หลี่เค่อพูดกับตัวเองเบาๆ ด้วยคำว่า "โลกแห่งสำนึก..."
"ท่านปรมาจารย์..." จางซิ่งรีบพูด เขา้ากล่าวอะไรบางอย่าง แต่ก่อนที่เขาจะกล่าวอะไรเป็คำได้ ตัวเขาและเหล่าคนของเขาต่างร่างนิ่งตัวสั่นแข็ง ในห้วงสำนึกคล้ายปรากฏภาพมารพระกาฬแหลกพิภพมาจากนรกโลกันต์ ร่างกายพวกมันใหญ่โต เรี่ยวแรงพวกมันมหาศาล ทุกคน้าที่จะหนีแต่ก็หนีไม่ได้ ร่างของพวกเขาถูกฉีกขาด แต่ตายก็ไม่อาจจะได้ ทรมานเหลือเกิน
สภาพเช่นนี้เกิดในภวังคจิตจนเหล่าผู้คนที่ตกอยู่ในโลกแห่งสำนึกของหลี่เค่อ พวกเขาต่างยืนร่างนิ่งแข็งสั่นสะท้าน บางคนอุจจาระปัสสาวะราด
เฉินรุ่ยฟางเอามือปิดปากอย่างประหลาดใจ แม้นางจะไม่เข้าใจภาพที่เกิดขึ้นก็ตาม
หลี่เค่อหลายวันมานี้แม้ตัวเขาไม่อาจจะฝึกฝนปราณและทำกายหลอมกายเช่นชาวยุทธ์ทั่วไปได้
แต่เขาก็ได้เริ่มฝึกฝนเวทย์อย่างจริงจัง ด้วยเคล็ดวิชาที่สมบูรณ์ ทำให้หลี่เค่อมีอำนาจจิตแข็งแกร่งมากขึ้น และสามารถใช้เวทย์บางส่วนในเคล็ดวิชา 'เวทย์ผนึกฟ้าดิน'
โดยเวทย์แรกสุดที่หลี่เค่อฝึกฝนมันมีชื่อว่า 'โลกแห่งสำนึก' มันจะพาผู้คนเข้าสู่ภาพหลอนในโลกแห่งสำนึก หากพวกเขามีจิตใจที่อ่อนแอ พวกเขาจะทรมานไม่ต่างกับตาย
แต่โลกแห่งสำนึกก็คือโลกแห่งสำนึก มันคล้ายเป็เพียงจินตภาพที่พวกเขาได้พบ
ส่วนร่างจริงของพวกเขานั้น ไม่ได้รับผลโดยตรง
ซึ่งหากพวกเขามีจิตเข้มแข็ง พวกเขาจะหลุดจากโลกแห่งสำนึกนี้ได้ไม่ยาก
แต่น่าเสียดายสำหรับคนเหล่านี้ จิตใจพวกเขาอ่อนแอกว่าโลกแห่งสำนึกของหลี่เค่อมากเกินไป
หลี่เค่อเดินช้าผ่านร่างผู้คนอย่างใจเย็น ทุกครั้งที่ผ่านร่างใด เขาเอามือแตะััร่างคนเหล่านี้เบาบาง แต่ทันทีที่เอามือออกจากร่าง ทุกคนต่างกระอักเื โลหิตทะลักแตกซ่าน ร่างชักก่อนจะสิ้นใจในอึดใจต่อมา
เฉินรุ่ยฟางเอามือปิดปากแน่นกว่าเดิม เธอกลัวจะกรีดร้องเพราะภาพที่เห็น
หลี่เค่อเดินผ่านร่างหญิงสาวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ในที่สุดก็มาถึงร่างจางซิ่ง
และเขาก็ไม่ต่างกับคนอื่นๆ
บางคนอาจจะคิด หลี่เค่อควรลงมือโเี้กว่านี้กับจางซิ่งให้สมกับความเลวทรามที่สามารถทำชั่วได้อย่างไม่คิด
แต่สำหรับหลี่เค่อ เขาฆ่าคนมามากมาย การฆ่าก็คือฆ่า เขาไม่ล้อเล่นกับผู้ใด สิ่งนี้คือความเมตตาเล็กๆ ต่อทุกชีวิตที่เขาฆ่า
ในมือหลี่เค่อกระถางเก้าิญญาปรากฏ ศพทั้งหมดลอยเข้ากระถางเก้าิญญา
เฉินรุ่ยฟางมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างตกตะลึงอีกครั้ง เหล่าศพม้วนเป็ลมหมุน ก่อนจะถูกกระถางเล็กๆ ดูดกลืนร่างกายไปจนหมด แม้เืสักหยดก็ไม่เหลือ
หลี่เค่อมองหญิงสาวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ร่างสั่นระริก อาจจะเพราะดวงตาเขาน่าหวาดกลัว นางจึงร่างสั่นสะท้านเช่นนี้ใช่หรือไม่
หลี่เค่อมองนางครู่หนึ่งแต่ไม่พูดอะไร
เขาไม่้าคำตอบใดๆ จากนาง คิดเช่นนี้หลี่เค่อ ก็หันหลังและเดินจากไป
ความแปลกใจเล็กๆ ของหลี่เค่อที่มีต่อหญิงสาวคนนี้คือ ในเวลาไม่กี่วัน ในผู้คนมากมายนับล้านทั่วมหานคร
หลี่เค่อพบนางอีกครั้ง และทุกครั้งที่พบ ดูเหมือนนางต้องพบเจอปัญหาที่แก้ไขได้ลำบาก ชีวิตนางช่างมีสีสัน
ใช่นั่นคือสิ่งที่หลี่เค่อคิด และมันก็มีเพียงเท่านี้
แต่ในขณะที่หลี่เค่อก้าวช้าเพื่อจะออกจากตรอกนี้ เพราะเขาตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมชมตลาดมืดนี้ที่เปิดเฉพาะ่ค่ำ การเดินผ่านตรอกนี้นับว่าเป็เื่บังเอิญจริงๆ
เสียงของเฉินรุ่ยฟางก็แผดดัง
"ท่านปรมาจารย์ได้โปรด ได้โปรดรับข้าเป็ศิษย์ด้วยเถอะค่ะ เฉินรุ่ยฟางของสาบานต่อให้ต้องเป็วัวเป็ควายให้ท่านใช้ต่างเท้า เฉินรุ่ยฟางผู้นี้ก็จะไม่ขอบ่นสักครั้ง แม้แต่ชีวิตปลิดปลงเพื่อท่านก็จะไม่กังวลแม้แต่น้อย เฉินรุ่ยฟางหวังว่าท่านปรมาจารย์จะเมตตาสั่งสอนข้า"
ค่ำคืนเงียบงัน สายตาหลี่เค่อพินิจร่างเล็กๆ ของเฉินรุ่ยฟาง
่เวลาสั้นๆ แต่กับเนิ่นนานสำหรับหญิงสาว
หลี่เค่อไม่พูดอะไรกับนาง เขาหันหลังให้นางและเดินต่อไป ในใจของหลี่เค่อไม่มีความคิดที่จะรับศิษย์แม้แต่น้อย โดยเฉพาะศิษย์หญิง
เขาเลือกจะใจร้าย แต่นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนาง หากหลี่เค่อ้าสั่งสอนใครสักคน คนผู้นั้นก็จะต้องมีบางอย่างที่พิเศษ โดยเฉพาะจิตใจ เส้นทางของหลี่เค่อเริ่มต้นจากความโดดเดี่ยว เ็ปและทรมาน
เขาไม่รู้ว่าหากเขาฝึกคนอื่นเช่นเดียวกับตัวเองผลสุดท้ายจะเป็อย่างไร
โลกใบนี้จะมีคนที่ตายด้านเ็าเช่นเขาเพิ่มอีกคนงั้นเหรอ
เช่นนั้นก็แย่แล้ว ไม่ว่าโลกไหนๆ ก็คงไม่้าคนเช่นนี้เพิ่มมาอีกคน
หากเป็ไปได้ หลี่เค่ออยากเห็นหญิงสาวร่างเล็กที่มีวาสนาต่อกันคนนี้มีชีวิตที่มีความสุขที่สามารถเดินยิ้มร่าใช้ชีวิตมีความสุขได้ทั้งวัน เช่นนั้นจึงเหมาะสมกับสตรีดีงามเช่นนาง
แต่หากนางเป็ศิษย์ของเขา เกรงว่า... นางจะมีแต่เ็ปและทนทรมาน
ดังนั้นหลี่เค่อเลือกที่จะปฏิเสธนางอย่างเด็ดขาด
แต่อาจจะเพราะหลี่เค่อไม่พูดอะไร
เฉินรุ่ยฟางรวบรวมความกล้า นางรีบไปเก็บขวานบิ่น กอดมันและเดินตามหลี่เค่อ
ทั้งสองเดินคู่กันในตรอกมืดหลายร้อยอึดใจ จนใกล้จะเข้าเส้นถนนใหญ่ เสียงเ็าของหลี่เค่อจึงปรากฏ
"หยุดตามเถอะ ข้าไม่คิดรับศิษย์..."
เฉินรุ่ยฟางกอดขวานบิ่นในมือของนางแน่น น้ำตาของนางรินไหล
หลี่เค่อแม้ตัวเขาไม่หันมอง แต่ในฐานะผู้มีพลังจิตมาก เขารับรู้อาการสั่นไหวจากร่างของนางได้อย่างดีเมื่อทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงสามก้าว
แต่แม้นางจะร่ำไห้อย่างไรหลี่เค่อก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ
เฉินรุ่ยฟางยืนอยู่ตรงนั้นอยู่นาน
มองร่างหลี่เค่อเดินลับสายตา ณ ถนนสายยาว
...
ชานเมืองใกล้เขตป่าเขา หลี่เค่อหยิบหน้ากากหนึ่งในห้าที่ดูสามัญและไร้ความทรงจำใดๆ ของป่าดำขึ้นมาสวมใส่ หน้ากากนี้มีลักษณะของ 'คนร่ำไห้'
หลี่เค่อเมื่อสวมมัน เขาก็เร่งฝีเท้า วิ่งก้าวได้ราวสองร้อยอึดใจก็มาถึงเขตเมืองเก่าที่มีแต่ซากปะละหักพัง ที่นี่คือเมืองที่ล่มสลายในอดีต ปัจจุบันมันคือตลาดมืดของมหานครต้นไม้แห่งชีวิต ในซากปะละหักพัง มีบ้านและอาคารสร้างอย่างเตี้ยๆ ไว้มากมาย สลับกับต้นไม้ที่ตนบดบังพวกมัน หากเหล่าผู้บ่มเพาะระดับสูงมองจาก้าคงเห็นพวกมันเป็แค่ป่าทึบธรรมดา
อาคารเหล่านี้อาจจะไม่สูงอะไร แต่อาคารทุกหลังกับมีห้องใต้ดิน
เมื่อมาถึงทางเข้าตลาดมืด มีชายร่างใหญ่สี่คนยืนคุ้มกัน พวกเขาสวมหน้ากากและผ้าคลุม แต่บนผ้าคลุมของทุกคนนั้นมีเข็มกลัดรูปต้นไม้ ซึ่งกลางต้นไม้นั้นมีรูปดาวและขีดเพื่อบอกเป็นัยว่าคนเหล่านี้ไม่ธรรมดา
เพราะแต่ละคนอย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็มีดาวสองดวงและขีดสี่ขีด ซึ่งแสดงถึงฐานะที่ไม่ธรรมดาของคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตูนี้อย่างดี
อย่างเป็ที่รู้กันว่าโลกใบนี้สิ่งที่หายากมากที่สุดอย่างหนึ่งคือเคล็ดวิชาที่สามารถฝึกได้ถึงระดับสมบูรณ์
ซึ่งเมื่อคนเหล่านี้ฝึกเคล็ดวิชาขั้น 'สมบูรณ์' ได้ สิ่งหนึ่งที่ต้องเตือนทุกคนเลยคือคนเหล่านี้มีที่มาไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
และต้นไม้ใหญ่ที่ตราสัญลักษณ์นั้นก็บอกเป็นัยๆ แล้วว่าตลาดมืดแห่งนี้ได้การรับอนุญาตจากใครถึงตั้งอยู่ได้
'คนเหล่านี้น่าเป็เหล่าศิษย์ของ "ตำหนักพฤกษชาติมิวางวาย" ไม่แปลกที่ไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาที่นี่ ทุกโลกก็คงเป็แบบนี้ ต่างก็ต้องใช้เส้นสายหากิน ตลาดมืดแห่งนี้ไม่แคล้วเป็ของาุโท่านใดท่านหนึ่งของตำหนักพฤกษชาติมิวางวายแน่นอน'
หลี่เค่อไม่พูดมากเขาทำตามธรรมเนียม โยนหินปราณสี่ก้อนให้คนเฝ้าประตูคนละก้อน
ก่อนจะเดินเข้าตลาดมืด
คนตำหนักพฤกษชาติมิวางวายพวกเขาหากินกันง่ายๆ แบบนี้