สตรีผู้นี้ แม้ยามแต่งตัวละม้ายผู้ชาย ก็พอเข้าใจว่าเธอพยามปกปิดความเป็ผู้หญิง แต่ด้วยใบหน้าที่งดงามผุดผ่อง ผิวพรรณสีขาวนวล รูปร่างที่อ่อนช้อย ไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่จะปกปิดสิ่งเหล่านี้ไว้ได้อย่างแยบคาย เพียงแค่นำเสื้อผ้าผู้ชายสีดำมาใส่ เกล้าผมมวยเหมือนผู้ชาย มันไม่ได้ช่วยให้คนเข้าใจผิดแต่อย่างใด
ครามหันมาสบตาเธอแว๊บนึง ก่อนเดินตรงไปที่ซากศพของโจร พลางเข้าไปค้นตัวเพื่อหาสมุนไพรและยาของเขา ครู่หนึ่งสายตาเหลือบไปเห็นขวดสมุนไพรอยู่ในกระเป๋าหลังม้า เขาเก็บมันมาไว้ในอกเสื้อ พลางเห็นกระเป๋าที่อยู่บนหลังม้าอีกหลายตัวเต็มไปด้วยสมบัติอื่นๆ เต็มไปหมด
เมื่ออชิรารู้สึกตัว เธอได้เดินเข้าไปขอบคุณคราม แต่ใบหน้าของเธอก็ยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ เพราะเด็กหนุ่มคนนี้มีฝีมือที่เก่งกาจแม้ว่าอายุยังน้อย แม้จะฆ่าโจรได้ แต่ก็ไม่ได้้าทรัพย์สินของโจร
“สมบัติพวกนี้แลกมาด้วยความหวังและชีวิตของผู้คน ข้าไม่้า ท่านเก็บมันไปเถอะ” ครามพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย ราวกับว่าสมบัติพวกนี้เป็สิ่งของไร้ค่า
อชิรายิ่งงงเข้าไปใหญ่ “เ้าไม่ได้มีความ้าเลยอย่างนั้นรึ”
ครามยื่นหน้าเข้าไปใกล้เธอ ทำเอาเธอหน้าแดงก่ำ
“ใช่ ข้าได้ของข้ามาแล้ว” เขาพูดพลางตบขวดยาในหน้าอกเสื้อ
หญิงสาวลอบพิจารณารูปพรรณของเด็กหนุ่ม ที่ใส่เสื้อผ่าเก่าๆ เต็มไปด้วยคราบเื โดยเฉพาะรอยขาดของเสื้อตรงหัวไหล่ ที่มีคราบเืขนาดใหญ่ราวกับว่าเนื้อหนังเคยเกิดแผลฉกรรจ์มาก่อน พลางนึกถึงที่โจรพูดขึ้นมาว่าเขาได้เคยตายไปแล้ว
“เ้าคงไม่ใช่ผู้เสพิญญาใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยขึ้นมาอย่างลังเล
“อะไรคือผู้เสพิญญา” ครามถามอย่างงุนงง เพราะั้แ่เกิดมา หรือในความทรงจำใหม่ที่ได้รับกลับไม่เคยได้ยินเื่ราวของผู้เสพิญญา
อันที่จริงอชิราก็ไม่รู้แน่ชัดหรอกว่าอะไรคือผู้เสพิญญา เธอรู้แต่เพียงว่ามีจดหมายหนึ่งส่งให้เธอ และนัดเธอมาที่นี่ ลงชื่อ ผู้เสพิญญา
เขาจึงได้สอบถามผู้าุโในสำนัก และนอกสำนัก พอจะได้ใจความว่า ผู้เสพิญญามีวิชาการต่อสู้ที่ลึกล้ำ และยากแท้หยั่งถึง ฉายาของพวกนี้คือ ‘แสงสุดท้าย’ นั้นเป็เพราะว่า ผู้ใดได้พบเจอกับผู้เสพิญญา ย่อมตายสถานเดียว
ดังนั้นการเล่าถึงผู้เสพิญญา และข้อมูลต่างๆ ด้านพลังและฝีมือจึงมีน้อยมาก ได้แต่เพียงคาดเดากันไปต่างๆ นานา
อชิราเห็นสีหน้าของครามดูเหมือนว่าไม่รู้เื่ของผู้เสพิญญาจริงๆ จึงระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ถ้าเช่นนั้นข้าขออภัย ที่ถามเ้าไปแบบนั้น”
“พวกมันเป็อะไรข้าก็ยังไม่รู้” เธอส่ายหน้าเบาๆ “เมื่อหลายเดือนก่อน พ่อของข้ากับนักสิทธิ์าุโในสำนัก ขั้นที่ 3 อีก 5 คน และนักรบอีกหลายสิบชีวิต ถูกโจรดักปล้นสินค้าที่นี่ ข้าได้รวบรวมคนของสำนักมาค้นหาศพแต่ไม่พบ หลังจากนั้นไม่นาน ได้มีจดหมายมาที่สำนัก ว่าพ่อของข้าและคนอื่นๆ ถูกมันจับตัวไป ถ้า้าให้ขนสมบัติมาเต็มรถม้า เดินทางมาที่นี่ เพื่อมาแลกกัน แต่ข้าและคนอื่นๆ กลับถูกโจรเหล่านี้ดักปล้นระหว่างทาง ผู้าุโของสำนักและคนอื่นๆ ที่มากับข้าล้วนได้เสียชีวิตไปแล้ว เหลือเพียงข้าที่รอดมาได้ แล้วมาเจอกับเ้า”
“ข้าลืมแนะนำตัว ข้าชื่ออชิรา จากสำนักพิรุณ พ่อของข้าเป็จอมศาสตรา นามว่าอชิระ” เมื่อเธอเอ่ยจบ ต้องยอมรับว่าชื่อพ่อกับชื่อของเธอต่างกันเพียงแค่การออกเสียงอะ กับ อา
ครามหยุดครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการออกเสียงชื่อพ่อหรือชื่อลูก แต่เป็เื่ของผู้ที่อยู่เื้ัการหายตัวของเ้าสำนักพิรุณ
“เ้าบอกว่ากองกำลังของพ่อของเ้าถูกปล้นที่นี่ มีนักสิทธิ์ ติดตามมาด้วยอย่างนั้นรึ”
“ใช่” อชิรายืนยัน
ระดับนักสิทธิ์ นับเป็สายพลังอิทธิที่เก่งกาจ ไม่ใช่ว่าผู้ใดจะกำราบได้ง่าย จะต้องมีฝีมือสูงส่งกว่าเป็แน่ และนี่นักสิทธิ์ขั้นที่ 3 ถึง 5 คน
แต่เมื่อพิจารณาแล้ว ครามคิดว่าเ้าโจรพวกนี้ไม่ได้เก่งขนาดกำราบนักสิทธิ์ขั้นที่ 3 ได้แน่นอน ยิ่งรวมความแข็งแกร่งระดับจอมศาสตราของเ้าสำนักด้วยแล้ว มันมีบางอย่างผิดสังเกต ผู้ที่สามารถพิชิตกองกำลังที่กล้าแข็งเหล่านี้ได้ หากไม่มีระดับฝีมือที่สูงกว่า คงมีวิชาพิสดารสุดล้ำลึกเป็แน่ หรือว่าผู้ที่ฆ่าได้ฝึกสายวิชาคู่เหมือนกับเขากันแน่นะ
“เพลงดาบที่มีชื่อเสียงของพ่อข้าคือ เพลงดาบพยัคฆ์คำรณ เป็วิชาที่มีอานุภาพที่สุดของคัมภีร์ระดับคีรี เมื่อก่อนออกเดินทาง พ่อข้าได้บรรลุระดับสูงสุด”
“ระดับคีรี!!! ขั้นสุดยอด” ครามอุทาน
ผู้ฝึกเพลงดาบที่อยู่ในระดับคีรีนับว่าน่าเกรงขาม ซึ่งจะมีการแบ่งระดับขั้นในการฝึก ั้แ่ 1-10 ซึ่งไม่ง่ายเลย เมื่อเทียบกันแล้วคัมภีร์ศาสตราระดับคีรี สามารถใช้ความว่องไวประมือกับนักสิทธิ์ได้ไม่ยาก ยิ่งท่านอชิระได้ฝึกถึงขั้นสุดยอดยิ่งด้วยแล้ว ต่อให้นักสิทธิ์ระดับ 5 ก็ยากที่จะต่อกรด้วย ไม่นับรวมเพลงดาบพยัคฆ์คำรณที่มีการยกย่องว่าเป็วิชาที่หาคู่ต่อสู้ได้ยากยิ่ง
“มันน่าแปลก หรือแม้กระทั่งวันนี้ เหมือนว่าเ้าถูกหลอกมา ตามความเข้าใจของข้า พวกมันอาจจะเป็พวกเดียวกัน มันมีเหตุผลหนึ่งว่าทำไมพวกโจรถึงได้ซุ่มกำลังอยู่บนเส้นทางนี้ โดยไม่กลัวผู้แกร่งกล้าจะมาโจมตี หรือแก้แค้น ทั้งๆ ที่ระดับฝีมือพวกอีกาปากเหล็กนั้น ไม่ได้เก่งกล้าถึงขั้นปราบปรามไม่ได้ ข้าไม่คิดหรอกว่าผู้ผ่านเส้นทางนี้จะไม่สามารถสู้โจรกระจอกเหล่านี้ได้
แม้แต่เขาที่เพิ่งฝึกปรือได้เพียงระดับอภิญญา 1 ผสานกับความสามารถของเพลงดาบยังสามารถฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายดาย เช่นนั้นกองทัพของเ้าสำนักพิรุณไม่น่าจะถูกโจรเหล่านี้พิชิตได้อย่างแน่นอน ต้องเป็ผู้อื่นที่กล้าแข็ง และเขาอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้
“เอ๊ะ เมื่อครู่ข้าเห็นท่านใช้พลังอิทธิ ผสานกับอาวุธในการต่อสู้ นับได้ว่าหายาก เพราะใน ‘นครเนรดี’ ของเรา ล้วนพบเจอแต่ผู้ที่มีพร์อย่างใดอย่างหนึ่ง” อชิราเอ่ยชม ด้วยประจักษ์กับตัวเอง ว่าครามใช้พลังอิทธิพุ่งเข้าหากลุ่มโจร และยังใช้เพลงดาบสุดพิสดารและเดาทางยากนั่นพร้อมๆ กันได้
“อ้อ” ครามหัวเราะแหะๆ อย่างเก้อเขิน “เื่มันค่อนข้างยาว
อืม อชิรารับคำ “เช่นนั้น เราต้องรีบไปแล้ว”
ทันใดนั้นเอง กลุ่มโจรก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมา ด้วยท่าทางผิดแผกไปจากมนุษย์ทั่วไป บนฟ้ากลับปรากฏเงาร่างสายหนึ่ง ลอยอยู่เหนือพวกมัน มือกำลังโบกสะบัดราวกับว่าเป็วาทยกร