ฟางฮูหยินไม่คาดคิดว่าเด็กน้อยจะทำเช่นนั้น นางตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาด้วยความดีใจและน้ำตาคลอว่า “ไอ๊หยา! เด็กคนนี้หอมแก้มข้าด้วย…”
ทุกคนต่างมองเจ้าเด็กอ้วนกลมที่น่ารักและพากันหัวเราะ“ฮูหยิน คุณชายน้อยคนนี้ชอบใกล้ชิดกับท่านนะเจ้าคะ”
“นั่นสิเจ้าคะมีคำโบราณว่าไว้ ดวงตาของเด็กใสสะอาดที่สุด และรู้ดีว่าใครรักเขาจริงๆคุณชายน้อยคงเห็นว่าฮูหยินมีจิตใจเมตตาและรักเขาที่สุดแล้ว”
ฟางฮูหยินดีใจจนแก้มที่ซีดเผือดของนางมีสีแดงระเรื่อขึ้นมานางก้มลงหอมแก้มเด็กชายอย่างเบามือท่าทางของนางดูตั้งใจราวกับกำลังทะนุถนอมสมบัติล้ำค่า
แต่เจ้าเด็กอ้วนไม่รู้เรื่องรออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เห็นว่าฟางฮูหยินจะให้ของอะไร เขาจึงหอมแก้มนางไปอีกหนึ่งทีจากนั้นก็ขยับก้นดุกดิกไปแกะกระเป๋าเงินที่เอวของนาง
ฟางฮูหยินเพิ่งจะมองเข้าใจนางหัวเราะจนตัวโยน “เด็กคนนี้กำลังรอให้ข้าให้ของรางวัลเขาอยู่สินะ!”
ติงเหว่ยรู้สึกอับอายแทนลูกชายจนแทบอยากจะเอามือปิดหน้านางจึงหัวเราะแห้งๆ และพูดว่า “เหล่าผู้อาวุโสที่จวนชอบเอาใจเขาแบบนี้บางทีอาจติดเป็นนิสัยแล้วเจ้าค่ะ”
พูดยังไม่ทันจบนางก็เห็นฟางฮูหยินแกะกระเป๋าเงินที่เอวออกแล้วเทปลาตัวน้อยที่ทำจากหยกออกมาหนึ่งตัวติงเหว่ยจึงรีบพูดว่า “ฮูหยิน รีบเก็บหยกไว้เถิด แค่กระเป๋านี้ก็พอแล้วอันเกอเอ๋อร์เขาแค่ชอบของที่มีสีสันเท่านั้นเอง!”
แต่น่าเสียดายที่วันนี้เจ้าเด็กอ้วนคงตั้งใจจะขัดใจแม่เพราะยังไม่ทันที่คำพูดของติงเหว่ยจะสิ้นเสียง เขาก็จับหยกรูปปลาเอาไว้ในมือแน่นเสียแล้วทำเอาติงเหว่ยต้องพยายามจะแย่งมาคืน
ฟางฮูหยินกอดเจ้าเด็กอ้วนเอาไว้แน่นพลางยิ้มและพูดว่า “ก็แค่ของชิ้นเล็กๆ เท่านั้นให้เขาเล่นไปเถิดจะว่าไปหยกรูปปลาชิ้นนี้ถึงแม้จะไม่ใช่เนื้อหยกชั้นเลิศแต่ท่านอัครมหาเสนาบดีก็สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษไว้เมื่อหลายปีก่อน ข้าพกติดตัวมาตลอดวันนี้ได้มาอยู่ในมือของอันเกอเอ๋อร์ เกรงว่าคงจะเป็นวาสนา”
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยติงเหว่ยเห็นว่าฟางฮูหยินมีเจตนาดีจริงๆแถมในแววตาของนางยังมีความโศกเศร้าเล็กน้อยจึงไม่ได้ปฏิเสธอีกขณะที่กำลังจะลุกขึ้นขอบคุณแทนลูกชาย ก็ได้ยินเสียงประกาศจากหน้าประตูลานว่า“องค์หญิงชิงเฉิงเสด็จแล้ว!”
ทุกคนต่างหยุดพูดคุยหรือวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นเพื่อรอต้อนรับ
วันนี้ซือหม่าหย่าหลานสวมชุดสีเขียวอ่อนกระโปรงลากยาวถึงพื้น ผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นเป็นทรงสูงอย่างงดงามใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางและไร้เครื่องประดับใดๆยิ่งทำให้ความงามเหนือมนุษย์และความสง่างามขององค์หญิงโดดเด่นขึ้นไปอีก
บรรดาสตรีทั้งหลายมององค์หญิงที่เดินผ่านมาต่างก็ก้มศีรษะทำความเคารพ และเมื่อเงยหน้าขึ้นสีหน้าของแต่ละคนก็เต็มไปด้วยความซับซ้อนมีทั้งอิจฉาริษยาและเสียดายในเวลาเดียวกัน
แม้จะเกิดมาเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันแต่เหตุใดตนเองถึงไม่มีความงดงามราวกับเทพธิดาเช่นนี้บ้าง เหตุใดตนเองต้องประดับประดาด้วยเครื่องประดับและแต่งหน้าหนาเตอะกว่าจะออกไปพบผู้คนได้
ทุกคนต่างก็ลุกขึ้นแสดงความเคารพทำให้ฟางฮูหยินที่นั่งอยู่บนม้านั่งนุ่มๆ กับติงเหว่ยสองคนดูโดดเด่นขึ้นมาทันที
ในฐานะเจ้าภาพของงานชุมนุมบทกวีฟางฮูหยินไม่เพียงเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดแต่ยังเป็นที่รู้จักกันทั่วทั้งเมืองหลวงว่าเป็นเย่าก้วนจื่อ [1]การที่นางไม่ลุกขึ้นถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
แต่ติงเหว่ยยังคงนั่งอยู่อย่างสงบนิ่งเหมือนเดิมทำให้หลายคนเริ่มขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซือหม่าหย่าหลานเดินมาถึงใต้ต้นหลิวเห็นฟางฮูหยินทำท่าจะลุกขึ้นจึงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ฟางฮูหยินอย่าได้พิธีรีตองมากเลยวันนี้ข้าเองก็มาในฐานะแขก และรู้จักกับพี่เหวินหลานมาตั้งแต่เด็กๆ หากจะนับจริงๆข้าก็เป็นเพียงผู้น้อย ฮูหยินน่าจะเป็นฝ่ายรับการคำนับจากข้าเสียมากกว่า”
ในขณะที่นางกำลังพูดอยู่แต่น่าเสียดายที่ความเหนื่อยล้าตลอดการเดินทางทำให้เคลื่อนไหวช้าลงเล็กน้อยทำให้หลานซวงที่ถูกฟางฮูหยินเรียกรีบเข้าไปประคององค์หญิงเอาไว้
“องค์หญิงทำเกินไปแล้วเชิญเสด็จประทับเร็วเถิดเพคะ”
มีคนรีบสละที่นั่งข้างขวาของฟางฮูหยินให้ทันทีที่ซีเฮ่ามีธรรมเนียมถือว่าฝั่งซ้ายคือที่นั่งที่มีเกียรติที่สุด แม่นมอาวุโสที่ติดตามองค์หญิงมาเห็นดังนั้นจึงขมวดคิ้วก่อนจะพูดขึ้นว่า “นี่คงเป็นแม่นางติงแห่งจวนอู่โฮ่วใช่หรือไม่ เมื่อครู่ตอนที่อยู่หน้าประตูคนขับรถไม่ได้ตั้งใจแม่นางยังบอกว่าคนในจวนอู่โฮ่วทุกคนเป็นผู้รู้ธรรมเนียมดีที่สุดแต่เหตุใดตอนนี้เจอองค์หญิงแล้วถึงไม่ยอมคำนับล่ะเจ้าคะ”
แม้ทุกคนจะคาดการณ์ไว้บ้างแล้วว่าวันนี้คงจะมีเรื่องสนุกให้ชมแต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะเริ่มเร็วขนาดนี้ เมื่อได้ยินแม่นมอาวุโสโจมตีติงเหว่ยตรงๆทุกคนต่างก็ตกใจจนนิ่งไปชั่วขณะ แต่แล้วดวงตาทุกคู่ก็เบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นไฟแห่งความอยากรู้ลุกโชนในใจอย่างร้อนแรง เกรงว่าจะพลาดเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ แม้เพียงเสี้ยวเวลาไป…
ติงเหว่ยกวาดตามองไปที่องค์หญิงชิงเฉิงเห็นว่านางดูเหมือนกำลังชมวิวในสวนไม่ได้สนใจคำพูดท้าทายของแม่นมอาวุโสเลยแม้แต่น้อยดังนั้นติงเหว่ยจึงอดหัวเราะเยาะไม่ได้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าอยากจะจับปลาแต่ไม่อยากให้ตนเองเปื้อนกลิ่นคาว
“องค์หญิงงั้นหรือ?” ติงเหว่ยยิ้มเล็กน้อยพร้อมถามด้วยน้ำเสียงที่มีความสงสัยสามส่วนและสับสนเจ็ดส่วน“ท่านแม่ทัพของจวนข้าเพิ่งจะเปลี่ยนชื่อแผ่นดินเป็นตงเฮ่าอีกอย่างเขาก็ไม่มีพี่สาวหรือน้องสาว แล้วจะมีองค์หญิงมาจากที่ใดกัน?”
คำพูดสั้นๆของติงเหว่ยทำให้เหล่าสตรีที่เพิ่งลุกขึ้นคำนับองค์หญิงถึงกับหน้าถอดสีเพราะความเคยชินมาตลอดหลายปีทำให้พวกนางลืมไปแล้วว่าตอนนี้ราชวงศ์ใหม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ส่วนองค์หญิงชิงเฉิงนั้นเป็นองค์หญิงของราชวงศ์ก่อนการแสดงความเคารพต่อองค์หญิงของราชวงศ์ก่อนเช่นนี้หากถูกเลื่องลือออกไปคงเป็นเรื่องไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไร
ด้วยความที่มนุษย์มักมีนิสัยเห็นแก่ตัวพวกนางเริ่มตำหนิองค์หญิงชิงเฉิงที่ทำท่า “หยิ่งผยอง”รับการคำนับโดยไม่แสดงความถ่อมตัวแม้แต่นิดเดียวจนทำให้พวกนางเผลอลืมไปว่าตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นราชวงศ์ใหม่แล้ว
แต่ติงเหว่ยผู้ซึ่งถูก“ดูถูก” เมื่อครู่นี้กลับไม่กล่าวตำหนิใดๆทำให้นางยิ่งดูใจกว้างและมีเมตตาขึ้นไปอีก
ขณะที่ทุกคนกำลังคิดเช่นนี้หญิงนางหนึ่งซึ่งได้รับการกำชับจากสามีที่บ้านมาก่อนนางทั้งใจร้อนและมีไหวพริบเล็กน้อยจึงเอ่ยปากพูดขึ้นว่า “บรรดาเจ้านายกำลังสนทนากันไหนเลยจะมีที่ให้บ่าวพูดแทรกขึ้นมา แม่นางติงใจดีจึงไม่ตำหนิอะไร แต่ ‘องค์หญิง’ควรสั่งสอนบ่าวของท่านให้มากกว่านี้นะเพคะไม่เช่นนั้นคนภายนอกจะคิดว่าท่านก็ไม่รู้ธรรมเนียมเช่นกัน”
“นั่นสิองค์หญิงผู้สูงส่งราวกับเทพธิดา ปกติแล้วคงไม่สนใจเรื่องเช่นนี้จนทำให้บ่าวคนนี้ของท่านไม่รู้ธรรมเนียมไปเสียแล้ว”
แม่นมอาวุโสเป็นอดีตสาวใช้ของพระชายาองค์ก่อนนางรับใช้อยู่ในวังหลวงมาหลายปี แม้จะเป็นบ่าวแต่ซือหม่าเชวี่ยนที่มีนิสัยโหดเหี้ยมยังต้องให้ความเคารพนางสามส่วนดังนั้นต่อหน้าสตรีแต่ละตระกูล นางจึงไม่เคยเป็นเพียงแขกธรรมดาแต่นางไม่คิดเลยว่าหลังจากอยู่ในวังหลวงมานานถึงขนาดนี้จะต้องถูกคนเยาะเย้ยเช่นนี้
เป็นจริงดังคำว่าเสือร่วงสู่พื้นที่ราบโดนสุนัขแกล้ง[2] หงส์ที่ไร้ขนก็ไม่ต่างอะไรจากไก่ [3] นางโกรธจนหน้าเขียวแทบจะฉีกผ้าเช็ดหน้าที่ถืออยู่แต่ก็เกรงว่าจะทำให้องค์หญิงเสียเรื่อง
องค์หญิงชิงเฉิงเห็นว่าแม่นมอาวุโสเริ่มต้นได้ไม่ดีนางจึงหันมามองติงเหว่ยอย่างประเมินเป็นครั้งแรกแม้ว่าติงเหว่ยจะมีใบหน้าที่ธรรมดาแต่เสื้อผ้าและการแต่งหน้าของนางก็ถือว่ามีกาลเทศะ น้ำเสียงของนางอ่อนโยนและท่าทางดูไร้พิษภัย แต่คำพูดของนางกลับคมกริบเหมือนใบมีด…
“แม่นางติงล้อเล่นแล้วท่านแม่ทัพกับข้าสนิทสนมกันเหมือนพี่น้องท่านแม่ทัพเองก็ได้รับการสั่งสอนจากท่านพ่อของข้าหากท่านแม่ทัพยังไม่ได้ออกคำสั่งใดๆ ข้าก็ยังคงเป็นองค์หญิงชิงเฉิงอยู่เช่นเดิมต่อไปแม่นางติงไม่ต้องถามเช่นนี้อีกแล้ว เกรงว่าคนนอกแพร่ข่าวออกไปจะคิดว่าท่านแม่ทัพลืมบุญคุณและไม่เห็นคุณความหลังเอาได้”
องค์หญิงชิงเฉิงเองก็ไม่ใช่คนที่ยอมแพ้กันง่ายๆเช่นกันนางเอ่ยปากโต้กลับด้วยคำพูดที่พลิกสถานการณ์ที่ตกเป็นรองอยู่ได้อย่างชาญฉลาด
ติงเหว่ยก็ไม่ได้ตั้งใจจะต่อปากต่อคำกับนางมากนักอย่างไรวันนี้นางมาที่จวนสกุลฟางในฐานะแขกและนางไม่อยากทำตัวเหมือนนักแสดงหญิงในโรงละครเหล่านั้น
ฟางฮูหยินดูเหมือนจะได้ชมเรื่องสนุกเพียงพอแล้วจึงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มว่า “วันนี้อากาศสดใสทั้งยังได้มีโอกาสต้อนรับแม่นางติงและองค์หญิง ถือเป็นเกียรติต่อจวนสกุลฟางของเรา
ในเมื่อวันนี้พวกเรามางานชุมนุมบทกวีมิสู้พวกเรามาเล่นตีกลองส่งดอกไม้กันใครที่ได้รับดอกไม้ก็ต้องแต่งกลอนเกี่ยวกับฤดูใบไม้ผลิมิฉะนั้นถ้าคืนนี้กลับบ้านแล้วเหล่าบุรุษถามว่าเราจัดงานชุมนุมบทกวีแต่ไม่มีบทกวีดีๆ สักบทเดียว ก็คงน่าขายหน้าเกินไปจริงๆ”
“หากวันหน้าจะออกมาเที่ยวเล่นโดยอ้างว่าเป็นงานชุมนุมบทกวีอีกก็คงไม่ง่ายแล้ว!”
ทุกคนต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆกันและพูดสนับสนุน “เป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้ายังถึงกับขอให้สามีแต่งบทกวีดีๆมาให้เพื่อจะได้อวดกับเขาบ้าง”
“ข้าก็เหมือนกันลูกชายที่บ้านพอรู้ว่าข้าจะไปงานชุมนุมบทกวี ก็แต่งบทกวีไว้สำรองสองสามบทเลยนะ”
คำโบราณว่าไว้ใครๆต่างก็แบกเก๋งกันทั้งนั้น [4] แม้ว่าทุกคนจะรู้สึกว่าละครที่เพิ่งดูเมื่อครู่ยังไม่หนำใจพอแต่เมื่อเจ้าบ้านพูดแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน
สาวใช้ของสกุลฟางก็คล่องแคล่วว่องไวครั้งนี้น่าจะได้รับการชี้แนะจากฟางฮูหยินเป็นการส่วนตัวใต้ต้นหลิวด้านที่มีแสงแดดอ่อนๆมีฉากกั้นตั้งไว้หลายบานเพื่อบังลมฤดูใบไม้ผลิที่เริ่มอุ่นขึ้น บนพื้นปูพรมหนาและมีโต๊ะเล็กแกะสลักไม้ฮวาหลีวางเรียงกันเป็นวงกลม แต่ละโต๊ะมีจานลายครามเล็กๆวางอยู่ มีทั้งเตี่ยนซินและผลไม้ ข้างหลังโต๊ะมีเบาะปักลายวางไว้และยังมีเสื่อบางๆ นุ่มๆ จัดเตรียมไว้อย่างใส่ใจและรอบคอบ
ทุกคนนั่งล้อมกันเป็นวงพูดคุยกันเบาๆ พลางหัวเราะคิกคักแล้วก็มองไปยังผืนน้ำที่มีระลอกคลื่นที่อยู่ไกลออกไป ทุ่งหญ้าที่เริ่มเขียวขจีและยอดต้นหลิวที่รีบร้อนผลิหน่ออ่อนทั้งหมดนี้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจยิ่งนัก
ติงเหว่ยอุ้มอันเกอเอ๋อร์ลูกชายของนางและนั่งลงที่ตำแหน่งด้านซ้ายของฟางฮูหยินตามเดิม เจ้าเด็กอ้วนที่เล่นกับเอ้อร์หวาบนเสื่อมาตั้งแต่ยังเล็กตอนนี้ก็ไม่งอแงเลยสักนิด มือหนึ่งถือปลาตัวเล็ก อีกมือก็หยิบเตี่ยนซิน
น่าจะเพราะผู้ดูแลของสกุลฟางได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับ“การหยุดราชรถเพื่อซื้อเกาปิ่ง” จึงมีขนมเหมยฮวาเกาของร้านนั้นวางอยู่บนโต๊ะด้วยเกาปิ่งสีขาวๆ อ้วนๆ ทำขึ้นเป็นรูปดอกเหมย แอบสอดแทรกสีของไส้อยู่ด้านในราวกับดอกเหมยสีขาวประดับด้วยเกสร ดูแล้วน่าสนใจสามส่วน
เจ้าเด็กอ้วนมองแวบเดียวก็ถูกใจเกาปิ่งนี้เข้าแล้วดังนั้นก็ยิ่งมีความสุข เขาหยิบมาก่อนชิ้นหนึ่งให้แม่ติงเหว่ยดีใจจนหอมแก้มลูกชายฟอดใหญ่ แล้วกัดขนมไปคำโต ปรากฏว่าเจ้าเด็กอ้วนยิ้มจนตาหยีดูน่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างมาก
ฟางฮูหยินเห็นแล้วรู้สึกอิจฉาจึงพูดขึ้นว่า “เด็กคนนี้ช่างกตัญญูจริงๆ ตอนอายุสามขวบก็สามารถเห็นได้ว่าโตขึ้นจะเป็นเช่นไรเขาจะต้องเป็นคนที่รู้จักกาลเทศะและมีความรับผิดชอบแน่นอน”
เจ้าเด็กอ้วนได้ยินเช่นนั้นอาจจะนึกถึงหยกรูปปลาที่ถืออยู่ในมือ ซึ่งได้มาจากเอวของคนอื่นเขาจึงรีบหยิบขนมเหม่ยฮวาเกาอีกชิ้น และวิ่งแบบโงนเงนไปส่งให้ฟางฮูหยิน ปากน้อยๆยังตะโกนว่า “ซื่อๆ”
ฟางฮูหยินเห็นดังนั้นก็อุ้มเขาขึ้นมากอดไว้เรียกเขาด้วยความเอ็นดูไม่หยุด นางรักมากจนอยากให้เขาอยู่ในสายตลอดเวลา ต่อให้ยัดเข้าไปในดวงตาก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ
แม้ทุกคนจะดื่มชาและกินเตี่ยนซินอยู่แต่สายตาก็ไม่ได้ละไปจากที่นั่งของฟางฮูหยินเลยจึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจนไปโดยปริยาย
คนที่ฉลาดเฉลียวนึกถึงฐานะของอันเกอก็เอ่ยชมว่า “คุณชายน้อยช่างฉลาดเฉลียวจริงๆ”
“ใช่แล้วคุณชายน้อยโตขึ้นต้องมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่แน่นอน แม่นางติงช่างมีวาสนาดีนัก!”
แต่ก็มีบางคนพูดประชดประชันว่า“ก็ไม่แน่หรอก ลูกชายมักจะเหมือนแม่ตอนนี้ดูเหมือนคุณชายน้อยจะเป็นเด็กที่ชอบกินมากๆ”
คำพูดนี้ช่างตรงเกินไปเหลือแค่พูดออกมาว่า “ลูกของหนูก็จะขุดรูได้เก่ง ลูกของแม่ครัวก็จะเก่งแต่ทำอาหาร”เท่านั้นเอง
ทุกคนรู้สึกว่าคำพูดนี้ไม่น่าฟังเท่าไรจึงรีบก้มหน้าก้มตาและแสร้งดื่มชาทำเป็นไม่สนใจ
-----------------------------------------
[1] เย่าก้วนจื่อ 药罐子 หมายถึง โถยา ใช้เปรียบเปรยถึงคนที่เจ็บป่วยบ่อยๆ
[2] เสือร่วงสู่พื้นที่ราบโดนสุนัขแกล้ง 虎落平阳被犬欺 หมายถึง เสือออกจากถิ่นฐานตนเองมาอยู่ในพื้นที่ราบก็ถูกสุนัขกลั่นแกล้งได้ใช้เปรียบเปรยถึงคนที่เคยมีตำแหน่งสูง หรือมีอำนาจลาภยศต้องกลายมาเป็นคนสามัญธรรมดา หรือถูกลดตำแหน่งลงมาทำให้ไม่มีคนยำเกรงหรือเกรงกลัวอีกต่อไป
[3] หงส์ที่ไร้ขนก็ไม่ต่างอะไรจากไก่ 落毛凤凰不如鸡 หมายถึงอุปมาถึงคนชั้นสูงที่สูญเสียสถานะที่เหนือกว่าและสถานการณ์แย่ยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป
[4] ใครๆ ต่างก็แบกเกี้ยวกันทั้งนั้น 花花轿子众人抬 หมายถึง การพูดจาดีๆ ต่อกันและชมเชยกัน มักใช้อุปมาว่าแต่ละคนควรให้เกียรติกันและกัน
[5] ตีกลองส่งดอกไม้ 击鼓传花 หมายถึงการละเล่นพื้นบ้านของจีนโดยจะมีคนหลายคนนั่งล้อมเป็นวงกลมบนพื้นและมีคนหนึ่งตีกลองด้วยไม้และหันหลังให้วงกลม เมื่อเสียงกลองดังก็จะเริ่มส่งดอกไม้ดอกไม้จะถูกส่งผ่านมือไปเรื่อยๆ และจะหยุดเมื่อเสียงกลองหยุด