บทที่ 31 พวกเราอย่าหลอกตัวเองกันเลย
“นับตั้งแต่ถูกฮ่องเต้ริบบรรดาศักดิ์คืน กิจการของตระกูลเซี่ยงก็ตกต่ำลง ขาดทุนทุกวัน”
เหลิงเซียงจื่อไอโขลกออกมาเบา ๆ รับถ้วยชาที่ซิ่วหรงส่งให้มาจิบสองสามคำ แล้วเอ่ยต่อ
“เป็นหลีเอ๋อร์ที่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ปิดร้านค้าในเมืองหลวง แล้วพาทั้งครอบครัวย้ายกลับมาที่บ้านเก่าบรรพบุรุษบนเขาหมอบเสือ”
“หลายปีมานี้ หลีเอ๋อร์ต้องดูแลคนเก่าคนแก่ของตระกูลเซี่ยงที่บาดเจ็บพิการ ทำให้ทรัพย์สมบัติที่ตระกูลสั่งสมมาหลายร้อยปี ร่อยหรอไปเกือบหมดแล้ว”
เหลิงเซียงจื่อพูดไปพลาง ลอบสังเกตสีหน้าของจี้หานลั่วไปพลาง
นางคิดในใจว่าลูกสะใภ้คนนี้มีจิตใจหนักแน่นมั่นคงจริง ๆ
เผชิญหน้ากับสมุดบัญชีที่รายรับไม่พอกับรายจ่ายของตระกูลเซี่ยง ยังสามารถวางตัวสงบนิ่งได้
มิน่าล่ะหลีเอ๋อร์ถึงได้เอ่ยชมไม่ขาดปาก
“ท่านแม่ เราเพิ่งแต่งงานวันแรก พูดเรื่องพวกนี้ทำไมขอรับ?” เซี่ยงเฉิงหลี ไม่อยากให้ภาระอันหนักอึ้งของครอบครัว ตกมาอยู่ที่บ่าของฮูหยินตัวน้อยเร็วเกินไป
“อีกอย่าง สองปีมานี้ลูกก็หาลู่ทางทำเงินได้แล้ว”
“หลีเอ๋อร์ พวกเราอย่าหลอกตัวเองเลย ลูกไม่ใช่คนที่มีหัวการค้า” เซี่ยงเฉิงหลีไม่พูดก็แล้วไป พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเหลิงเซียงจื่อก็อดโมโหจนเจ็บหน้าอกไม่ได้
“ลำพังแค่เจ้าพาพวกจวินไคขึ้นเขาไปล่าสัตว์ แล้วคิดจะเลี้ยงดูคนนับพันในเขาหมอบเสือ มันเป็นแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ แค่ก ๆ ๆ”
พอเหลิงเซียงจื่อมีอารมณ์โมโหลมหายใจก็ติดขัด ไอออกมาอย่างรุนแรง เล่นเอาจี้หานลั่วตกใจจนขวัญเสีย
หากแต่งงานวันแรก แม่สามีก็มาชิงตายจากไป นางมิถูกตราหน้าว่าเป็นตัวซวยหรอกหรือ? นางรีบปรี่เข้าไปช่วยลูบหลังให้เหลิงเซียงจื่อ
“ท่านแม่ สมุดบัญชีพวกนี้ข้ารับไว้หมดแล้ว ข้าจะช่วยกันคิดหาทางแก้ไขกับท่านพี่ ท่านอย่าเพิ่งอารมณ์เสียเลยเจ้าค่ะ”
หลังจากส่งแม่สามีกลับห้องไปแล้ว
“ท่านพี่ คนเก่าแก่พวกนี้ ตระกูลเซี่ยงเลี้ยงดูมาตลอดเลยหรือเจ้าคะ?” จี้หานลั่วปิดสมุดบัญชีลงเบา ๆ แต่ในใจกลับไม่สงบนิ่งเหมือนสีหน้า
เซี่ยงเฉิงหลีพยักหน้า สีหน้าฉายแววรู้สึกผิด “ฮูหยิน เรื่องเงินข้าจะหาทางเอง เจ้าอย่ากังวลเลย”
มุมปากของจี้หานลั่วกระตุกยิก
ตระกูลเซี่ยงอาศัยกำลังเพียงลำพัง จุนเจือทหารพ่ายศึกกว่าสามหมื่นชีวิต
แถมยังรับผิดชอบค่ากินอยู่ของทหารบาดเจ็บอีกกว่าพันคนที่อาศัยอยู่ในเขาหมอบเสือ
ยอมผลาญสมบัติทั้งตระกูล เพื่อดูแลเหล่าทหารกล้าที่เคยหลั่งเลือดเพื่อแคว้นเสวียนช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก
ทว่า...ดูจากบัญชีสองเล่มนี้ ก็พอมองออกว่าวีรบุรุษหนุ่มผู้ห้าวหาญตรงหน้านี้ เป็นลูกผู้ชายอกสามศอกที่มีความรับผิดชอบสูงส่ง แต่กลับ ไม่ใช่คนที่มีหัวการค้าเอาเสียเลย
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้มีสมบัติมหาศาล ก็คงไม่วายต้องพากันอดตาย
ดวงตาของจี้หานลั่วไหววูบ “ท่านพี่ เขาหมอบเสือพื้นที่กว้างใหญ่แต่คนน้อย หากพึ่งพาสองมือสร้างตนเลี้ยงปากท้องตัวเองไม่น่ายากกระมัง?”
เซี่ยงเฉิงหลีเม้มปาก “ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนที่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ได้ ทุกคนก็พอได้กินอิ่ม แต่พอเข้าหน้าหนาว ชีวิตจะยากลำบากมาก”
“ท่านพี่ พาข้าออกไปเดินดูรอบ ๆ หน่อยได้ไหมเจ้าคะ?” จี้หานลั่วต้องการเห็นสภาพความเป็นจริงของเขาหมอบเสือกับตา ถึงจะวางแผนขั้นต่อไปได้
“ฮูหยิน ข้างนอกลมแรงแดดก็ร้อนจัด...” เซี่ยงเฉิงหลีหวงแหนผิวพรรณอันบอบบางของฮูหยินตัวน้อย ไม่อยากให้ออกไปตากแดดตากลม
แต่กลับถูกจี้หานลั่วขัดขึ้น “ท่านพี่ ข้าพกตำราเกี่ยวกับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์มาตั้งเยอะ หากไม่ออกไปดูพื้นที่จริง จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาหมอบเสือเหมาะจะปลูกอะไร?”
เซี่ยงเฉิงหลี: “...ฮูหยิน”
หัวใจของเขาตื้นตันจนพูดไม่ออก
ที่แท้ฮูหยินตัวน้อยของเขา ตั้งแต่แต่งงานมา ก็เตรียมตัวที่จะร่วมกอบกู้ตระกูลเซี่ยงไปพร้อมกับเขาจริง ๆ
ก่อนออกจากถ้ำ จี้หานลั่วทนลูกตื้อของเซี่ยงเฉิงหลีไม่ไหว จำต้องสวมหมวกคลุมหน้าออกไปด้วย ทั้งสองเดินไปได้ไม่ไกล ก็บังเอิญเจอจี้หานซวนและจี้หานชิง
เมื่อรู้จุดประสงค์ของจี้หานลั่ว ทั้งสองก็ยืนกรานขอติดตามไปด้วย
นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่โรงเตี๊ยมซุ่นผิง จี้หานชิงก็นับถือพี่เขยคนนี้เป็นแบบอย่าง ตลอดทางเขาทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูด จนจี้หานลั่วเห็นแล้วหงุดหงิดแทน
“หานชิง มีอะไรอยากจะพูดก็พูดมาเถอะ”
“พี่เขย ท่านช่วยสอนวรยุทธ์ให้ข้าหน่อยได้ไหมขอรับ?” จี้หานชิงเม้มปาก ถามคำถามที่ทำให้ทั้งสามคนตกตะลึง
เซี่ยงเฉิงหลีหยุดเดิน ดูเหมือนจะสนใจคำถามนี้มาก “หานชิง ตระกูลจี้เป็นตระกูลบัณฑิต ไฉนเจ้าถึงอยากเรียนยุทธ์?”
ดวงตาใสกระจ่างของจี้หานชิง สว่างไสวดุจดวงดาว “พี่เขย ข้าอยากมีความสามารถในการปกป้องตัวเองเวลาเจอโจรภูเขา ไม่อยากเป็นบัณฑิตอ่อนแอ ที่แม้แต่ไก่สักตัวก็ยังมัดไม่ได้ขอรับ”
คำพูดนี้ ทำให้จี้หานลั่วต้องมองน้องชายคนเล็กใหม่อีกครั้ง
นางเห็นด้วยมาตลอดว่าเด็กผู้ชายควรฝึกฝนร่างกาย ต่อให้ไม่ได้เป็นจอมยุทธ์ยอดฝีมือ อย่างน้อยก็ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
แต่ในสายตาของท่านพ่อ การฝึกวรยุทธ์เป็นเพียงวิชานอกรีตชั้นต่ำ
ลูกอนุในตระกูลสูงศักดิ์ เดิมทีก็ใช้ชีวิตยากลำบากอยู่แล้ว หากถูกท่านพ่อรังเกียจอีก ชีวิตคงยิ่งอยู่ยากขึ้นไปใหญ่
ขนาดพี่รองที่มีฐานะเป็นลูกภรรยาเอก ตอนที่ฝึกวรยุทธ์ในตอนนั้น ยังถูกตำหนิติเตียนไม่น้อย
เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้หานลั่วจึงหันไปถามจี้หานซวน “พี่รอง ท่านคิดว่าท่านพ่อจะยอมให้หานชิงฝึกวรยุทธ์ไหมเจ้าคะ?”
จี้หานซวนแววตาเย็นชาวูบไหว “ถ้าทำอย่างเปิดเผยคงไม่ได้แน่นอน”
จี้หานลั่วยิ้มออกมาทันที
นางเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของพี่รอง
“ท่านพี่ หากท่านสะดวก รบกวนช่วยสอนวิชาเอาตัวรอด ให้หานชิงสักสองสามกระบวนท่าด้วยนะเจ้าคะ” จี้หานลั่วยื่นมือไปกระตุกชายแขนเสื้อของเซี่ยงเฉิงหลีเบา ๆ น้ำเสียงเจือแววออดอ้อนโดยที่เจ้าตัวก็ไม่ทันรู้ตัว
แต่กลับทำให้จี้หานซวนรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย จนต้องเบือนหน้าหนี “คนกลุ่มข้างหน้านั้นกำลังทำอะไรกัน?”
เซี่ยงเฉิงหลีมองตามสายตาของจี้หานซวนไป “นั่นคือการฝึกประจำวันของอดีตกองทัพตระกูลเซี่ยง หากพี่รองกับหานชิงว่าง จะลองไปฝึกพร้อมกับพวกเขาก็ได้นะขอรับ”
จี้หานซวนเริ่มสนใจขึ้นมา
ในเมื่อเขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะไปเป็นทหาร การได้ฝึกฝนร่วมกับกองทัพตระกูลเซี่ยงล่วงหน้า ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตในสนามรบได้มากยิ่งขึ้น
อีกทั้งอดีตกองทัพตระกูลเซี่ยง ก็คือตำนานไร้พ่ายแห่งแคว้นเสวียน
เป็นความภาคภูมิใจของทหารจำนวนมาก
และเคยเป็นเทพผู้พิทักษ์ ในดวงใจของราษฎรมากมาย
“หานชิง หากอยากฝึกยุทธ์ ต้องมีความอดทนต่อความลำบากนะ” จี้หานซวนลากตัวจี้หานชิง เดินตรงไปยังทิศทางที่คนเก่าแก่ของตระกูลเซี่ยงกำลังฝึกซ้อมอยู่
จี้หานลั่วมองส่งแผ่นหลังของพวกเขาที่เดินจากไป
จากนั้นก็มองเลยไปยังกลุ่มคนที่เชิงเขา เห็นพวกเขากำลังถือคันธนูยิงใส่หุ่นฟางอย่างต่อเนื่อง จึงอดถามไม่ได้ว่า “ท่านพี่ กองทัพตระกูลเซี่ยงฝึกแต่การยิงธนูอย่างเดียวหรือเจ้าคะ?”
เซี่ยงเฉิงหลีราวกับมองทะลุความคิดของจี้หานลั่ว เขาอมยิ้มมุมปากแล้วกล่าว “ฮูหยิน ที่พวกเขาฝึกยิงธนูก็เพื่อเตรียมตัวขึ้นเขาไปล่าสัตว์ต่างหากเล่า”
“กองทัพตระกูลเซี่ยงที่แท้จริง นอกจากฝึกยิงธนูแล้ว ยังต้องฝึกสมรรถภาพร่างกาย เพลงดาบ และทักษะการต่อสู้ระยะประชิดเพื่อสังหารศัตรูอีกหลากหลายรูปแบบ ซึ่งยากและหนักหน่วงกว่าที่เห็นตอนนี้มากนัก”
ดวงตาใสกระจ่างของจี้หานลั่วชะงักไปเล็กน้อย
ยามที่วีรบุรุษหนุ่มผู้ห้าวหาญเอ่ยถึงกองทัพตระกูลเซี่ยง ความภาคภูมิใจและเย่อหยิ่งทระนงในแววตานั้น ไม่อาจปิดบังได้เลย
นางเองก็เคยอ่านพงศาวดารของยุคสมัยนี้มาบ้าง
ในบันทึกประวัติศาสตร์กล่าวถึงตระกูลเซี่ยงไว้ว่า ตระกูลเซี่ยงเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่อยู่ยืนยงมากว่าสามร้อยปี ทุกครั้งที่เกิดสงครามและความวุ่นวายในแผ่นดิน พวกเขาล้วนเป็นกองหน้าในการผลักดันให้เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์
ตระกูลเซี่ยงปกครองกองทัพอย่างเข้มงวด เที่ยงธรรมไม่โอนเอียง ดูแลทหารอย่างดีเยี่ยม เป็นเทพผู้พิทักษ์ในใจราษฎร และเป็นเทพารักษ์ที่แคว้นอื่นไม่กล้ารุกราน
นางคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ตระกูลเซี่ยงที่ยืนหยัดมาถึงสามร้อยปี เหตุใดเมื่อหกปีก่อน ถึงได้พ่ายแพ้อย่างย่อยยับน่าอนาถถึงเพียงนั้น?