“เมื่อค่ายถูกทำลายแล้ว เราจะมุ่งหน้าสู่เมืองเฮ่อซุนของพวกมัน ยึดครองตั้งหลักปักฐานให้เรียบร้อยเสีย ฮึ! เมื่อถึงตอนนั้น เราจะมีอาหารให้กินทุกวันไม่ขาดสาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
สัตว์อสูรที่อสูรอีกาเรียกว่าพี่ใหญ่ตัวนั้น หัวเราะลั้นออกมา
“พี่ใหญ่พยัคฆ์แดง แล้วข้าต้องคอยจับตาดูพวกมันอีกนานแค่ไหนกันล่ะพี่ใหญ่ ข้านี่หิวกระหายอยากจะกัดกินพวกมันไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูกเต็มทนแล้ว”
“อืม…ถ้าในหนึ่งเดือนแล้วที่ค่ายพวกมนุษย์ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พวกเราจะยกทัพออก ตีค่ายพวกมันให้สิ้นเสียตอนนั้น..”
"ในหนึ่งเดือน…แล้วในหนึ่งเดือนนี่ มันนานไหมพี่ใหญ่"
“…..เอ่อ…ก็…ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ข้าเคยได้ยินพวกมนุษย์มันพูดกัน จำได้ว่า…เห้ย! พวกเจ้าน่ะ เข้ามานี่หน่อย ยื่นนิ้วมือออกมาด้วย!”
สัตว์อสูรลิงยักษ์ มองหน้ากันสักพักก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปหาพยัคฆ์แดงกันเป็นฝูง ยื่นหิ้วมือของพวกมันออกมา มองหน้ากันคล้ายสับสน
ฮุ ฮุ ฮุ
"เงียบก่อน! ข้ากำลังจะเริ่มนับ 1…2..3..4..29..30 ใช่แล้ว! สามสิบวัน หนึ่งเดือนหมายถึงสามสิบวัน ข้านี่มันช่างฉลาดเสียจริง นี่ขนาดแค่แอบฟังผ่านๆนะเนี้ย ฮ่า ฮ่า ฮ่า! "
ฮุ ฮุ ฮุ
เหล่าอสูรลิงยักษ์ เมื่อพวกมันเห็นว่า พีใหญ่มันหัวเราะลั่น ถึงจะไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด แต่พวกมันก็ยังคงร้องออกมาอย่างดีใจร่วมกันกับพยัคฆ์แดงลูกพี่ของพวกมัน
“พี่ใหญ่ ตั้งแต่ท่านเปิดภูมิปัญญาได้ ก็เป็นท่านเนี้ยแหละที่ฉลาดที่สุดแล้ว ข้าว่าพวกมนุษย์บางคนยังไม่ฉลาดเท่าท่านเลยด้วยซ้ำไป ฮุ๊ ฮุ๊ ฮุ๊ ”
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าอย่าได้เอาความจริงๆมาพูดเล่น เอาล่ะ… เจ้าอสูรกระทิง เข้ามานี่เร็วเข้า!"
พยัคฆ์แดงกล่าวออกมา พร้อมกับหันหน้าไปเรียกลูกน้องของตน พบเห็นว่า อสูรกระทิงที่ยืนขาสองข้าง รูปร่างคล้ายมนุษย์ ตัวสีน้ำตาลทั้งตัว กำลังต่อยภูเขายักษ์เล่นอยู่
ตึง ตึง ตึง
“โอ้วว พี่ใหญ่ ท่านเรียกข้างั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินเสียงพยัคฆ์แดงตะโกนเรียกขึ้น เจ้าสัตว์อสูรกระทิงก็รีบวิ่งไปหาอย่างว่องไว
“เจ้าไปบอกพวกอสูรตัวอื่นๆให้เตรียมพร้อมยกทัพในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า พวกเราจะยกทัพตีค่ายพวกมนุษย์ไม่ให้เหลือ”
“รับทราบพี่ใหญ่! เอ่อ..แล้วหนึ่งเดือนมัน นานเท่าใดเล่า?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ขนาดเปิดภูมิปัญญากันแล้ว ก็ยังโง่เขลาเหมือนเดิม เจ้าฟังให้ดี หนึ่งเดือนมันก็เท่ากับสามสิบวันอย่างไรล่ะ จำเอาไว้ให้ดี”
สัตว์อสูรกระทิงได้ฟังเช่นนั้นก็ยังคงเกาหัว กล่าวออกมาอีกครั้ง
“สามสิบวัน? แล้วสามสิบวันมันคือนานเท่าใดงั้นหรือพี่ใหญ่…”
อสูรอีกายักษ์บินร่อนลงมาจากบนท้องฟ้า ตะคอกใส่เจ้าอสูรกระทิงในทันที
"เจ้ากระทิงโง่เง่า! แค่นี้เจ้าก็ไม่รู้เรอะ! สามสิบวัน..มันก็..เอ่อ..พี่ใหญ่..มันก็นานเท่าไหร่นะ"
อสูรอีกายักษ์ หันหน้าไปถามพยัคฆ์แดง พี่ใหญ่ของพวกมัน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ง่ายมาก! ถ้าข้าจำไม่ผิดก็…เอ่อ…พระอาทิตย์ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า หกสิบรอบ ยังไงล่ะ!”
พยัคฆ์แดงกล่าวตอบออกมาด้วยความมั่นที่เปี่ยมล้น
เจ้ากระทิงยิ่งได้ฟังก็ยิ่งเกาหัว กล่าวออกมา
“พี่ใหญ่…แล้วมันนานเท่าไหร่กันเล่า ข้า งง ไปหมดแล้ว”
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าต้องไม่รู้กัน ข้าได้คิดแผนการเอาไว้แล้ว เด๋วพอรุ่งเช้านะ! เจ้าไปจับพวกอสูรลิงพวกนี้เข้าไปในกรงหนึ่งตัว พอรุ่งเช้าวันถัดไป ก็จับใส่เข้าไปอีกหนึ่งตัว จนครบอย่างไรล่ะ!!"
“พี่ใหญ่ ฉลาดล้ำเลิศ”
“พี่ใหญ่ ฉลาดล้ำเลิศ”
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ธรรมดาอยู่แล้ว!! ไปเถอะ! ไปเตรียมตัวกัน อีกหนึ่งเดือนเราจะยกทัพสังหารพวกมัน ฆ่าไม่ให้มีเหลือ"
ณ หุบเขาผู้พิทักษ์ ตำหนักที่พัก ฉินอิน
เอี๊ยดดด
ฉินอินเดินออกมาจากห้องฝึกยุทธ์ในยามเช้า หลังจากที่ไม่ได้ออกมาจากห้องหลายวัน เดินตรงไปยังลานประลอง
ฉินอินหลับตาสูดหายใจเข้าลึกสบัดมือเล็กน้อย ปรากฎหอกสีขาวยาวขึ้นมาอยู่บนมือของฉินอิน ฉินอินร่ายรำเพลงหอกของตนต่อสู้กับอากาศโดยรอบ
ฟรึบ ฟรึบ
เฟี้ยว เฟี้ยว
ฮ่าา
บูมมม
พื้นประลองกลายเป็นหลุมลึก ฉินอินหยุดใช้เพลงหอกของตน ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกและถอนออกมา
เห้อออ
“ยัง..ยังไม่พอ เพียงแค่นี้…ข้ายังไม่สามารถที่จะปกป้องชีวิตของข้าได้อยู่ดี”
ฉินอินถอนหายใจ บ่นอุทานออกมาด้วยใบหน้าที่ดูทนทุกข์
"องษ์ชาย ข้าน้อยขอแสดงความยินดีด้วย จากเมืองหลวงมาไม่กี่เดือน ก็สำเร็จขอบเขตสะสมเต๋าขั้นที่3เสียแล้ว อีกหน่อยคงไม่ต้องการข้าน้อยอีกแล้ว…"
กานผิงสวมชุดคลุมหัวมิดชิด เดินเข้ามาคารวะ กล่าวออกมา
“เห้ออ พอเถอะ! เจ้าไม่ต้องมายกยอข้าหรอก….ข้ารู้จักตัวเองดีกว่าผู้ใด เจ้าออกไปสืบข่าวข้างนอกมาเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินอินไม่รู้สึกดีใจกับคำชมแม้แต่น้อย เหมือนเคยชินเสียแล้ว เก็บอาวุธคู่ใจ เดินทางออกจากลานประลอง
กานผิงเดินตาม เงียบไปสักพักก่อนที่จะกล่าวออกมาเสียงเบา
"องษ์ชาย…ตอนนี้พวกนั้นรู้แล้วว่าพวกเราหลบหนีออกมาอยู่ในที่แห่งนี้ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นจะเห็นหัวสำนักพิทักษ์ธรรมหรือไม่ ต่อให้เป็นเช่นนั้น ออกจากสำนักเมื่อไหร่…ก็เกรงว่าคงยากที่จะรักษาชีวิตเอาไว้"
“งั้นหรือ…แล้วเรื่องสมาคมสังหารล่ะ”
ฉินอินยิ่งได้ฟังก็ยิ่งปวดใจ ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องกล่าว
"เรียนองษ์ชาย…ตอนนี้สมาคมลอบสังหาร กำลังเพิ่มอิทธิพลของตนเองอย่างต่อเนื่อง เกรงว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ยักษ์ใหญ่ของแผ่นดินต้าเชียง ก็คงต้องมีก้มหน้าลงมามองบ้างแล้ว…และข้าน้อยยังมีข่าวเกี่ยวกับสมาคมนี้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง…"
"ว่าต่อ…"
"องษ์ชายคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับ เรื่องการค้าขายอาวุธตี้อีใช่หรือไม่ ข้าน้อยทราบแล้วว่าผู้ที่นำอาวุธพวกนี้ไปขายมีความเกี่ยวข้องกับสมาคมลอบสังหารอย่างแน่นอน กลุ่มคนที่เอามาขายก่อนหน้านี้ ได้ทำงานผิดพลาดเผยพิรุธตัวเองออกมา ถึงทางสมาคมจะออกหน้ารับว่ามาจากพวกตนเองก็ตาม แต่ข้าน้อยเชื่อว่ามีไม่น้อยที่คิดต่างกันออกไป"
ฉินอินเมื่อได้ฟังก็รู้สึกสนใจขึ้นมาในทันที หยุดเดินหันหน้ากลับมากล่าวถาม
“กลุ่มคนพวกนั้นเป็นใคร?”
"อ่ออ เรียนองษ์ชาย ข้าน้อยก็ยังไม่มั่นใจแน่ชัดนัก แต่ตามที่ข่าวสารได้บอกมา เส้นทางที่พวกนั้นเริ่มกระจายสินค้ากันนั้น ถึงจะเดินทางแยกย้ายกันไปตามจุดต่างๆก็ตาม…แต่ก็ยังมีจุดที่เดินทางมาบรรจบกันอยู่"
“ที่ใด?”
กานผิง สบัดมือ เอาแผนที่ออกมาจากแหวนมิติคลี่แผนที่ออกมา กล่าวต่ออีกครั้ง
"อยู่ที่แถบชายแดนใกล้แผ่นดินเซี่ย…เมืองกวางตุง"
"เมืองกวางตุง…"
ฉินอินได้ยินเช่นนั้น ภายในหัวก็เริ่มคิดทำงานอย่างรวดเร็ว เมืองกวางตุง….อาวุธตี้อี…สมาคมสังหาร…เซี่ยวเย่…
'ตระกูลเซียว!!!'
ฉินอินหลับตาครุ่นคิดสักพัก ก่อนที่จะลืมตายิ้มกล่าวออกมา
“เจ้าลงทุนทำถึงขนาดนี้..ที่เจ้าพูดเมื่อคราวนั้นคงจะไม่ได้กำลังล้อข้าเล่นจริงๆซินะ……กานผิงข่าวเรื่องนี้เป็นความลับมากมายเพียงใด”
"เรียนองษ์ชาย…ข่าวนี้ สายของเราก็ได้รับฟังจากผู้อื่นมาอีกทีเช่นกัน ไม่ได้เป็นความลับมากมายนัก ผู้อื่นก็อาจทราบได้เช่นเดียวกัน"
ถึงกานผิงจะไม่ทราบเรื่องที่องษ์ชายกล่าวออกมาเมื่อครู่นั้นหมายถึงใคร แต่ก็ไม่ได้คิดสงสัยให้มากมาย กล่าวตอบองษ์ชายต่อไปทั้งอย่างนั้น
“กานผิง ความฝันสูงสุดในชีวิตของเจ้าคืออะไรอย่างนั้นหรือ?”
ฉินอินหยุดเดิน ก่อนที่จะเหม่อลอยมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆ
กานผิงเมื่อได้ฟังเช่นนั้น ก็เกิดแปลกใจขึ้นมาทันที ตัดสินใจกล่าวออกมาในสิ่งที่ตนเฝ้าฝันเอาไว้มาตลอด
“เรียนองษ์ชาย ไม่ต้องคิดให้มากความเลย ความฝันสูงสุดในชีวิตของข้าน้อยคือการได้เห็นองษ์ชาย ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ของแผ่นดินนี้ เมื่อได้เป็นเช่นนั้นแล้ว กานผิงก็นอนตายตาหลับได้แล้ว”
"เป็นกษัตริย์?…..เจ้าหมายถึงให้ข้าเป็นเพียงแค่ผู้ที่ถูกควบคุมเอาไว้แบบท่านพ่อของข้า เป็นเจ้าของแผ่นดินที่เล็กจ้อย อยู่เป็นกบในกะลาไปชั่วชีวิตอย่างนั้นหรือ"
"ข-ข้าน้อย! มิกล้า! ข้าน้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้น ขอองษ์ชายทรงอภัยด้วย"
กานผิงรู้สึกได้ว่าตนเองกล่าวผิดไปอย่างมหันต์ รีบคุกเข้า กล่าวขอโทษออกมายกใหญ่
"เห้ออ ลุกขึ้นเถอะ…เมื่อก่อนข้ายอมรับว่าข้าอยากเป็นแบบนั้นจริงๆ….แต่นั่นก็เพื่อจะรักษาชีวิตตนเองเท่านั้น แต่ว่าตอนนี้มันต่างออกไปจากเดิมแล้ว ข้ามีความฝันว่าอยากจะออกเดินทางจากแผ่นดินนี้ มุ่งขึ้นสู่สวรรค์ไร้สิ้นสุด…ต่อให้ข้าจะต้องรับใช้คนอื่นแทนก็ตามที"
"อ-องษ์ชาย! ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ องษ์ชายเป็นถึงลูกชายของแผ่นดิน จะให้ไปติดตามคนอื่นได้อย่างไร"
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า มีตำแหน่งองษ์ชายแล้วอย่างไร พอออกนอกแผ่นดินต้าเชียง ตัวข้าก็เป็นได้เพียงแค่ลูกเจี๊ยบเท่านั้นเอง ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงต่างหาก ที่ไปทีไหนก็จะมีแต่ผู้คนก้มหัว…เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกกานผิง ข้ารู้ว่าข้ากำลังกระทำสิ่งใด ถ้าข้าคิดโง่เง่า ข้าก็คงไม่อาจรักษาชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้”
"ต-แต่ว่า…"
"ไม่มีคำว่าแต่….เห้ออ….เอาล่ะ…อย่างแรกข้าควรจะไปขอโทษเจ้าก่อนสินะ…."
ฉินอินหลับตาครุ่นคิดสักพัก ก่อนหันมาทางกานผิงออกคำสั่ง…
"กานผิง เจ้านำคนของเราที่เหลืออยู่ทั้งหมด เดินทางไปเมืองกวางตุง คอยจับตาดูตระกูลเซียวอย่างลับๆ หากเกิดภัยร้ายขึ้นกับตระกูลเซียวให้ทำการช่วยเหลือด้วยกำลังทั้งหมดที่มี…."
ถึงกานผิงจะไม่เข้าใจในสิ่งที่องษ์ชายคิด แต่ก็ยินดีทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด กว่าออกมาเสียงดัง
“รับทราบ!!”
“อืมมม เจ้าไปเถอะ ข้าจะไปพบคนคนนึงเสียหน่อย…”
ฉินอินกล่าวออกมา พร้อมกับหันหน้าเดินทางออกจากตำหนักที่พักของตน
#########
สวัสดีปีใหม่นะครับผู้อ่านทุกท่าน ^^
ส่วนตัวสูง ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัย พยายามอย่าออกจากบ้านบ่อยมากนะครับ ผมเป็นห่วงมากๆ