บทที่ 30 ฝนหยุดตกแล้ว
ภายในบ้าน
ป้าเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนผนัง สายตาเหม่อลอย
บนโต๊ะตรงหน้า อาหารเต็มโต๊ะล้วนเย็นชืดลงแล้ว แทบไม่ต่างจากตอนที่หลินชีเยี่ยเดินออกไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด หยางจิ้นเอื้อมมือคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ถ้วยของป้า
“คุณแม่ กินข้าวก่อนเถอะครับ”
“เฮ้อ…” ป้าส่ายหน้าพลางถอนหายใจยาว “พี่ชายของลูกกินข้าวได้นิดเดียวเอง ทำไมตอนนี้ถึงยังไม่กลับมาอีก? อาจจะเกิดเื่ไม่ดีขึ้นหรือเปล่า?”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ พี่คงไม่เป็อะไรหรอก บางทีเพื่อนของพี่อาจจะเห็นว่าตาเขาหายดีแล้วเลยลากพี่ออกไปกินข้าวข้างนอกก็ได้นะ” หยางจิ้นปลอบโยนแ่เบา
ได้ยินหยางจิ้นกล่าวเช่นนั้น สีหน้าของป้าก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วก็กังวลขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่ว่าตอนเขาออกไปไม่ได้พกร่มไปด้วยนี่”
“คุณแม่…” หยางจิ้นลุกขึ้น ชี้ออกไปทางหน้าต่าง แล้วกล่าวอย่างใจเย็น
“ฝน… หยุดตกแล้ว”
...
ฝน… หยุดตกแล้วจริง ๆ
แสงจันทร์สลัวส่องทะลุชั้นเมฆหมอกปกคลุม สาดส่องค่ำคืนอันเงียบสงบไร้ผู้คน ทุกสรรพสิ่งล้วนเงียบสงัด
บนลานโล่งไม่ไกลนัก ป้ายประกาศที่ชำรุดถูกคนนำออกไปแล้ว เศษเนื้อเืที่กระจายเกลื่อนพื้นก็ถูกเก็บกวาดจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงรอยดาบอันน่ากลัวบนพื้น บอกเล่าเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานอย่างไร้เสียง
บางทีพรุ่งนี้เช้า อาจมีคนมาพบรอยแยกลึกลับนี้ พวกเขาอาจจะคาดเดาสารพัด ทว่าพวกเขาจะไม่มีวันล่วงรู้ความจริงที่เกิดขึ้น
หยดฝนไหลผ่านชายคา ตกกระทบลงในแอ่งน้ำโคลน สร้างระลอกคลื่นเป็วงกว้าง
จ๋อม——!
เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงในแอ่ง น้ำกระเซ็นขึ้นมาเป็ละออง
รัตติกาลอันมืดมิด บนพื้นที่โล่งที่เต็มไปด้วยรอยดาบ มีสุนัขจรจัดสีดำตัวหนึ่งกำลังเดินมาอย่างไม่รีบร้อน
ที่คอของมันมีถุงผ้าใบเล็ก ๆ แขวนอยู่
มันเดินผ่านรอยแยกต่าง ๆ มาจนถึงพื้นที่โล่งสะอาดสะอ้าน จึงหยุดฝีเท้า
สิบนาทีก่อน ที่นี่เคยมีศพชายผู้หนึ่งนอนอยู่
มันก้มหน้าลง ดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายสีอ่อน
ทันใดนั้น
มันเผยอปาก…
เอ่ยออกมาเป็ภาษามนุษย์
เสียงทุ้มต่ำและทรงพลัง!
“ิญญาเอ๋ย จงกลับมาเถิด…”
...
เมืองชางหนาน สะพานเหอผิง
สะพานเหอผิงเป็สะพานขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในย่านชานเมืองชางหนาน ใต้สะพานคือแม่น้ำแยงซีที่ตัดผ่านเมืองชางหนานทั้งเมือง มีผู้คนและยานพาหนะนับไม่ถ้วนสัญจรไปมาบนสะพานแห่งนี้ทุกวัน ซึ่งนับเป็สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองชางหนาน
บนหัวสะพานเหอผิงทั้งสองฝั่งเรียงรายด้วยร้านค้าเล็ก ๆ มากมาย ในบรรดาร้านค้าที่ดูไม่โดดเด่นนัก มีร้านหนึ่งแขวนป้ายขนาดใหญ่สีแดงที่ดูเก่าคร่ำครึอยู่
‘สำนักงานเหอผิง’
เช่นเดียวกับร้านค้าอื่น ๆ บนสะพานเหอผิง ร้านนี้ไม่ได้ใหญ่โตนัก มีพื้นที่เพียงสองร้อยกว่าตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าร้านราเม็งหลานโจวข้างโรงเรียนทั่วไปนิดหน่อยเท่านั้น
สาเหตุที่ดูไม่โดดเด่นนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะชื่อที่ดูธรรมดาเกินไป แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ร้านค้าที่ขนาบทั้งสองข้างนั้นดูสะดุดตากว่ามาก
ร้านทางซ้ายเป็บริษัทจัดงานแต่งงานที่ตกแต่งอย่างรื่นเริงด้วยสีแดงและสีม่วงสดใส มีชื่อร้านว่า ‘เหอผิงเวดดิ้ง’
ส่วนร้านทางขวาเป็ร้านบริการงานศพครบวงจรที่แขวนผ้าดิบสีขาวและพวงหรีดวางเรียงรายทั่วทุกที่ มีชื่อร้านว่า ‘เหอผิงบริการครบวงจร’
ร้านทางซ้ายจัดงานวิวาห์ ยิ้มแย้มแจ่มใส ส่วนร้านทางขวาจัดงานศพ เศร้าโศกเสียใจ
อยู่ท่ามกลางสองร้านที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วนี้ ทำให้สำนักงานเหอผิงดูเหมือนร้านค้าโปร่งใส ไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากใครได้เลย
จุดเด่นเพียงอย่างเดียวของร้านนี้อาจเป็ชื่อของมัน โดยทั่วไปแล้ว สำนักงานจะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกันไป มีทั้งสำนักงานทนายความที่เชี่ยวชาญคดีความ สำนักงานนักสืบที่เชี่ยวชาญการสืบคดี และสำนักงานบัญชีที่เชี่ยวชาญด้านการทำบัญชี...
ทว่าร้านนี้ไม่มีคำนำหน้า มีเพียงคำว่า ‘เหอผิง’ ทำให้ไม่มีใครล่วงรู้ว่าร้านนี้ทำอะไร
ขณะนี้ ชั้นใต้ดินสำนักงานเหอผิง
ภายในห้องโถงที่กว้างขวางและสว่างไสว มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งก้มหน้าอยู่บนโซฟา จ้องมองกระเบื้องตรงพื้นใต้เท้า นิ่งเงียบไม่พูดจา
ในห้องโถงนี้ ยังมีคนนั่งอยู่อีกคน
“เช่นนั้น… นายก็คือตัวแทนทูต์เซราฟที่อาจ้าวรับผิดชอบในการตามหาใช่ไหม?” อู๋เซียงหนานนั่งอยู่บนโซฟาอีกฝั่งหนึ่ง จ้องมองหลินชีเยี่ยแล้วถาม
“ใช่ครับ”
หลังจากความเงียบชั่วครู่ อู๋เซียงหนานจึงเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
“ฉันชื่ออู๋เซียงหนาน เป็รองหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ราตรี 136 ประจำเมืองชางหนาน ส่วนคนที่สวมชุดดำพิงอยู่ข้างเสาคนนั้นคือหัวหน้าทีม เฉินมู่เหยี่ย”
หลินชีเยี่ยมองตามสายตาอู๋เซียงหนานไปยังเสาอันหนึ่งที่ไม่ไกลนัก มีชายคนหนึ่งยืนเงียบ ๆ สองมือสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกง กำลังมองมาที่เขาอย่างนิ่งนึก
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของหลินชีเยี่ย เฉินมู่เหยี่ยก็พยักหน้าให้เล็กน้อย
อู๋เซียงหนานหันกลับมามองอีกสี่คนที่เหลือ “อย่ายืนนิ่งสิ แนะนำตัวหน่อย”
ผู้หญิงที่นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาเดี่ยว ผมยังเปียกชื้นอยู่ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำ
“หน่วยพิทักษ์ราตรี 136 กำลังรบหลัก หงอิง”
หลินชีเยี่ยจำเธอได้ สาเหตุที่เขาได้มาอยู่ที่นี่ก็เพราะหงอิงพาเขามา
หลังจากหงอิงพูดจบ ชายหนุ่มที่ยืนถือผ้าขนหนูข้าง ๆ เธอก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
“หน่วยพิทักษ์ราตรี 136 กำลังรบหลัก เวินฉีโม่”
ต่อมา เด็กสาวที่นั่งกอดตัวเองอยู่ด้านข้าง ร้องไห้จนตาบวมก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พูดเบา ๆ ว่า “หน่วยพิทักษ์ราตรี 136 พลแพทย์สนาม ซือเสี่ยวหนาน”
“หน่วยพิทักษ์ราตรี 136 พลซุ่มยิง เหลิ่งเซวียน” ชายหนุ่มที่นั่งกอดปืนไรเฟิลอยู่ข้าง ๆ กล่าวเสียงเ็า
เมื่อเห็นว่าทุกคนแนะนำตัวเสร็จแล้ว อู๋เซียงหนานก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“นักเรียนหลินชีเยี่ยใช่ไหม? เกี่ยวกับเื่ที่จ้าวคงเฉิงตาย... นายมีอะไรจะเพิ่มเติมอีกไหม?”
“ผมพูดไปหมดแล้ว” หลินชีเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ “จ้าวคงเฉิงเปิด [น่านฟ้าไร้แดน] ต่อสู้กับาาหน้ากากปีศาจตัวต่อตัว สุดท้ายก็ตายไปพร้อมกัน”
“ตอนที่พวกเขาต่อสู้กัน นายอยู่ที่นั่นด้วยหรือ?”
“ครับ ผมอยู่”
“นายเข้าไปใน [น่านฟ้าไร้แดน] ได้อย่างไร?”
“ผมจ้องมัน แล้วมันก็เปิด”
อู๋เซียงหนานอ้าปากค้าง ขมวดคิ้วมุ่น “นายช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าพวกเขาต่อสู้กันอย่างไร? เช่น จ้าวคงเฉิงฆ่าาาหน้ากากปีศาจได้อย่างไร?”
“เขาฟันดาบครั้งเดียว ฟันออกมาเป็พระจันทร์เสี้ยวสีดำขนาดใหญ่ ตัดหัวของาาหน้ากากปีศาจ” หลินชีเยี่ยกล่าว
“จันทร์เสี้ยวสีดำ…” อู๋เซียงหนานขมวดคิ้วครุ่นคิด
ในตอนนั้น เฉินมู่เหยี่ยที่เงียบมาตลอดพลันเอ่ยขึ้น “นั่นคือ [จันทราดับสูญ] อาจ้าวใช้เพรียกหาิญญา... กระตุ้นผนึกต้องห้ามของตัวเอง”
เวินฉีโม่ร้องอย่างใ “[จันทราดับสูญ] ลำดับที่ 083 น่ะหรอ? นั่นมันผนึกต้องห้ามระดับอันตรายเลยนะ!”
“ไม่คิดเลยว่า... ลุงจ้าวจะทำได้จริง ๆ แต่ก่อนฉันยังคิดว่าลุงแค่หลงตัวเอง…” ซือเสี่ยวหนานเม้มปากเอ่ยเสียงเบา
“ไม่หรอก เขาก็แค่หลงตัวเองจริง ๆ” มุมปากของเฉินมู่เหยี่ยยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาฉายแววระลึกถึง “ฉันคิดว่าตอนที่หมอนั่นเห็นผนึกต้องห้ามของตัวเอง เขาเองก็คงไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน”
“ถ้าตอนนั้นพวกเราอยู่ที่นั่นด้วย เขาต้องมาอวดพวกเราแน่ ๆ ว่าผนึกต้องห้ามของเขาเท่ที่สุดในบรรดาทุกคน…” หงอิงเหมือนจะนึกถึงภาพเหตุการณ์บางอย่างที่น่าขบขันขึ้นมาได้ แย้มยิ้มเล็กน้อย ทว่าไม่นานนักดวงตาพลันหม่นลง
อู๋เซียงหนานมองตาหลินชีเยี่ย แล้วเอ่ยถาม “ยังมีอีกคำถามหนึ่ง จากสภาพศพของาาหน้ากากปีศาจ พบว่าาแที่ทำให้ตายคือรอยแผลจากการถูกแทงอย่างต่อเนื่อง และยังมีร่องรอยถูกเผาไหม้ประหลาดอีก... แต่ดูเหมือน [จันทราดับสูญ] จะไม่มีคุณสมบัติแบบนั้น”
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
หลินชีเยี่ยขมวดคิ้ว จ้องตาอู๋เซียงหนาน เอ่ยเสียงหนักแน่นทุกคำ
“ผมพูดไปหมดแล้ว จ้าวคงเฉิงเผชิญหน้ากับาาหน้ากากปีศาจเพียงลำพัง ต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย…”
“สุดท้ายก็สังหาราาหน้ากากปีศาจได้สำเร็จ!”