“นั่นดูเหมือนจะเป็นามของพระชายาพระเ้าข้า เ้านางแลพระบุตรพร้อมชาวเมืองบางส่วน ต่างอพยพหลบลี้หนีหายเข้าป่าดง ขึ้นเขาไปอยู่บนวัดดอยแท่นผาหงส์ พึ่งบารมีครูบาเ้าหลบภัยา เ้าหลวงคงคิดถึงนาง”
“วัดดอยแท่นผาหงส์รึ กูไปรับเ้านางมาเอง อาการของมันไม่สู้ดี บางทีแค่ได้ยินเสียงนาง รับรู้ว่านางปลอดภัยดี มันอาจสู้ต่อไม่ปล่อยให้ความตายมาพรากจาก ไอ้โยน มึงดูแลเกลอกูให้ดี แล้วกูจักรีบกลับมา”
เ้าโยนยางคำ เ้าหลวงเชียงลาวมองดูเ้ามหาอุปราชที่เร่งแล่นจากไปด้วยความเป็ห่วง จึงเร่งหันไปสั่งแม่ทัพฝีมือดีข้างกาย ให้แต่งคนที่ไว้ใจได้คอยติดตามเ้ามหาอุปราชแห่งสุวรรณโคมคำไปด้วย เพื่ออารักขาดูแลจอมทัพหลวงให้ปลอดภัย
สตรีโฉมงาม แม้รูปร่างของนางจะอวบท้วมด้วยผ่านการให้กำเนิดบุตรธิดามาแล้วถึงสามคน แต่ใบหน้านวลผ่องดวงตาเรียวยาวราวนางหงส์ รีบตะกายลงมาจากหลังม้าวิ่งแล่นมุ่งตรงสู่พลับพลาหลวง แต่แล้วนางกลับหยุดชะงักอยู่หน้าทางเข้าเอาเสียดื้อ ๆ
“ทำไมน้องนางมิเร่งเข้าไปดูมันเล่า มันละเมอคร่ำครวญซมไข้ร้องหาแต่ชื่อมึง”
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ที่เร่งฝีเท้าตามมายืนอยู่ด้านหลังนาง แล้วให้รู้สึกนึกประหลาดใจ ที่เห็นพระชายาเอื้อมิรีบเร่งเช่นแต่คราแรก
“เ้าพี่คำหลวง ข้าเ้ากลัวเ้าข้า…เ้าพี่ศรีศักดิ์นั้นปกติแล้วเป็คนแข็งแรงนัก น้อยนักจักเจ็บไข้ได้เย็นสำแดงอาการให้ข้าเ้าได้เห็น มาครานี้ถึงขั้นซมไข้ด้วยพิษอาวุธา ข้ากลัวนัก…”
“เ้านางน้องยา อันเหตุความเป็ตายนั้น ล้วนแต่เกิดได้กับชาวเราทุกเมื่อหาเว้นตัวคนได้ไม่ ไอ้ศรีสหายกู กูช่วยมันได้ถึงเพียงนี้นับว่าดีมากแล้ว ไอ้สิงห์กับไอ้เสือทหารเอกคู่ใจ ล้วนตายหัวขาดอยู่ในกำแพงวัดเจดีย์หลวงกลางเวียงชัยจนสิ้น น้องนางจงภูมิใจในตัวผัวนางเถิด พญาศรีศักดิ์ทำดีนักแล ที่รักษาบ้านเมืองไว้จนตัวกูนี้มาทันขับไล่พวกเยว่ หาไม่แล้วหากพวกมันสังหารศรีศักดิ์ได้ แล้วยึดบ้านเมืองไป เื่นี้คงยากนักที่ตัวกูจักแก้ไขได้”
นางยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาออกจากใบหน้า แล้วเดินเข้าไปด้านในพลับพลา
ร่างของพญาศรีศักดิ์นอนนิ่งสงบราวคนหลับใหล กลิ่นกำยานคละคลุ้งปนเปกลิ่นยาชวนสังเวช นางมองใบหน้าซีดเซียวของผู้เป็ผัว แล้วสุดจะอดกลั้นฝืนกลืนกินน้ำตาเอาไว้ได้ จำต้องปล่อยให้มันไหลออกมา
แผลขนาดใหญ่ตรงสีข้างถูกหมอหลวงเย็บแต่งพันผ้าบ่มยาปิดไว้เรียบร้อย แต่กระนั้นก็มองออก ว่าแผลตรงนี้หนักหนาสาหัสมากเพียงไร
นางไม่กล้าแตะต้องตัวผัว ด้วยกลัวจะทำให้คนซมไข้ต้องเจ็บเนื้อกาย ได้แต่จับมือหนาและหยาบกร้านเอาไว้ แล้วซบใบหน้าเจิ่งนองน้ำตา ลงบนมือผัวที่นอนนิ่งไม่รู้สึกตัว
ทุกคนที่อยู่ในนั้น ต่างเบือนหน้าหนี หากพญาศรีศักดิ์ไม่เหลือชีวิตแล้วไซร้ คิดไม่ออกเลยว่าเ้านางเอื้อแห่งเมืองแขนจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเยี่ยงไร
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง เรียกทุกคนที่เกี่ยวข้องให้เข้าร่วมประชุมวางแผนการรบยังพลับพลาชั่วคราว ปล่อยให้พญาศรีศักดิ์เ้าเมืองเวียงชัย ตกอยู่ในการดูแลของเ้านางเอื้อผู้เป็ชายา
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง เล็งเห็นว่าข้าศึกแม้จะเจนจัดทางบก แต่กลับอ่อนหัดในกระแสน้ำเชี่ยวแห่งสายน้ำของ(โขง) หากจะกล่าวถึงการปะทะกันทางน้ำแล้ว ทุกคนต่างต้องยอมรับว่า กองทัพเรือของเ้าโยนยางคำแห่งเมืองเชียงลาว เปรียบได้กับฝันร้าย ที่จะทำให้พวกเยว่ต้องจดจำมิอาจลืมเลือน
ทุกคนต่างตั้งใจฟังในคำสั่งและแผนการของเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ผู้ซึ่งมีพระปรีชาสามารถ จนทำให้เ้าเมืองรองต่างยอมก้มหัวยอมรับ ยกให้เป็ผู้นำแห่งตน กลศึกนาคาพ่นไฟและข่ายใยแมงมุมใต้น้ำ เป็ชื่อที่เ้ามหาอุปราชทรงตั้งนามขึ้น
เ้าโยนยางคำแห่งเชียงลาว ต้องรับศึกใหญ่ดูแลจัดการล่อลวงข้าศึกทางน้ำ พระองค์จึงขอแยกองค์ออกไป เพื่อวางแผนและจัดเตรียมกำลังไพร่พล ซึ่งเป็จังหวะเดียวกันกับที่เ้าพรหมเสก พระอนุชาต่างมารดาของเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ที่ทรงพาพลทัพช้าง มาเข้าเฝ้าต่อผู้เป็พี่ชาย ทั้งสองเพียงส่งยิ้มต่อกัน ด้วยทรงมีพระชันษาเท่ากัน แม้เ้าพรหมเสกจะเป็เพียงบุตรอันเกิดจากนางสนม แต่เพราะพระปรีชาสามารถ จึงเป็ที่ยอมรับแก่เ้าหัวเมืองทุกตัวคน
เ้ามหาอุปราชมองเห็นน้องชายตน ก็ดีใจนัก ที่ปลอดภัยกลับมาจากการขับไล่ข้่าศึก “ไอ้พรหมเสกน้องกู ครานี้มึงทำได้ดีนัก อย่างน้อยความโกลาหลก็บรรเทาลง”
เ้าพรหมเสก รีบเข้าไปในพลับพลา หมอบกราบพระบาทต่อผู้เป็พระเชษฐา “ทั้งหมดล้วนเป็ความชอบของเ้าพี่ ข้านั้นล้วนทำไปตามคำสั่งพระเ้าข้า”
“มึงถ่อมตนมิเปลี่ยนแปลงเลยหนาเ้าพรหมเสก”
“เ้าพี่ ข้ามีการสำคัญ จำเป็ต้องเร่งรายงาน”
“ว่ามาเถิด มึงมีการใดหาได้ต้องอ้อมค้อมไม่”
“คนของกองทัพเสือดำในเ้าพี่ขุนอินทร์ถวาย แจ้งข่าวมาว่า ทัพเยว่หาได้ดูเบาไม่ แม้เราจะสังหารแม่ทัพขุนศึกและกองกำลังที่รุกรานเวียงชัย จนถอยร่นออกไปนอกเวียงแก้วได้เป็ผลสำเร็จ แต่ในขณะนี้ หัวเมืองแว่นแคว้นน้อยใหญ่ในแถบนี้ทั้งหมด ล้วนเดือดร้อนจากการรุกรานของพวกมันด้วยกันทั้งสิ้น ทำให้ข้าคิดหวั่น ว่ามันจะมีกำลังเสริมเข้ามาปั่นป่วนเราอีก ข้าได้ยินเ้าพี่ ตรัสกลศึกทางน้ำแก่เ้าโยน ทางบก เ้าพี่ทรงยกให้ข้าพเ้าช่วยจัดการได้หรือไม่”
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง จ้องมองใบหน้าที่นิ่งสงบและจริงจัง เ้าพรหมเสกแต่งกายด้วยผ้าต้อยสีดำ แม้นผ้าพาดบ่าที่มักเอาขึ้นมาโพกมัดเคียนหัว ก็เป็สีเดียวกัน น้องชายผู้นี้ สืบเชื้อสืบสายมาจากชาวลัวะตามมารดา ชำนาญการรบบนหลังช้างแลอาวุธทุกชนิด รวมทั้งเก่งกล้าอาคมมิต่างจากเ้าขุนอินทร์ถวายอนุชาร่วมมารดา
“ดี มึงช่างกล้าหาญนักเ้าพรหมเสก เช่นนั้นกูจักแต่งตั้งมึงเป็ขุนศึกทัพหน้า วางกลศึกทางบกช่วยกู ค่ำนี้กลับมารายงานต่อกูอีกครา ว่าพวกมึงจะกระทำการศึกต่อจากนี้เช่นไร เพลานี้มึงจงกลับไปพักผ่อนแลคิดทบทวนดูเถิด”
เ้าพรหมเสกรับพระบัญชาด้วยความปลื้มปิติ ถือว่าเป็ความโชคดีที่ได้มาทำศึกร่วมกับพระมหาอุปราชเ้าคำหลวงผู้เป็พระเชษฐา ในการศึกที่มีทั้งน้ำตาและความสูญเสีย กลับนับว่าเป็โอกาสที่ดี ที่จะได้สร้างสมผลงาน หากการศึกจบลงด้วยดีตนแลพระมารดา รวมทั้งญาติวงศ์ จักได้อยู่อย่างมีเกียรติและมีสุข
เมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำลง แสงสีทองฉาบทาทับขอบฟ้าเหนือลำของ จนแลเห็นเป็สีเื บรรยากาศในพลับพลาชั่วคราว กลับมาตึงเครียดและเข้มข้นขึ้นอีกครั้ง แผนที่หนังสัตว์ถูกกางออกท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันเตา ที่วูบไหวตามลมป่าพัดเป่า ด้วยเป็่ปลายแล้งใกล้เข้าฝน
เ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง ทรงประทับนั่งเป็ประธาน สายตาจ้องมองไปยังแม่ทัพทั้งสอง ที่พระองค์เพิ่งทรงแต่งตั้งขึ้น ภายนอกพลับพลามีทหารจากเมืองรองที่ร่วมทัพ แลขุนพลเมืองเวียงชัยที่รอดชีวิตแทบนับตัวคนได้ มาเฝ้ารอฟังถึงแผนการด้วยใจจดจ่อ
ในส่วนของกลศึกทางน้ำ นาคาพ่นไฟและข่ายใยแมงมุมใต้น้ำ เ้าโยนยางคำแห่งเชียงลาว นำเสนอต่อแผนการในใจตนให้แก่ทุกคนได้รับฟัง ทรงก้าวเท้าออกมาข้างหน้า พร้อมชี้นำไปยังจุดที่ลำน้ำโขงหักศอก