"แฮ่ก....แฮ่ก..." เสียงหอบหายใจขาดห้วงดังมาจากหญิงสาวในชุดวิวาห์ที่ครั้งหนึ่งเคยขาวพิสุทธิ์ดุจหงส์หิมะ บัดนี้กลับชุ่มโชกด้วยรอยเืแดงฉานจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม ชายกระโปรงซึ่งเคยทอดยาวสลวยกลับฉีกขาดวิ่นรุ่งริ่งจากการดิ้นรนวิ่งหนี
แม้หน้ากากอันเป็ส่วนหนึ่งของพิธีแต่งงานจะยังคงบดบังใบหน้าของนางไว้ แต่ดวงตาคู่สวยที่เผยพ้นออกมานั้นกลับมิได้เปี่ยมมนตร์เสน่ห์สะกดผู้คนดังเช่นวันวานอีกต่อไป
มันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความหวาดระแวง และแววตาแข็งกร้าวเกินวัย...แววตาของคนที่เพิ่งเฉียดคมเคียวมรณะมาหมาดๆ
นางวิ่งไปตามตรอกแคบอันมืดมิดและอับชื้น กลิ่นคาวเืจางๆ จากร่างของนางคละคลุ้งปนเปกับกลิ่นขยะและสิ่งปฏิกูลในตรอกจนแทบอาเจียน
ภาพของนางในชุดเ้าสาวสีเื ตัดกับความมืดมิดรอบด้าน ช่างดูแปลกแยก น่าสะพรึงกลัว และขัดแย้งอย่างยิ่งยวด
ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก กล้ามเนื้อทุกมัดกรีดร้องด้วยความเมื่อยล้า แต่สัญชาตญาณดิบสั่งให้นางต้องวิ่งต่อไป...วิ่งหนีจาก "พวกเขา"
'ท่านพ่อ...ลูกขอโทษ...เป็ลูกที่ผิดต่อท่าน...ที่ทำให้ทุกอย่างต้องลงเอยเช่นนี้' สาวน้อยรำพึงในใจ
ความรู้สึกผิดและภาพเหตุการณ์นองเืในพิธีวิวาห์ยังคงตามหลอกหลอน หยดน้ำตาที่ไหลรินออกมาผสมกับคราบเืบนแก้มนวล นางยังคงวิ่งต่อไปอย่างอ่อนล้าด้วยหัวใจที่แหลกสลาย
"ประกาศ! ประกาศ! ผู้ใดพบบุคคลตามภาพต้องสงสัยในชุดเ้าสาวเปื้อนเื โปรดรีบแจ้งเบาะแสต่อทางการหรือผู้แทนจากตระกูลวรกุลทันที!"
"ผู้ชี้เบาะแสจนนำไปสู่การจับกุม จะมีรางวัลให้สูงถึง สองร้อยเหรียญทอง! สำหรับผู้ให้ข้อมูลที่เป็ประโยชน์ จะได้รับรางวัลสิบเหรียญทอง!"
เสียงประกาศจากเครื่องกระจายเสียงที่ติดตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วเมืองดังกระหึ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปลุกความโลภในใจของผู้คนให้ลุกเป็ไฟ
"โอ้โฮ! สองร้อยเหรียญทองเลยรึ!?" ชายร่างท้วมในชุดมอซออุทาน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นระคนละโมบ
"ตั้งค่าหัวจับนางสูงปานนี้เชียว? แม่นางนั่นไปก่อเื่อันใดไว้กันแน่ ถึงได้มีค่าหัวสูงลิบลิ่วถึงเพียงนี้!"
"ข้าก็ได้ยินมาว่านางคือ 'เ้าสาวสีเื' ผู้สังหารเ้าบ่าวและแเื่ในงานวิวาห์ของตนเองอย่างเหี้ยมโหด! ช่างเป็สตรีที่อำมหิตเืเย็นเสียจริง!" สหายอีกคนตอบด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นระคนตื่นเต้นระริก
"แต่สองร้อยเหรียญทองนั่น...มันเปลี่ยนชีวิตคนธรรมดาอย่างพวกเราให้กลายเป็เศรษฐีได้ในพริบตาเลยนะ! จากไพร่ฟ้าชนชั้นกลาง อาจได้ไต่เต้าขึ้นไปเป็คุณหลวงคุณพระในพริบตา!"
"ส่วนข้า...แค่สิบเหรียญทองเป็ค่าเบาะแส ข้าก็จะเอาไปปลดหนี้สินที่พอกพูน แล้วใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบาย ไม่ต้องปากกัดตีนถีบอีกต่อไป" ชายคนแรกกล่าวเสริม แววตาฉายประกายละโมบอย่างไม่ปิดบัง
เสียงสนทนาและข่าวลือเกี่ยวกับ "เ้าสาวสีเื" พร้อมเงินรางวัลมหาศาลแพร่สะพัดไปทั่วทุกมุมเมืองราวกับไฟลามทุ่ง ด้วยจำนวนเงินรางวัลที่สูงลิ่ว ผู้คนต่างพากันละทิ้งการงาน ออกตามล่าหญิงสาวในชุดเ้าสาวเปื้อนเืกันอย่างบ้าคลั่ง ความโลภได้บดบังความหวาดกลัวในตัวฆาตกรไปจนหมดสิ้น...
ย้อนกลับไปในอดีต
ความทรงจำในวัยเด็กของนางเลือนหายไปสิ้น รู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตนเองอยู่ในความดูแลของสามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่ง พวกเขาเล่าว่าพบนางนอนหมดสติอยู่กลางป่าดงดิบอันกว้างใหญ่ สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยภยันตรายจากอสูรร้ายนานาชนิดเมื่อนางฟื้นคืนสติ กลับจำสิ่งใดไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่ติดตัวมามีเพียงจี้สร้อยคอรูปทรงคล้ายหน้าต่างบานเล็ก ซึ่งสลักชื่อ "ณิชา" ไว้อย่างเด่นชัด
เด็กน้อยในยามนั้นทั้งสับสนและอ่อนแรง ดวงตาใสแป๋วที่จ้องมองพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หากถูกทอดทิ้งไว้ลำพัง ชะตากรรมเดียวที่รอนางอยู่คือความตาย โลกใบนี้โหดร้ายเกินกว่าจะมีที่ยืนให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ ผู้เปราะบางเพียงลำพัง
ด้วยความเมตตา สองสามีภรรยาจึงรับอุปการะนางเป็บุตรบุญธรรม ประหนึ่งสมาชิกคนสำคัญของตระกูลอุดมพิสุทธิ์ นับเป็โชคดีของพวกเขาซึ่งปรารถนาจะมีบุตรมาเนิ่นนาน
แต่โชคชะตามักเล่นตลกเสมอ ใครเลยจะหยั่งรู้ว่าเื้ัโชคดีอันน้อยนิดนั้น มีโชคร้ายอันใหญ่หลวงเพียงใดซุกซ่อนอยู่
ณิชาเติบโตขึ้นเป็เด็กสาวที่เรียนรู้ได้ว่องไวและขยันขันแข็ง สองสามีภรรยาแทบไม่ต้องเคี่ยวเข็ญสิ่งใด นางก็สามารถทำทุกอย่างได้ถูกใจและสมบูรณ์แบบ
ความน่ารักและเฉลียวฉลาดทำให้นางเป็ที่รักและเอ็นดูอย่างยิ่ง เมื่อถึงวัยศึกษาเล่าเรียน พวกเขาจึงใช้สิทธิพิเศษที่มี ส่งนางเข้าเรียนยังโรงเรียนประจำสตรีแห่งหนึ่ง
ในเมืองแห่งนี้มีสถานศึกษามากมาย แต่ละแห่งล้วนมีหลักสูตรและเป้าหมายในการบ่มเพาะศิษย์ที่แตกต่างกันไป
สำหรับโรงเรียนที่ณิชาได้เข้าศึกษานั้น มีเอกลักษณ์การสอนที่โดดเด่นเฉพาะทาง นามของมันคือ "โรงเรียนกุลสตรีศรีปทุม"
โรงเรียนกุลสตรีศรีปทุมเป็สถาบันหญิงล้วน นอกเหนือจากวิชาความรู้พื้นฐานทั่วไปแล้ว ที่นี่ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการอบรมบ่มเพาะกิริยามารยาทและบุคลิกภาพของสตรีให้งามสง่า เหมาะสมกับความเป็กุลสตรีชนชั้นสูง
ณิชาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนมีผลการเรียนที่ดีเยี่ยม ทว่านางกลับประสบปัญหาใหญ่หลวงในการปรับตัวเข้ากับสังคมภายในโรงเรียน
นักเรียนส่วนมากล้วนมาจากตระกูลสูงศักดิ์ แต่นางเป็เพียงเด็กสาวสามัญชนที่ได้เข้ามาเรียนด้วยสิทธิพิเศษของอาจารย์ท่านหนึ่งในโรงเรียนเท่านั้น
สังคมภายในโรงเรียนมีการแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจนออกเป็สี่ระดับ: ชนชั้นปกครอง ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นต่ำ
นักเรียนที่เข้ามาด้วยสิทธิพิเศษเช่นณิชา จะถูกจัดให้อยู่ในชนชั้นต่ำสุดโดยไม่มีเงื่อนไข เพียงเพราะไม่ต้องชำระค่าเล่าเรียน ทำให้นางถูกดูถูกเหยียดหยามว่าเป็คนยากจน ไร้ค่า
สถานะเช่นนี้สร้างความเ็ปและยากที่จะยอมรับได้ ด้วยตัวคนเดียวนางจึงมักตกเป็เป้าของการกลั่นแกล้งอยู่เสมอ แต่นั่นเป็เพียงจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ยาวนาน
เมื่อณิชาอายุย่างเข้าสิบสองปี สายตาที่ผู้คนมองนางก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป จากที่เคยเป็เพียงอากาศธาตุ กลับกลายเป็สายตาอิจฉาริษยาที่ทิ่มแทงจิตใจ
เหล่าอาจารย์ผู้ชายบางคนก็มักจะลอบมองนางด้วยสายตาที่น่าขนลุก บางครั้งเมื่อนางเผลอสบตาเข้า พวกเขากลับปั้นเื่ว่านางให้ท่ายั่วยวน
สายตาเ่าั้น่าหวาดกลัวราวกับกำลังเผชิญหน้ากับอสูรร้ายที่มองนางเป็เพียงเหยื่ออันโอชะ บางคนถึงกับแสดงท่าทีคุกคามอย่างไม่ปิดบัง ทำให้นางต้องอยู่อย่างหวาดผวาอยู่เสมอ
เวลาล่วงเลยไปอีกสองปี ณิชาในวัยสิบสี่ปีต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
กลุ่มนักเรียนหญิงที่อิจฉาริษยานางรวมหัวกันกลั่นแกล้งรังแก การกระทำนั้นทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ จากเพียงวาจากระทบกระทั่งกลายเป็การทำร้ายร่างกายจนเป็ริ้วรอยาแ
ครั้งหนึ่ง...นางเกือบจะถูกพวกนั้นใช้ของมีคมกรีดใบหน้าอันงดงาม โชคยังดีที่อาจารย์ท่านหนึ่งเข้ามาช่วยไว้ได้ทันท่วงที
ทว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังไม่จบสิ้น ความไว้เนื้อเชื่อใจที่นางมีต่ออาจารย์ผู้ช่วยชีวิตได้ไม่นานก็พังทลาย
เมื่อเขาเผยธาตุแท้อันชั่วร้าย ลอกคราบจากเทพบุตรในจินตนาการกลายเป็อสูรร้ายหื่นกระหายที่หมายจะกลืนกินพรหมจรรย์ของนาง
ณิชาต่อต้านสุดกำลัง แม้เรี่ยวแรงจะน้อยนิด นางขู่ว่าจะปลิดชีวิตตนเองหากเขายังไม่หยุด เมื่อได้จังหวะจึงกรีดร้องสุดเสียงจนผู้คนใกล้เคียงได้ยินและเข้ามาดู ทำให้อาจารย์ผู้นั้นใกลัวแล้วรีบหลบหนีไป
เื่ราวอื้อฉาวนี้ล่วงรู้ไปถึงหูผู้อำนวยการโรงเรียน กลายเป็ข่าวใหญ่ที่ทุกคนในโรงเรียนต่างโจษจัน คณะอาจารย์จัดการประชุมเพื่อพิจารณาเื่นี้
แต่ผลสรุปที่ออกมากลับพลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อ...ณิชากลายเป็ฝ่ายผิด ถูกกล่าวหาว่าเป็ผู้ให้ท่าอาจารย์ผู้นั้นเสียเอง!
แม้แม่บุญธรรมของนางจะพยายามแก้ต่างและยืนยันในความบริสุทธิ์ของบุตรสาว แต่ก็ไร้ผล
ไม่มีผู้ใดรับฟังคำพูดของแม่บุญธรรมของณิชา ซึ่งเป็เพียงอาจารย์สอนวิทยาการทั่วไป เมื่อเทียบกับอีกฝ่ายซึ่งเป็ถึงอาจารย์ฝ่ายปกครองผู้ทรงอิทธิพล สถานะของทั้งสองช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
สุดท้าย ณิชาจึงถูกตัดสินให้ขับไล่ออกจากโรงเรียน ทั้งที่เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งปีก็จะสำเร็จการศึกษา
ทว่าในใจของนางกลับมิได้รู้สึกเสียใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม...นางกลับรู้สึกยินดีเสียด้วยซ้ำ แต่ละวันที่โรงเรียนไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็ การได้หลุดพ้นจากสถานที่แห่งนั้นคือสิ่งที่นางปรารถนาที่สุด
เพียงแต่ความรู้สึกผิดต่อบิดามารดาบุญธรรมทำให้นางต้องเก็บงำความยินดีนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่เศร้าสร้อยอย่างสุดกำลัง
ฝ่ายสองสามีภรรยาอุดมพิสุทธิ์นั้นรู้สึกเสียดายโอกาสทางการศึกษาของบุตรสาวอย่างสุดซึ้ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยล่วงรู้ถึงความรุนแรงของเหตุการณ์เลวร้ายที่บุตรสาวต้องเผชิญในโรงเรียนเลยแม้แต่น้อย
อาจเป็เพราะณิชาเลือกที่จะปิดบังเื่ราวเ่าั้ไว้อย่างมิดชิด พวกเขาจึงไม่เคยระแคะระคายสิ่งใด กระนั้น พวกเขาก็มิได้ตำหนิหรือกล่าวโทษณิชา เพราะรู้จักอุปนิสัยของนางดีและเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของบุตรสาวเสมอมา
เพียงแต่ด้วยไร้ซึ่งอำนาจและอิทธิพลใดๆ พวกเขาจึงมิอาจเปลี่ยนแปลงมติของทางโรงเรียนได้ ณิชาจึงต้องออกจากโรงเรียนกุลสตรีศรีปทุมแห่งนั้นไปโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
แม้จะกลับมาอยู่บ้าน ช่วยแบ่งเบาภาระของบิดามารดาบุญธรรม ณิชาก็พบความสุขสงบตามอัตภาพ ทว่าความสุขนั้นมักอยู่ได้ไม่นาน...ไม่ถึงขวบปี เงามืดแห่งโชคชะตาก็เริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง
"ก๊อกๆ" เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้นในยามวิกาล สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคนในบ้านเป็อย่างยิ่ง ด้วย
สองสามีภรรยาตระกูลอุดมพิสุทธิ์นั้นไม่เคยเชื้อเชิญผู้ใดมาเยี่ยมเยียนในยามค่ำคืนเช่นนี้มาก่อน พวกเขาลอบมองผ่านช่องตาแมว...แล้วก็ต้องใยิ่งกว่าเดิม!
ภาพเบื้องนอกนั้นเต็มไปด้วยทหารในเครื่องแบบยืนอออยู่เต็มหน้าบ้าน!
"ลูกจะออกไปดูเองเ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่รออยู่ด้านในนี้นะเ้าคะ" ณิชาเอ่ยขึ้น พยายามระงับความหวั่นใจ
"อย่าเลยลูกณิชา ไปพร้อมกันย่อมดีกว่า" บิดาบุญธรรมตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความกังวล เพราะการมาเยือนของทหารในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมมิใช่เื่ปกติหรือเื่น่ายินดีเป็แน่
ทั้งสามเดินไปเปิดประตูอย่างช้าๆ ก้มศีรษะทำความเคารพเหล่าทหารที่ยืนรออยู่ด้วยท่าทีเคร่งขรึม ยังไม่ทันจะได้เอื้อนเอ่ยคำใด ทหารนายหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็หัวหน้าหน่วยก็ก้าวออกมายืนเบื้องหน้า คลี่ม้วนกระดาษที่ประทับตราครั่งสีแดงสดออกอ่านด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
"ประกาศจากตระกูลวรกุล! มีคำสั่งให้ นางสาวณิชา อุดมพิสุทธิ์ เดินทางไปยังคฤหาสน์ของตระกูลวรกุล เพื่อเข้ารับการดูตัวเลือกคู่ครองของ คุณชายเจ็ด แห่งตระกูลวรกุล!"
"อะไรนะ! ตระกูลวรกุล!?" มารดาบุญธรรมของณิชาอุทานเสียงหลง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
"เหตุใด...เหตุใดพวกเขาจึงเรียกตัวณิชาไปด้วยเล่า!?" นางย่อมทราบดีว่าตระกูลวรกุลนั้นมิใช่ตระกูลธรรมดาสามัญ
จากความรู้ที่ณิชาเคยเล่าเรียนมาในวิชาการเมืองการปกครองครั้งยังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนกุลสตรีศรีปทุมนั้น เขตสยามแห่งนี้ถูกปกครองและแบ่งสรรอำนาจโดยห้าตระกูลใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือนห้ามหาอำนาจผู้กุมชะตากรรมและกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ของดินแดน
และตระกูลวรกุล...ก็คือหนึ่งในห้าตระกูลชนชั้นสูงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเขตสยาม! นี่คือเหตุผลที่ทำให้หัวใจของสองสามีภรรยาตระกูลอุดมพิสุทธิ์สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและเป็กังวลถึงขีดสุด!
โบราณว่าไว้...เงื้อมเงาแห่งอำนาจนั้นซ่อนเร้นภยันตราย หากมิอยากสังเวยชีวิตอย่างไร้ร่องรอย ก็จงหลีกให้ไกล...และบัดนี้ ดูเหมือนว่าภยันตรายนั้นกำลังจะมาเยือนครอบครัวของพวกเขาเสียแล้ว