รุ่งเช้าหลังจากทานอาหารเสร็จ เจียงเฉินก็เริ่มฝึกฝนต่อหมัดยุทธ์แท้ถูกเขาฝึกจนชำนาญ กลายเป็ปฏิกิริยาของร่างกายไปแล้วทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหวร่างกายของเขาจะตอบสนองและมีร่องรอยของแก่นแห่งวิชาหมัดยุทธ์แท้ด้วย
หลังจากร่ายรำกระบวนท่าหมัดยุทธ์แท้ไปหลายสิบรอบรูขุมขนของเขาพลันเปิดกล้ามเนื้อทุกมัดเกิดการสั่นพ้องกัน โลหิตเดือดพล่านเส้นลมปราณขยายใหญ่ขึ้น
‘ในที่สุดก็มาแล้วสินะ’ เจียงเฉินคิดพลางฝึกหมัดยุทธ์แท้ต่อ พลังปราณจากภายนอกไหลเข้าสู่ร่างกายผ่านรูขุมขนเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ หล่อหลอมอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป
เขาหยุดยืนหลับตานิ่งัักับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเขา พลังปราณยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายผ่านิัทุกจุดกล้ามเนื้อทุกมัด เส้นเอ็นทุกเส้น กระดูกทุกชิ้น โลหิตทุกหยด อวัยวะภายในทุกส่วนและเส้นลมปราณทุกเส้น สุดท้ายหลอมรวมเป็พลังปราณขุมหนึ่งไหลเวียนไปกับโลหิต
ในขณะที่เขากำลังบรรลุขั้นขีดสุดของการหลอมกายทะลวงเข้าสู่การสร้าง‘ร่างยุทธ์’ อยู่นั้นเจียงเฉินไม่รู้เลยว่าเขาอาจจะสร้างผลกระทบเป็วงกว้างแค่ไหนเนื่องจากในกระบวนการนี้ต้องใช้พลังปราณจากภายนอกมหาศาล การเปลี่ยนแปลงของเส้นสายพลังปราณอย่างฉับพลันนั้นอาจกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของยอดฝีมือขั้นแก่นพลังได้
และในขณะที่เริ่มเกิดสิ่งผิดปกตินั้นเอง หลิงเยว่ที่อยู่ภายในเรือนพลันลืมตาขึ้น นางก้าวท้าวหนึ่งก้าวพลันออกมาถึงลานหน้าเรือน
หลิงเยว่พบเข้ากับเจียงเฉินที่กำลังร่ายรำกระบวนท่าหมัดยุทธ์แท้พลังปราณโดยรอบเริ่มถูกดูดเข้าสู่ร่างกายของเจียงเฉิน
หลิงเยว่สะบัดมือ หินปราณขั้นต้นกว่าร้อยก้อนก็ปรากฏขึ้นนางโยนพวกมันไปรอบ ๆ บริเวณเจียงเฉิน และใช้พลังปราณคงสภาพปราณภายนอกบริเวณนั้นไว้เพื่อป้องกันเหตุการณ์ผิดปกติ
เวลาผ่านไปช้า ๆ หินปราณระดับต้นรอบ ๆเจียงเฉินเริ่มกลายเป็ผุยผง หลิงเยว่สะบัดมืออีกครั้งโยนหินปราณออกไปอีกกว่าร้อยก้อน‘ร่างกายเขารับพลังปราณมากขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ คนปกติที่ทะลวงเข้าสู่ขั้นรวมฉียังใช้เพียงไม่กี่สิบก้อนเท่านั้น’
ผ่านไปอีกพักใหญ่
หินปราณค่อย ๆ สลายไปอีกครั้ง
หลิงเยว่กัดฟันโยนหินปราณออกไปอีกร้อยกว่าก้อนเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากขาวนวลการคงสภาพการกักพลังปราณเพื่อไม่ให้คนภายนอกรับรู้ถึงความผิดปกติ...กินพลังของนางไปกว่าครึ่งแล้วนางรีบหยิบโอสถฟื้นฟูพลังขึ้นมากลืนลงคออย่างไม่ลังเลสายตายังคงจับจ้องเจียงเฉินด้วยความเป็ห่วง ค่อนข้างสงสัยว่าเขากำลังทำอะไรกันแน่
ในที่สุดหลังจากสูบพลังจากหินปราณไปกว่าสามร้อยก้อน...
เจียงเฉินพลันลืมตาขึ้น!!
พลังปราณะเิออกจากร่างกาย เขารู้สึกเหลือเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นพลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ในร่างเขาตอนนี้ไม่ได้มาจากการที่เขาทะลวงเข้าสู่ขั้นรวมปราณแต่มาจากการฝึกร่างกายด้วยหมัดยุทธ์แท้
‘หรือว่า... นี่ก็คือพลังปราณกายาที่เป็ของผู้ที่ฝึกจนถึงขั้นร่างยุทธ์...ที่แท้ ขั้นขีดสุดของการหลอมร่างกายก็คือการทะลวงเข้าสู่ขั้น ‘ร่างยุทธ์’ งั้นเหรอ’
เขาค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ พลางสำรวจร่างกายลองใช้กระบวนท่าหมัดยุทธ์แท้ ดูเหมือนพลังที่ปลดปล่อยออกมาได้จะแข็งแกร่งกว่าเดิมมากอีกทั้ง... ยังสามารถอาศัยการเสริมพลังจากปราณกายา เพื่อเพิ่มพลังโจมตีหรือป้องกันได้
แม้ว่าตอนนี้เขาบรรลุขีดสุดของการหลอมกายแล้วแต่เจียงเฉินยังพบว่าตอนที่เขาฝึกหมัดยุทธ์แท้ ร่างกายของเขายังคงมีการตอบสนองร่างกายยังสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้เรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่เด่นชัดเท่าก่อนหน้านี้
‘หรือว่า... ยังคงมีขั้นที่เหนือกว่าขั้นขีดสุดอยู่กันนะ’ เจียงเฉินครุ่นคิด
หลังจากผ่านไปพักหนึ่งเจียงเฉินก็ออกจากภวังค์เขามองไปรอบ ๆ ก็พบกับหลิงเยว่ที่กำลังนั่งสมาธิฟื้นฟูพลังปราณอยู่
ครู่หนึ่งหลิงเยว่ก็ลืมตาขึ้น “เ้า... ทะลวงเข้าสู่ขั้นรวมปราณแล้วหรือ”
เจียงเฉินส่ายหน้า “ข้ายังไม่ได้ทะลวงยังคงอยู่ในระดับหลอมกาย... ทำไมเ้าออกมาฝึกฝนอยู่ตรงนี้ล่ะ หรือเ้าว่าคิดถึงข้า”
น่าแปลกที่ครั้งนี้หลิงเยว่ไม่ได้เขินอายไม่ได้หลบสายตาเขา นางกลับถามเขากลับว่า “เมื่อกี้เ้าไม่รู้เลยเหรอว่าทำอะไรลงไปบ้าง”
เจียงเฉินมองนางด้วยความสงสัย หลิงเยว่จริงเล่าเื่ทั้งหมดให้เจียงเฉินฟัง
...
“ขอบคุณ เยว่เอ๋อร์” หลังจากทราบเื่ทั้งหมดเขาก็เอ่ยขอบคุณนางหากไม่ได้นางช่วย ด้วยสภาพพลังปราณที่เบาบางขนาดนี้ เขาอาจจะฝึกร่างยุทธ์ไม่สำเร็จและอาจจะทำให้เป็ที่สังเกตได้
“อืม” หลิงเยว่ไม่ได้ปฏิเสธคำเรียก ‘เยว่เอ๋อร์’ ของเขาและก็ไม่ได้ถามต่อว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ในขณะที่นางกำลังจะกลับเข้าไปในเรือนเจียงเฉินพลันคว้ามือนางเอาไว้ “ข้าจะบอกเ้าว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ถ้ามันเป็ความลับเกี่ยวกับร่างกายของเ้าข้าเข้าใจ เ้าไม่ต้องบอกข้าหรอก” หลิงเยว่กล่าว
“ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก อีกอย่างเ้าเป็ภรรยาของข้าข้าไม่มีอะไรต้องปิดบังเ้าหรอก” หลังจากดึงหลิงเยว่กลับมานั่งข้าง ๆเขาก็เริ่มเล่าถึงสถานการณ์เมื่อครู่...
...
หลิงเยว่ยิ่งฟังยิ่งตกตะลึง “ร่างยุทธ์” ...นางมองเจียงเฉินอย่างเหลือเชื่อ
“ถูกต้อง ข้าคิดว่ามันควรจะเป็เช่นนั้น...แต่ข้าก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกันมากนัก” เจียงเฉินตอบ
หลิงเยว่คิดครู่หนึ่งจึงกล่าว “ตามตำราในสำนักของข้าหลายพันปีก่อนมีผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งที่เน้นการฝึกร่างกายเป็หลัก เรียกกันว่า ‘นักยุทธ์’ ร่างกายของพวกเขาแข็งแกร่งอย่างมาก ใน่ที่รุ่งโรจน์ที่สุดพวกเขามีแม้กระทั่งยอดฝีมือที่สามารถต่อสู้กับขั้นราชันได้อาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาคือร่างกายของพวกเขาเองและแทบจะครองอำนาจไปครึ่งหนึ่งของแดงเทียนหลิง ต่อมาเมื่อเต๋าในดินแดนเทียนหลิงพังทลายเกิดการรุกรานของเผ่ามาร ก็ได้พวกเขาช่วยแบกรับสถานการณ์ไว้ พวกเขาที่รบอยู่แนวหน้าเผชิญกับการต่อสู้ล้างผลาญสูญเสียกำลังรบไปมหาศาล ยอดฝีมือขั้นสูงสุดล้วนต่อสู้จนตัวตายสุดท้ายแม้ว่ามนุษย์จะชนะา แต่เหล่านักยุทธ์กลับไม่อาจฟื้นตัวได้ หลังจากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา ผู้ที่ฝึกได้ร่างยุทธ์แทบจะเป็ที่้าของสำนักต่าง ๆเนื่องจากพื้นฐานร่างกายของพวกเขาแข็งแกร่งถึงขีดสุดและมักจะเป็อัจฉริยะที่เป็ที่จับตามอง...”
เจียงเฉินฟังอย่างตั้งใจ เื่ราวเหล่านี้ไม่มีบันทึกไว้ในตำราธรรมดาทั่วไปทำให้เขาโหยหาคัมภีร์ต่าง ๆ มากขึ้น หน้าหนังสือสีทอง้าองค์ความรู้เพื่อเป็พื้นฐานให้เขาวิเคราะห์วิชาต่างๆ ...
และสิ่งเ่าั้หาไม่ได้จากเมืองหยุนเทียนแห่งนี้
เขาตัดสินใจแล้วว่าหลังจากหลิงเยว่กลับสำนักเขาก็จะออกจากเมืองหยุนเทียนด้วย
...
่บ่ายถึงเวลาที่จะต้องเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนเ้าเมือง
หลิงเทียนเรียกรวมเหล่ารุ่นเยาว์ของตระกูลหลิงพวกเขามีกันประมาณยี่สิบคน หลังจากเจียงเฉินกับหลิงเยว่มาถึงเสียงพูดคุยพลันเงียบลง
หลิงเฟิงเดินออกมาจากลุ่มคน “เยว่เอ๋อร์วันนี้พวกเราจะไปงานเลี้ยงจวนเ้าเมืองด้วยกัน พ่อข้าเตรียมของขวัญไว้มอบให้กับคุณชายเสิ่นหลินด้วยที่เขาเลื่อนขั้นเป็ขั้นแก่นพลังได้ให้ข้ากับเ้าไปมอบด้วยกัน”
เจียงเฉินเห็นดังนั้นก็ยิ้มมุมปาก ‘เ้าไม่เข้าใจเยว่เอ๋อร์ของข้าซะแล้ว’
ดังคาดหลิงเยว่ตอบโดยไม่คิดสักนิด “ไม่้า”เจียงเฉินแทบหลุดขำกลิ้ง แต่ก็ต้องเก็บอาการไว้ แต่ก็ยังอดไม่ไหวปล่อยพรืดอยู่สองสามรอบ
“เ้าขำอะไร ไอขยะแต่งเข้า”หลิงเฟิงโกรธจัด เจียงเฉินมันมีสิทธิ์อะไรมาหัวเราเยาะเขา
“วะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า...” เจิงเฉินทนไม่ไหวจนต้องปล่อยก๊าก“ขำที่อัจฉริยะอย่างเ้าพยายามไล่ตามภรรยาของข้า...”
หลังพูดจบสายตาของเจียงเฉินพลันเปลี่ยนเป็คมกริบจนหลิงเฟิงต้องถอยหลังไปสองก้าว
“จำไว้... นางคือภรรยาข้า หากเ้ายังไม่เปลี่ยนนิสัยข้าจะอัดเ้าให้เละ”ชั่วพริบตาเจียงเฉินเก็บพลังกดดันจากปราณกายากลับ แล้วจูงมือหลิงเยว่เดินไปทางรถม้า
หลิงเยว่มองเจียงเฉินด้วยความไม่พอใจที่เขาเอาเปรียบนางอีกแล้วแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเขา ‘คนเลว’
หลังเจียงเฉินกับหลิงเยว่ขึ้นรถม้าหลิงเฟิงก็ตื่นจากภวังค์ เมื่อครู่เขารู้สึกได้ถึงวิกฤตถึงตายจากตัวเจียงเฉินแต่ก็เพียงพริบตา ทำให้เขาถอยหลังไปสองก้าว น่าอายนัก!
ดวงตาของหลิงเฟิงกลายเป็เย็นเยียบเต็มไปด้วยจิตสังหาร ถ้าเขาไม่ฆ่าเจียงเฉินคงไม่อาจล้างความอัปยศได้...
“เมื่อมากันครบแล้ว เตรียมตัวออกเดินทาง”ก่อนที่หลิงเฟิงจะเดินเข้าไปที่รถม้าของเจียงเฉิน หลิงเทียนพลันปรากฏตัวและออกคำสั่ง
หลิงเฟิงจึงต้องหยุดเขามองรถม้าคันนั้นอย่างเ็า แล้วเดินไปขึ้นอีกคัน
หลิงเทียนกับซูหว่านเดินไปขึ้นรถคันแรกสุด... หลังจากขึ้นรถม้า ซูหว่านก็เอ่ยปาก “ท่านพี่วันนี้ไม่ว่าอย่างไร ท่านก็ต้องช่วยเฉินเอ๋อร์ของเรานะเ้าคะ”
“วางใจเถอะเขาไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็น... เมื่อครู่ที่ข้าไม่ปรากฏตัวเข้าไปห้ามเพราะ้าใช้หลิงเฟิงทดสอบเขาจากแววตาของเจียงเฉิน ข้าไม่เห็นความหวาดกลัวแม้เพียงเล็กน้อย น้องหญิง... เชื่อใจลูกเขยคนนี้ของเราเถอะ”
...
บนรถม้าอีกคัน หลิงเยว่ดึงมือออกจากเจียงเฉินนางอยากจะด่าเ้าคนฉวยโอกาสนี่สักที แต่คิดไม่ออกว่าจะด่าเขาอะไร
เจียงเฉินยิ้มมุมปาก “เยว่เอ๋อร์มือเ้านุ่มมาก ข้าขอจับบ่อย ๆ ได้หรือไม่”
หลิงเยว่กำลังจะสะบัดหน้าหนีแต่กลับยิ้มออกมาทันใด นางยื่นมือไปทางเจียงเฉิน
เจียงเฉินเห็นดังนั้นก็ดีใจ คว้าจับมือหลิงเยว่ไว้แต่ในชั่วพริบตาเขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
ความเ็ปส่งตรงมาจากมือข้างนั้นเขาพยายามดึงออกแต่มันไม่ขยับเลยสักนิด
“อ๊ากก” เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากรถม้าหลิงเยว่รีบปล่อยมือทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เสียงร้องดังมากจนหลิงเทียนและซูหว่านต้องลงมาดูเมื่อเปิดประตูรถม้าก็พบว่ามือของเจียงเฉินออกสีแดง ๆ
“เฉินเอ๋อร์ เป็อะไรรึ” หลิงเทียนถาม
“เก้าอี้มันหนีบมือข้าหน่ะขอรับ ไม่เป็อะไรแล้วขอรับท่านพ่อตาขอบคุณที่เป็ห่วง” เจียงเฉินพยายามเค้นรอยยิ้มตอบ
“โอ้... ดีที่ไม่เป็อะไรมาก เดินทางต่อ”หลิงเทียนพูดยิ้ม ๆ
“เยว่เอ๋อร์เ้าดูแลเฉินเอ๋อร์ดี ๆ ล่ะอย่าให้เขาเจ็บอีก” ซูหว่านพูด
“เ้าค่ะ ท่านแม่วางใจได้ข้าจะดูแลเขาอย่างดี” หลิงเยว่ตอบยิ้ม ๆ
ความกล้าของเจียงเฉินที่สะสมมานานพลันหายวับเขาได้แต่ยิ้มเก้อ ๆ ส่งพ่อตากับแม่ยาย
“ไม่มีอะไร... เดินทางต่อ”หลิงเทียนะโ ขบวนรถม้าตระกูลหลิงก็ออกเดินทางอีกครั้ง
...
จวนเ้าเมือง
วันนี้ประดับประดาไปด้วยดอกไม้สีต่าง ๆและของประดับตกแต่ง ในศาลารับแขกแปดเหลี่ยมริมสระน้ำอันกว้างขวาง มีโต๊ะประธานและโต๊ะแเื่ที่มางานกระจายอยู่ครบทุกมุม บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารคาวหวานหลายสิบชนิด
ตรงกลางของศาลาเป็พื้นที่ว่างขนาดใหญ่สำหรับการจัดเตรียมงานแสดงต่าง ๆ
แขกที่นั่งอยู่แต่ละมุมประกอบไปด้วยตระกูลใหญ่ทั้งสี่ตระกูลคือเจียง หลิง เฉิน และหวัง นอกจากคนจากตระกูลเหล่านี้แล้ว ยังมีแขกจากร้านค้าสมาคมเทียนหลิงและตระกูลระดับรองอื่น ๆ รวมทั้งสิ้นราวสามร้อยคน
เจียงเฉินกับหลิงเยว่นั่งอยู่ในมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยสะดุดตา
เขาคอยฟังเสียงพูดจากแขกที่มาร่วมพิธีข้างๆ เพื่อเข้าใจสถานการณ์ในจวนเ้าเมือง
“จวนเ้าเมืองไม่เคยจัดงานใหญ่ขนาดนี้ในรอบสิบปีที่ผ่านมา...เ้าว่าวันนี้จะมีอะไรพิเศษหรือไม่”
“ข้าได้ยินมาว่าคุณชายเสิ่นหลิงวันก่อนได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นแก่นพลังแล้ว...ไม่แน่ว่างานวันนี้จะจัดให้กับคุณชายน้อยด้วย”
“ข้าคิดว่าเ้าเมืองจะรับอนุคนใหม่”
“ปากเสีย!หากท่านหญิงได้ยินเข้าเ้ามีหวังได้เกิดใหม่แน่”
“ข้าแค่ล้อเล่น”
...
“ไอ้ขยะเจียงเฉิน มันอยู่ไหน!!” เสียงะโดังขึ้นจากทางเข้า กลบทุกเสียงจนเงียบสนิท!