งขึ้นชื่อเรื่องทำเครื่องปั้นดินเผา
ตลอดเส้นทางที่นั่งรถม้าผ่าน สองข้างทางเต็มไปด้วยผืนนาสีทองสลับกับผืนนาแห้งแล้ง ที่หมู่บ้านอื่นชาวบ้านยังไม่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตเหมือนหมู่บ้านซานเป่ย อาจเพราะข้าวยังไม่เหลืองอร่ามพอจึงยืดระยะเวลาไปอีกสักห้าถึงหกวัน
รถม้าถูกบังคับโดยโม่เอินวิ่งมาจอดหน้าบ้าน นางยังไม่เคยมาเยือนบ้านหลังนี้แต่เคยวานให้ท่านอาหนิงอันมาซื้อไหสำหรับหมักสุราให้นาง
โม่เอินเคาะประตูอยู่สักพักบานประตูหน้าบ้านก็เปิดออก ชายหนุ่มวัยกำลังโตมีความฉงนบนใบหน้าพร้อมเอ่ยถามว่า
“พวกท่านมาสั่งเครื่องปั้นดินเผาหรือขอรับ”
“ใช่ พวกข้ามาดูเครื่องปั้นดินเผาของครอบครัวเจ้า” โม่เอินตอบ
“นำรถม้าเข้ามาจอดด้านในลานบ้านได้เลยขอรับ” เปิดประตูออกกว้าง รถม้าจอดสนิท คนบนรถม้าทยอยลงมายืนอยู่บนพื้น
“ท่านปู่ มีคนมาดูเครื่องปั้นดินเผาบ้านพวกเรา”
ชายชราผมสีดอกเลาลุกขึ้นมาต้อนรับลูกค้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“พวกท่านกำลังมองหาสิ่งใดหรือ”
“ข้าต้องการซื้อไห”
“เชิญทางนี้เลยขอรับ”
ครอบครัวนี้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบดินเผาไว้มากมาย ทว่าไหที่นางต้องการมีเพียงสองขนาด
“ข้าเอาไหขนาดใหญ่หนึ่งร้อยใบ และไหขนาดกลางหนึ่งร้อยใบ ของที่ท่านมีอยู่พอหรือไม่”
“พอขอรับ” ชายชราดีใจจนมือสั่น ไหพวกนี้ถูกผลิตมาเป็นปียังขายไม่ออก ส่วนที่ขายออกมีเพียงไหขนาดเล็ก ไม่คิดว่าวันนี้จะมีคนมาเหมาไปจนหมด
จ้าวลู่ชิงตกลงราคาค่าไหและบอกสถานที่นำไปส่งอยู่สักพักก็บอกลาแล้วเดินทางเข้าตำบล
“เจ้าซื้อไหมาสองร้อยใบมันไม่มากไปหน่อยหรือ” โหลวเจินจูเห็นการซื้อของญาติผู้น้องก็ต้องอ้าปากค้าง ไหจำนวนสองร้อยใบมิใช่น้อย
“ข้าคิดว่าน้อยไปเสียอีก ผักดองที่ข้าจะทำมีหลากหลายรสชาติ พี่หญิงได้ลิ้มลองแล้วจะติดใจ กลัวว่าจะส่งขายไม่พอมากกว่า”
ครอบครัวนางมีกิจการภัตตาคารไม่ว่าจะรังสรรค์อาหารชนิดใดขึ้นมาก็ล้วนแต่ขายได้
“ผักดองหลากหลายรสชาติหรือ” นางเคยลิ้มลองเพียงผักดองรสเค็มกับหวาน ไม่คิดว่าผักดองจะมีรสชาติอื่นร่วมด้วย
จ้าวลู่ชิงเห็นใจคนยุคสมัยนี้ ถ้านางสามารถทะลุมิติไปยังยุคสมัยที่จากมาได้นางจะพาญาติผู้พี่ทะลุรูหนอนไปลิ้มลองความอร่อยของอาหารที่หลากหลาย
ยุคสมัยนี้สตรีใดมีเคล็ดลับการทำอาหารเพียงเล็กน้อยตระกูลน้อยใหญ่ก็ต่างหมายตาอยากแต่งเข้าบ้าน นับประสาอะไรกับคนที่มีเคล็ดลับมากมายอยู่ในหัวอย่างนาง ต่อให้แต่งตั้งนางเป็นฮองเฮาเพื่อแลกกับเคล็ดลับนางก็หาสนใจไม่
“ระหว่างอยู่ที่ซานเป่ย ท่านพี่คอยเรียนรู้เคล็ดลับการทำอาหารจากข้าก็แล้วกัน ยามออกเรือนจะได้มีเคล็ดลับติดตัวเพื่อต่อรองกับตระกูลสามี หากผู้ใดในตระกูลสามีทำไม่ดีกับท่านก็ไม่ต้องให้คนพวกนั้นลิ้มลองอาหารเลิศรสที่ท่านทำ”
“เจ้ากล่าวอันใดออกมา ข้ายังไม่คิดเรื่องออกเรือน” โหวเจินจูเขินอายกับคำกล่าวของดรุณีที่อายุน้อยกว่านาง ทว่ากล่าวเรื่องออกเรือนได้อย่างคล่องปาก
“ถึงอย่างไรท่านก็ต้องออกเรือนอยู่ดี เรียนรู้ไว้ไม่เสียหลาย ทุกวันนี้ซูเจินกับซูเซียงเรียนรู้จากข้ามากมาย พอออกเรือนไปตระกูลสามีต้องเกรงใจพวกนาง”
“คุณหนู! พวกข้าจะไม่ออกเรือนเจ้าค่ะ” ซูเซียงกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เหลวไหล เจ้าจะอยู่เป็นสาวแก่ทึนทึกไปไย อนาคตพวกเจ้าต้องมีสายเลือดของตัวเอง”
“น้องหญิงเหตุใดเจ้ากล่าวเรื่องออกเรือนได้คล่องปากนัก ราวกับว่าเจ้าโตจนออกเรือนได้แล้ว เจ้าอายุน้อยกว่าข้าเสียอีก”
“สตรีอย่างพวกเราต้องออกเรือนไม่ช้าก็เร็ว เรื่องพวกนี้ไม่เห็นว่าจะน่าอับอายเลยสักนิด พวกเราควรเตรียมตัวให้ดี เพราะยามที่ออกเรือนไปแล้วชีวิตไม่ได้ดั่งใจเหมือนอย่างตอนอยู่ที่สกุลเดิมหรอกนะเจ้าคะ”
“ที่เจ้ากล่าวมาก็มีเหตุผล ข้าจะพยายามเรียนรู้จากเจ้าให้มาก ว่าแต่เจ้าไปเอาความรู้พวกนี้มาจากที่ไหน” แววตาเต็มไปด้วยความฉงนกับความสามารถของญาติผู้น้อง
“ท่านรู้เรื่องที่ข้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”
โหลวเจินจูส่ายหน้า นางไม่เคยรู้เลยว่าญาติผู้น้องได้รับบาดเจ็บ
จ้าวลู่ชิงปั้นเรื่องเก่งยิ่งกว่านักเขียนบทละคร นางโกหกออกไปว่ายามที่ไม่ได้สตินางเคยฝันเห็นตำราเคล็ดลับการทำอาหารมากมาย พอฟื้นขึ้นมาจึงลองทำตามตำราที่เคยฝันเห็นปรากฏว่ามันออกมารสชาติอร่อยอย่างน่าเหลือเชื่อ
โหลวเจินจูกับสาวใช้ทั้งสองอ้าปากค้าง พร้อมกับคิดว่าจ้าวลู่ชิงเป็นบุตรรักของเทพเซียน
“มิน่าล่ะเจ้าถึงได้มีความสามารถหลายอย่าง”
“ทุกคนเชื่อข้าด้วยหรือเจ้าค่ะ ที่ข้าเล่าไปเป็นเพียงเรื่องโกหก แท้จริงแล้วข้าเพียงลองนำนั่นนำนี่มาผสมกันจนเกิดเป็นอาหารชนิดใหม่” จ้าวลู่ชิงปิดปากหัวเราะกับสีหน้าของทั้งสาม
“คุณหนู บ่าวเกือบเชื่อแล้วนะเจ้าคะว่าท่านเป็นบุตรรักของเทพเซียน” ซูเจินระเบิดเสียงหัวเราะกับอารมณ์ขันของคุณหนูนาง
“พวกเจ้าอย่าเชื่อเรื่องลี้ลับให้มันมาก สิ่งที่พวกเจ้าควรเชื่อให้มากคือตัวเอง เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะ” สองพี่น้องพยักหน้ารับฟังคำสั่งสอนของผู้เป็นนายที่อายุมากกว่าพวกนางเพียงหนึ่งปี
รถม้าวิ่งมาจอดหน้าภัตตาคารหย่งเล่อในตำบลหลงซี จ้าวลู่ชิงกับทุกคนเดินเข้าไปในภัตตาคารที่เต็มไปด้วยลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ
มือจ้าวลู่ชิงยกขึ้นห้ามไม่ให้ผู้ดูแลภัตตาคารที่กำลังวุ่นวายมาต้อนรับพวกนาง วันนี้พวกนางมาในฐานะลูกค้าจึงเปิดห้องรับรองชั้นสอง
หลังจากทานมื้อเที่ยงจนอิ่มหนำสำราญทั้งสี่ก็เดินย่อยโดยการเลือกซื้อสิ่งของตามที่ต้องการ
จ้าวลู่ชิงเดินนำทุกคนไปซื้อพวกเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการทำผักดอง เถ้าแก่เจ้าของร้านกล่าวขอบคุณพวกนางจนคอแห้งเพราะนางเสียเงินกับเครื่องปรุงไปไม่น้อย
“เถ้าแก่ข้าฝากไว้ที่ร้านท่านก่อนนะ อีกไม่นานจะมีคนของข้ามาขนกลับ”
“ไม่มีปัญหา กูเหนียงฝากไว้ทั้งวันก็ได้” เครื่องปรุงถูกซื้อไปเกือบทั้งร้านจะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร ต่อให้ฝากของไว้ทั้งวันก็มิโกรธเคือง
โหลวเจินจูชอบเลือกซื้อของเป็นชีวิตจิตใจ นางเห็นของสวยงามก็อดใจไม่ไหวจับแขนจ้าวลู่ชิงวิ่งข้ามถนนไปยังร้านขายเครื่องประดับ
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังข้ามถนนก็มีรถม้าห้อตะบึงพุ่งตรงมาที่พวกนางทั้งสอง
โหลวเจินจูกรีดร้องเมื่อรู้ว่าพวกตนคงหลบไม่พ้นรถม้าที่พุ่งเข้าใส่อย่างกระชั้นชิด
ทันใดนั้นก็มีบุรุษที่อยู่ในอาภรณ์ม่วงกระโจนเข้าหาพวกนางทั้งสอง จ้าวลู่ชิงยกมือขึ้นโอบกอดเอวคอดของโหลวเจินจูแล้วใช้ความคล่องแคล่วของตนเองหลบรถม้าที่พุ่งเข้าหา เท้าของนางยกขึ้นถีบบุรุษที่พุ่งเข้าใส่จนกระเด็นไปตกยังแผงขายบะหมี่
โม่เอินที่รักษาความปลอดภัยอยู่ห่าง ๆ พุ่งชกท้องม้าที่วิ่งอย่างบ้าคลั่งจนมันล้มลงกับพื้นก่อนที่มันจะวิ่งชนชาวบ้าน คนบังคับรถม้ากระเด็นมาตกอยู่ใกล้เท้า ส่วนด้านในรถม้าไร้ผู้คนโดยสารมาด้วย
จ้าวลู่ชิงชวนเซเล็กน้อย เอวของนางถูกมือของผู้ใดก็มิทราบประคองเอาไว้ไม่ให้ล้ม แผ่นหลังของนางชนเข้ากับหน้าอกแข็งแน่นอนว่าต้องเป็นหน้าอกบุรุษ
เพียงแค่หันกลับไปมองก็ต้องรีบเบี่ยงกายหลบ เพราะบุรุษที่ช่วยนางคือคุณชายใหญ่สกุลตู้
ตู้โม่โฉวหุบมือที่ประคองเอวคอดเล็กเข้าไปในแขนเสื้อ สีหน้าไม่ไว้วางใจของนางทำให้ใบหน้าเย็นชากระตุก
“ขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ” ผงกศีรษะกล่าวขอบคุณประโยคสั้น ๆ
“คุณหนูทั้งสอง ได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ” ซูเซียงกับซูเจินรีบวิ่งมาสำรวจผู้เป็นนาย
“ไม่ได้รับบาดเจ็บ ผู้ใดอาจหาญบังคับรถม้าให้วิ่งเร็วในเขตเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่าน” จ้าวลู่ชิงถามเสียงแข็ง
“คนบังคับรถม้าสลบไปแล้วขอรับ ภายในรถม้าไม่มีผู้ใดนั่งมาด้วยเลยขอรับ” โม่เอินเข้ามารายงาน
“พวกเจ้าทำร้ายร่างกายข้า”
บุรุษที่ถูกถีบด้วยแรงมหาศาลจนกระเด็นไปตกยังแผงขายบะหมี่ ลุกขึ้นมาชี้หน้าหลังจากนอนจุกอยู่สักพัก มือกุมหน้าท้องที่ได้รับความเจ็บปวดเดินซวนเซเข้ามาหาสตรีทั้งสอง
“ข้าอุตส่าห์จะเข้าไปช่วยเหลือพวกเจ้า แต่สิ่งที่พวกเจ้าตอบแทนคือการถีบอย่างนั้นหรือ”
“ขอบคุณที่คุณชายมีใจคิดช่วยเหลือ ข้านึกว่าคุณชายเป็นคนร้ายที่พุ่งเข้าใส่พวกเรา เท้าข้าจึงยื่นออกไปถีบอย่างไม่รู้ตัว”
จ้าวลู่ชิงโป้ปด แท้จริงแล้วที่นางถีบบุรุษผู้นี้เพราะเขาพยายามจะพุ่งเข้ามาใกล้ชิดกับพวกนาง ชายหญิงสวมกอดกันต่อหน้าประชาชีย่อมถูกติฉินนินทา หลายต่อหลายครั้งที่สตรีผู้เสียหายจำต้องกล้ำกลืนแต่งงานกับบุรุษที่ไม่ได้รักใคร่เพราะคำนินทา
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสา” พุ่งเข้าหาเพื่อจะสวมกอดสตรีงดงามต่อหน้าชาวบ้าน ทว่าต้องกระเด็นไปตกยังแผงขายบะหมี่เช่นเดิม
ผู้ที่จัดการถีบบุรุษหน้าตาหื่นกามจนกระเด็นคือตู้โม่โฉวที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด
“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”
จ้าวลู่ชิงส่ายหน้า “ขอบคุณ คุณชายตู้ที่ให้การช่วยเหลือ” หากเขาไม่ช่วยนางก็เตรียมพร้อมถีบหมอนั่นให้กระเด็นอยู่แล้ว นางพอจะกระจ่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
โม่เอินกับซูเซียงเข้าไปจัดการกับบุรุษที่นอนอยู่รวมกับซากโต๊ะของแผงขายบะหมี่
“เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงจะทำร้ายคุณหนูของข้า คนเลวผู้นี้จะทำร้ายสตรี” ซูเซียงกล่าวเสียงดังให้ชาวบ้านรู้ว่าบุรุษผู้นี้จะทำร้ายเจ้านายของตน จากนั้นนางกับโม่เอินก็เข้าไปกระทืบ
ชาวบ้านต่างเข้าใจว่าผู้ที่ถูกกระทืบทำผิดต่อสตรีจึงตะโกนโห่ร้องให้กระทืบแรง ๆ ยกเว้นเจ้าของแผงขายบะหมี่ที่บอกให้หยุด โต๊ะเก้าอี้ร้านตนกลายเป็นซากปรักหักพัง
“พวกท่านหยุดเถิด ไปกระทืบกันที่อื่น” เจ้าของแผงขายบะหมี่ขอร้องอ้อนวอน
ซูเจินยื่นพวงเงินต่อหน้าพ่อค้าขายบะหมี่
“เชิญพวกท่านทวงความยุติธรรมให้กับสตรีได้เลยขอรับ” หยิบเงินแล้วรีบยัดใส่หน้าอก ถอยกลับไปยังที่เดิม