บทที่ 13
แก่นแท้ของดราม่า
จริงๆแล้วอู๋ตี้นั้นไม่ได้ขอให้ผู้จัดการสาวสวยนั้นมาเปิดประตูรถให้เขา แต่ด้วยพื้นที่ด้านหลังของรถมาเซราตินั้นค่อนข้างจะอึดอัดสำหรับเขาไม่น้อยเลย และมันทำให้เขาติดอยู่ในนั้นไปครู่หนึ่ง
นี่มันน่าอายมากๆ เอ้อซีซีนั้นลงไปจากรถแล้ว แต่เขายังติดอยู่ด้านหลังแบบนี้
หลังจากที่ผู้จัดการสาวเห็น เธอก็รีบเข้ามาช่วยเปิดประตูและร่างของอู๋ตี้ที่ถูกบีบไว้หลังรถก็ค่อยๆออกมาจนได้
ทันทีที่เขาออกจากรถได้ เขาก็ตกเป็เป้าสายตาของผู้คนที่อยู่ละแวกนั้นทุกคนโดยไม่คาดคิด
เมื่อทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว ผู้จัดการสาวก็โค้งให้เขาอีกหลายครั้งเช่นเดียวกับที่กล่าวขอโทษอีกหลายครั้งก่อนจะขับรถออกไป
สิ้นเสียงมาเซราติคันงาม ความเงียบที่ไม่เงียบก็สะกดทุกสายตาไว้ที่อู๋ตี้และเอ้อซีซี
“นี่ฉันฝันไปหรือเปล่า? ไอ้อ้วนนั่นมันเด็กมหาลัยเราไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ดิ ฉันก็จำได้ ได้ยินมาว่าน้ำหนักตัวเ้านั่นเมื่อตอนทดสอบสมรรถภาพน่ะมากกว่า 150 อีกนะ!”
“อ่า ใช่ๆๆ อย่างที่นายพูดเลย ฉันเองก็พอจะจำได้ละ รู้สึกจะมาจากแผนกบัญชี ว่าแต่หมอนั่นชื่อไรนะ?”
“แม่เ้าโว้ยยย ฉันไม่คิดเลยว่าไอ้อ้วนนั่นจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ถึงกับต้องมีสาวสวยขับรถมาส่งที่มหาลัยเลย หึ่ย! ผู้คนนี่มันตัดสินกันจากภายนอกไม่ได้จริงๆ!”
….
หัวข้อมากมายถูกเอามาพูดคุยกัน และเสียงกระซิบพวกนั้นก็ทำให้อู๋ตี้รู้สึกเขินอายไม่น้อย
เอาเข้าจริงตัวเขานั้นก็แอบมีชื่อเสียงอยู่ภายในนี้มานานแล้ว แต่ไม่ใช่ในทางที่ดี หากแต่เป็เื่อ้วนต่างหาก
เพราะตัวเขานั้นเคยมีน้ำหนักถึง 150 กิโลกรัม นั่นทำให้ไม่ว่าจะไปที่ไหน เขาก็จะตกเป็เป้าสายตาได้ไม่ยาก
อู๋ตี้และเอ้อซีซีรีบหลบความชุลมุนวุ่นวายเ่าั้เข้าไปในมหาลัย เพราะมันก็ไม่สะดวกสักเท่าไหร่ถ้าต้องถูกจ้องมองและซุบซิบโดยคนจำนวนมาก
ทั้งสองวิ่งเหยาะมาตลอดทางจนถึงตรงกลางระหว่างหอพักชายและหญิงแล้วจึงค่อยหยุดลง พวกเขามองหน้ากันก่อนจะต่างฝ่ายต่างหัวเราะออกมา
“ดูเหมือนว่านายจะมีไฟในการลดน้ำหนักในอนาคตแล้วนะ หรือว่าอยากจะเป็เป้าสายตาต่อไปกันนะ~” เอ้อซีซีพูดด้วยรอยยิ้ม
อู๋ตี้เองก็เกาหัวและพูดด้วยรอยยิ้มเหมือนกัน “อ่า ใช่แล้ว ถึงเวลาที่ต้องลดน้ำหนักแล้วล่ะ ไม่ต้องกังวลนะ ฉันมีไฟแล้ว!”
ทั้งสองเอ่ยคำลากันก่อนที่ต่างฝ่ายจะแยกกันกลับหอส่วนของตัวเองไป
ในตอนนี้หวังเฉาผู้เป็เพื่อนร่วมห้องของเขานั้นยังไม่กลับมา ดูเหมือนว่าพวกเขาจะออกไปเล่นเกมกันที่อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ทั้งวันทั้งคืนอีกแล้ว แต่นั่นแหละดี อู๋ตี้จะได้มีเวลาให้กับความสุขของตัวเองคนเดียวเสียที
เมื่อคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ นอกจากจะมีความสุขที่ได้เป็เพื่อนกับเอ้อซีซีแล้ว เขายังได้รับรู้ถึงความสุขที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจอีก
และต้นเหตุของความสุขนั้นก็ไม่ใช่อะไร แต่คือซูหลี่เหยานั่นแหละ เนื่องจากวันนี้เป็ครั้งแรกในชีวิตเลยที่เขากล้าใช้กำลังขัดขืนอย่างจริงจัง และเขารู้สึกดีมากๆ
โดยเฉพาะตอนที่เขาและเอ้อซีซีอยู่ในห้องส่วนตัวในขณะที่ซูหลี่เหยาได้แค่มองจากหน้าต่างไกลๆ โดยอู๋ตี้เองก็รับรู้ถึงสายตานั้นตลอด
สีหน้าของเธอนั้นดูสับสนและแฝงด้วยความรู้สึกมากมายอยู่ภายในนั้น
เธอเสียใจหรือเปล่านะ? หรือกำลังอับอาย?
แต่ไม่ว่าจะอะไรก็ไม่สำคัญกับอู๋ตี้ทั้งนั้น เพราะเขานั้นสามารถเอาซูหลี่เหยาออกจากใจได้อย่างหมดจดแล้ว
เขาได้เข้าใจแล้วในวันนี้ว่าผู้หญิงอย่างซูหลี่เหยานั้นเป็พวกที่หน้าตากับจิตใจต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งมันไม่มีค่าอะไรเลยที่เขาแอบรักเธอมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมานี้
จากวันนี้เป็ต้นไป เขาและเธอไม่มีอะไรต่อกันอีกแล้ว และเขาตัดสินใจแล้วว่าวันจันทร์ที่จะถึงนี้ เขาจะไปบอกอาจารย์ว่าจะขอย้ายที่ไปให้ไกลๆจากซูหลี่เหยาเสียที
อีกฟากหนึ่ง เมื่อซูหลี่เหยากลับมาถึงหอพักของเธอแล้ว สิ่งแรกที่เธอคิดคืออยากจะถามเกี่ยวกับหญิงสาวคนนั้น
และหญิงสาวคนนั้นที่ว่าก็ไม่ใช่ใครแต่คือ เอ้อซีซี นั่นเอง
ด้วยความที่ซูหลี่เหยานั้นเป็รุ่นพี่ และเธอมักจะมีเื่รักๆใคร่ๆกับพวกลูกคนรวยมาก่อนอยู่แล้ว เพราะงั้นเธอเองจึงรู้จักคนมากมายอยู่ซึ่งในบรรดาคนที่เธอรู้จักนั้น ก็มีฝ่ายเสนาธิการของสภานักศึกษาอยู่ด้วย นี่เป็ข้อดีที่ได้เปรียบของเธอจริงๆ
ไม่นานนัก เธอก็สืบเสาะจนได้เื่ของเอ้อซีซีมา
เวลา 3 ทุ่มครึ่ง ครึ่งชั่วโมงหลังจากที่หอนั้นปิดประตูหลักแล้ว ในตอนนั้นเอง ที่ห้องบนหอหญิงชั้น 3 ก็เกิดเสียงกดกริ่งดังขึ้น
“ใครมันช่างมารบกวน่ดึกแบบนี้นะ!” หญิงสาวอารมณ์ร้อนที่นอนอยู่บนเตียงซึ่งกำลังเล่นเกมอยู่เอ่ยขึ้น
“เอ้อซีซี พวกเรากำลังยุ่ง ถ้ายังไงเธอช่วยไปเปิดประตูที” หญิงสาวอีกคนที่กำลังเล่นเกมอยู่เหมือนกันพูดโดยที่หัวเธอไม่ละตาออกมาจากเกมซะด้วยซ้ำ
ภายในห้องนั้น มีเพียงเอ้อซีซีเท่านั้นที่นั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังมองไปยังสมุดจดพร้อมๆกับเรียนด้วยตัวเองไปด้วยขณะที่คนอื่นนั้นกำลังนอนทอดยาวบนเตียงและเล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือกันอยู่
ภาพนี้ไม่ค่อยต่างอะไรกับทางฟากของอู๋ตี้เสียเท่าไหร่ เพียงแค่คนที่แยกตัวออกมาแทนที่ด้วยเอ้อซีซีเท่านั้น
เอ้อซีซีนั้นไม่ได้ใส่ใจอะไร เธอวางสมุดลงและเดินไปเปิดประตูให้
ทันทีที่ประตูเปิดออก ใบหน้าที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
“อ๊ะ เธอ! ผู้หญิงที่เจอที่ภัตตาคารวันนี้นี่!”
เอ้อซีซีตกจมากๆนั่นเพราะว่าผู้ที่อยู่อีกฟากของประตูนั้นก็คือซูหลี่เหยานั่นเอง!
เธอและซูหลี่เหยามีความทรงจำครั้งแรกร่วมกันไม่ดีเสียเท่าไหร่ เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง เธอก็ได้เห็นความเ้าเล่ห์ของซูหลี่เหยาแล้ว และตอนนี้คนคนนั้นดันมาอยู่หน้าประตูห้องเธออีก ไม่แปลกใจเลยถ้าเธอจะเกิดอาการกลัวขึ้นมา
ระหว่างนั้นเอง ซูหลี่เหยานั้นก็อยู่คนละฝั่งกับเอ้อซีซีมาตลอดวันเหมือนกัน แต่เธอก็แสดงออกถึงรอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้า “คุณซีซี จริงๆแล้วเื่ที่เกิดขึ้นที่ภัตตาคารมิคกี้เวสเทิร์นนั้นเป็เื่เข้าใจผิดน่ะ ถ้ายังไงช่วยออกมากับฉันสักครู่ได้ไหม? พอดีว่ามีเื่จะถามนิดหน่อย”
คงจะพูดได้เต็มปากเลยว่าซูหลี่เหยานั้นเป็คนที่มีความสามารถคนหนึ่งเลย ทั้งๆที่เมื่อตอนที่อยู่ภัตตาคารมิคกี้เวสเทิร์นนั้นเธอยังเหยียดหยามเอ้อซีซีอยู่เลย แต่ในตอนนี้กลับสามารถปั้นยิ้มออกมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
อย่างไรก็ตาม เอ้อซีซีนั้นยังคงหวาดกลัวเธออยู่ เพราะงั้นเธอจึงไม่กล้าสู้หน้าตรงๆและพูดอย่างขี้อายออกไป “ถ้ามีอะไรจะรู้ก็ถามมาเลยสิ ฉันจะได้บอกว่าฉันรู้หรือไม่รู้”
ซูหลี่เหยามองเข้าไปภายในห้อง ซึ่งเป็จังหวะเดียวกับที่เพื่อนร่วมห้องของเอ้อซีซีเองก็มองกลับไปยังเธอด้วย มันทำให้เธอดูรีบร้อนขึ้นมาและคว้าแขนของเอ้อซีซี่ไว้ด้วยท่าทีตุ้งติ้งทันที
“น่า คุณซีซี ออกมากับฉันสักประเดี๋ยว เื่ที่ฉันอยากจะถามเธอนี้มันสำคัญมากจริงๆนะ วางใจได้เลย ไม่กินเวลามากหรอก ทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้นเร็วๆนี้”
เอ้อซีซีที่โดนจับแขนไว้นั้นไม่สามารถปฏิเสธได้ ถึงแม้ว่าเธอจะยังคงเขินอายอยู่ แต่เธอก็ทำได้แค่ตามซูหลี่เหยาไปยังมุมมุมหนึ่งที่ค่อนข้างจะเงียบสงบ
“จ-จะถามอะไรก็ถามสิ ฉันจะได้กลับไปอ่านหนังสือต่อ...” เอ้อซีซีเริ่มจะกังวลขึ้นมานิดหน่อยแล้ว
ซูหลี่เหยาจับมือของอีกฝ่ายไว้ สีหน้าของเธอเปลี่ยนมาแสดงความโศกเศร้าในทันที เธอร้องไห้ราวกับเธอกำลังจะพูดเื่ที่เก็บไว้ในใจให้กับเพื่อนสนิทของเธอฟัง
“คุณซีซี เธอรู้อะไรไหม? จริงๆแล้ว อู๋ตี้กับฉันนั้นเคยเป็แฟนกันมาก่อน พวกเราน่ะเรียนวิชาเดียวกันมาโดยตลอด ที่ผ่านมาเขาดีกับฉันมากๆ แถมยังดูแลฉันดีไปเสียทุกอย่างด้วย เขาช่วยสอนการบ้านให้ฉัน แถมยังไปขออาจารย์มานั่งโต๊ะเดียวกับฉันเพื่อจะได้ช่วยสอนฉันเวลาฉันไม่เข้าใจอีกด้วย เขาทนอารมณ์เหวี่ยงๆเล็กๆน้อยๆของฉันรวมถึงคอยทนอารมณ์โกรธของฉันอีกด้วย พวกเราน่ะดีต่อกันมาโดยตลอด”
การที่จะไปถึงจุดมุ่งหมายนั้น ซูหลี่เหยากล้าที่พูดว่าเธอและอู๋ตี้นั้นเคยเป็แฟนกันมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามเธอนั้นเล่นละครเก่ง ดวงตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยน้ำตาซึ่งนั่นทำให้เอ้อซีซีเชื่อหมดใจเลย
“ล-แล้วทำไมวันนี้เธอถึงทำแบบนั้นล่ะ?”
ได้ยินคำถามของเอ้อซีซี ซูหลี่เหยาก็แสยะยิ้มออกมาแต่มันยากที่จะสังเกตเห็นพร้อมกับพูดในใจ : ติดกับฉันล่ะ!
จากนั้นเธอก็พูดด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองออกมาจากลึกๆในใจ “ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงเป็แบบนั้น ตลอด 3 ปีที่ผ่านมานั้นฉันไม่เคยสนใจรูปลักษณ์ของเขาเลย ฉันไม่สนด้วยซ้ำว่าเขาจะมีเงินหรือไม่มีเงิน มันคือความเต็มใจของฉัน ฉันเต็มใจที่จะอยู่กับเขา พวกลูกคนรวยที่เข้ามาหาฉันพวกนั้นเองฉันก็ไม่ได้สนใจ ฉันน่ะอยากจะทำงานกับเขาในอนาคตด้วยนะ”
“แต่วันนี้ อู๋ตี้เปลี่ยนไป เขาแปลกไปมากๆขนาดที่เลิกกับฉันด้วย ฉันเสียใจมากๆ ฉันเผลอลงไม้ลงมือกับเขาเพราะถูกกระตุ้น...แต่หลังจากที่ลงมือไปแล้ว ฉันก็รู้สึกเศร้าและเสียใจกับการกระทำดังกล่าว นั่นก็เพราะว่าฉันรักเขามากๆ ต่อให้เขาจะเลิกกับฉันแล้ว ฉันก็ยังรักเขา! ฮือออออออออออ”
ซูหลี่เหยานั้นเปลี่ยนเื่ทั้งหมดจากดำเป็ขาวเลย ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังสามารถแสดงความจริงใจและอ่อนโยนออกมาได้อย่างเปี่ยมล้นอีกด้วย ทำไมไม่ไปเป็นักแสดงนะ…
เมื่อเห็นว่าซูหลี่เหยาร้องไห้ออกมา มันก็ยิ่งทำให้หัวใจของเอ้อซีซีอ่อนไหวกว่าเดิมอีก เธอคนนี้ใจดีและเชื่อคนง่ายเกินไป เธอถูกโน้มน้าวด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำเสียแล้ว
“อู๋ตี้เป็คนอย่างนั้นเหรอ? แล้วเธออยากจะทำอะไรกันแน่...”
“คุณซีซี จริงๆแล้วฉันน่ะเป็ห่วงอู๋ตี้มาโดยตลอดเลยนะ เพราะว่าฉันมีใจให้เขามาตลอด ฉันเลยอยากจะถามเธอหน่อยน่ะว่าทำไมจู่ๆเขาถึงกลายมาเป็คนรวยได้ ตลอดที่ผ่านมานั้น ฉันรู้ว่าเขาทำได้แค่กินอาหารแย่ๆที่โรงอาหารมหาลัยเท่านั้น ฉันมั่นใจว่าถ้าไม่ใช่เพราะอะไรบางอย่างเขาคงไม่สามารถไปกินอาหารในภัตตาคารมิคกี้เวสเทิร์นได้แน่ๆ”
หลังจากที่ซูหลี่เหยาพูดจบ เธอก็จับจ้องไปที่เอ้อซีซีอย่างไม่วางตาเลย ราวกับว่าเธอกำลังกังวลและเกรงกลัวว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรออกมาต่อจากนี้
“เอ่อ...” เอ้อซีซีลังเลอยู่นิดหน่อย นั่นเพราะว่าเธอรู้สึกว่ามันคงไม่ดีเสียเท่าไหร่ถ้าจะเอาความลับของอู๋ตี้ที่ถูกรางวัลมาพูด
หากแต่เธอคิดว่าในเมื่อซูหลี่เหยานั้นเป็แฟนเก่าของอู๋ตี้แล้ว และเธอดูเหมือนจะเป็ห่วงเื่ของอู๋ตี้จริงๆด้วย ในท้ายสุดแล้วเธอจึงพูดออกไป
“อา...ที่จริงอู๋ตี้ถูกรางวัลน่ะ...”