กระทรวงการคลังเป็หน่วยงานราชการส่วนกลางของสยาม ก่อตั้งเพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินของแผ่นดิน การภาษีอากร การรัษฎากร กิจการเกี่ยวกับที่ดินราชพัสดุ กิจการอันกฎหมายบัญญัติให้เป็การผูกขาดของรัฐ
ณ ขณะนี้ที่กระทรวงการคลังเป็่เวลาพัก หม่อมเ้าขุนหาญห้าวแหนบาทโปรดไปนั่งผ่อนคลายมัตถลุงค์ที่สวนหย่อมร่มรื่นท้ายตึกใหญ่ในกระทรวง โดยมีพันวาจาสิทธิ์ตามเสด็จด้วย
ท่านชายปิ๋วทรงดำรงตำแหน่งข้าราชการชั้นผู้น้อยอยู่ในกระทรวง เช่นเดียวกับพันวาจาสิทธิ์ พระสหาย หน้าที่การงานจึงเป็เื่ที่สามารถปรึกษาและทำร่วมกันได้ ทรงมีพระสหายที่ไว้วางหทัยได้เสมอมา
“นั่งลงสิ”
“กระหม่อม” เขานั่งลงฝั่งตรงข้ามท่านชายตามรับสั่ง เอื้อมมือหยิบป้านน้ำชามารินถวาย และต่อด้วยของตนเอง
“ขอบใจ” ทรงยกดื่ม เสวยคู่กับเครื่องว่างอย่างช่อม่วง ก่อนจะทรงเปรยเรียบ ๆ ว่า “วันพรุ่งนี้ที่วังวิจิตราลัยจะมีงานเฉลิมชันษาของพี่ชายเดียวและพี่ชายเล็ก ฉันอยากให้นายไปด้วย ด้าว”
พันวาจาสิทธิ์ขมวดปมคิ้ว ด้วยไม่แจ้งใจว่าเหตุใดสามัญชนอย่างตนถึงได้อภิสิทธิ์ถูกเชื้อเชิญในงานครั้งนี้ด้วย “กระหม่อมหรือกระหม่อม”
“ใช่น่ะซี ฉันทูลเสด็จพ่อไป ว่าจะหาครูสอนดนตรีไทยให้พี่ชายเดียว ซึ่งถ้าหากมองข้ามนายไป เห็นคงจะไม่มีใครเหมาะสมแล้วกระมัง”
“แต่ว่ากระหม่อม…” เขากระอึกกระอักเล็กน้อย คล้ายประหม่าที่ต้องรับหน้าที่ถวายงานใกล้ชิดเ้านายถึงเพียงนั้น ซ้ำยังเป็องค์ที่พบกันครั้งแรก ก็ทรงพรากหัวใจดวงน้อย ๆ ของเขาไปเสียด้วย
แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่อาจปฏิเสธ ใช่เพราะเป็รับสั่งจากท่านชายปิ๋วไม่ หากแต่เป็รับสั่งจากใจเสียมากกว่า ว่าเรียกร้องอยากประสบพบวรพักตร์ของท่านชายองค์นั้นมากเพียงใด
หม่อมเ้าชายทอดเนตรยังอีกฝ่ายอยู่นาน จะพูดอะไรก็มัวแต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เลยตรัสหยั่งเสียง “หรือจะไม่ไป ฉันจะได้หาคนอื่นมาแทนเสีย”
ในตอนนั้นเอง ปากที่อมดอกพิกุลทองไว้ พลันคลี่ออกโดยเฉียบพลัน “มิได้กระหม่อม กระหม่อมถือว่าพระกรุณาอย่างยิ่งที่ได้ถวายการสอนดนตรีแด่ท่านชายกระหม่อม”
“แค่นี้ก็สิ้นเื่ ทำเป็วิตกไปได้ สอนดีเป็ที่พอพระทัย จะได้รับรางวัลอย่างงาม” ทรงเอ่ยอย่างสัพยอก “อ้อ แล้วอย่าลืมนำดนตรีที่คิดว่าถนัดที่สุดไปเล่นถวายให้ท่านฟังในคืนงานล่ะ เผื่อจะเป็ที่ทรงโปรด”
พันวาจาสิทธิ์ค้อมหัวรับ ทูลถามถึงท่านชายเดียวอย่างสำรวม เพราะรู้ว่าอาจจะเป็เื่ที่ไม่ควรกระทำ แต่ใจก็ใคร่รู้ “เอ่อ… ฝ่าา ท่านชายเดียวทรงเป็โอรสของเสด็จในกรมกับหม่อมที่เป็แหม่มหรือกระหม่อม ท่านถึงทรง…”
เพราะคราแรกที่เห็น ก็นึกว่ามิใช่คนสยาม ผิวพรรณขาวผ่องจนดอกพุดซ้อนยังดูหมอง ปลายนาสิกโด่งเป็สัน รับกับริมโอษฐ์ที่บางเป็กระจับ ยิ่งได้เพ่งพินิจเข้าไปในแววเนตรสีน้ำตาลใสจนมองเห็นเงาสะท้อนของตนเองแล้วนั้น ยิ่งงดงามจับใจต่างไปจากผู้คนที่เคยพบเห็นมาก่อน
“ใช่แล้วล่ะ หม่อมเอมม่าน่ะ เธอเป็ชาวอังกฤษ เสด็จพ่อพาเธอมาอยู่ด้วยหลังกลับจากตามเสด็จทูลกระหม่อมปู่ไปประพาสที่ต่างประเทศ ฉันเองก็เกิดไม่ทันเธอหรอก เธอสิ้นอายุขัยไปั้แ่พี่ชายดียวยังเยาว์อยู่โน่น คนในวังเขาเล่าให้ฉันฟัง”
“อ้อ เช่นนี้เองหรือกระหม่อม ท่านชายเดียวทรงเป็ลูกครึ่งที่มีโฉมเป็เอกมากที่สุดที่กระหม่อมเคยพบเห็น กระหม่อมมีวาสนามากที่จะถวายการสอนดนตรีให้ท่าน” พันวาจาสิทธิ์พูดด้วยซุ่มเสียงละม่อมไปพลางทางตาละห้อย เมื่อยามที่หวนถึงนวลพักตร์แสนเฉิดฉัน
จนเกือบลืมไปสิ้นว่าอนุชาของท่านก็ทรงอยู่ตรงนี้
“ทำหน้าอะไร ประหนึ่งคนเมารัก”
ท่านชายปิ๋วจะตรัสอย่างนั้นก็ไม่ผิดไปจากนัยความคิดของเขา ความรู้สึกนี้คล้ายรักแรกพบ แต่เมื่อพันวาจาสิทธิ์หันกลับมามองสถานะของตนเอง ก็ต้องปลงตก เพราะนั่นอาจไม่ต่างอะไรกับการโน้มกิ่งดอกฟ้า
ดอกฟ้าไม่ควรลงต่ำมาแปดเปื้อนธุลีดิน
ไม่มีข้อแม้ในเื่นี้ เขารู้ตัวดี
แม้แต่ความรักก็ไม่อาจเป็เครื่องพิสูจน์ได้
หลังจากวันนั้น สู่วันนี้ที่ตะวันบ่ายคล้อยลงดินในยามโพล้เพล้ทางประจิมทิศของเรือนไม้ทรงไทยเดิม ที่ถึงแม้ในสมัยนี้หลายครอบครัวจะเริ่มเปลี่ยนไปปลูกสร้างอย่างสถาปัตยกรรมตะวันตกบ้างแล้ว แต่สำหรับที่นี่ ยังคงอนุรักษ์ไว้ตามรอยบรรพบุษ และในขณะนี้รอบเรือนไม้ก็เริ่มสว่างขึ้นด้วยแสงนีออนแล้ว
ถึงจะสืบสานศิลปะอย่างสยาม ทว่าเรือนนี้ก็ใช่จะลาขาดจากความทันสมัยไปเสียหมด ข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีครบ ไม่ด้อยไปกว่าเรือนไหน ดังเช่นแสงหลอดไฟในห้องของพันวาจาสิทธิ์
แสงสว่างทั้งหมดภายในนี้ดูเหมือนจะสุกใสไม่สู้แววตาเปี่ยมปรีดาของชายหนุ่ม ตอนนี้เขายืนส่องดูตัวเองผ่านบานกระจกใส ใบหน้าคมคายเคลื่อนไปมาให้เห็นครบทุกองศา หากกระจกพูดได้ มันคงบอกให้หยุดส่องเสีย เท่านี้ก็ไม่มีหนุ่มใดปานแล้ว หากแต่เขากลับยังไม่พอใจ ใช้น้ำมันตานีจัดแต่งทรงผมดกดำจนมันปลาบ ราบเรียบเข้ากับรูปศีรษะ จากนั้นเ้าตัวเพิ่มเสน่ห์แห่งกลิ่นกายด้วยน้ำปรุงกลิ่นโปรดเพียงหนึ่งเดียวของเขา ซึ่งมารดาเป็ผู้ทำไว้ให้บุตรชายใช้
เขาสูดกลิ่นหอมเข้าปอดลึก ๆ เพ้อกับตัวเองอีกคนที่ฉายบนกระจกว่า “ช่างหอมชื่นใจนัก ไม่รู้ว่ากลิ่นของเราจะหอมไปถึงท่านชายหรือไม่หนอ เฮ้อ ช่างเพ้อฝันจริงเรา”
พลันสะบัดหัวไล่ความคิดงมงายให้สิ้น มัวพิรี้พิไรอยู่อย่างนี้ไม่ได้การ ป่านนี้ที่วังคงจะเริ่มงานกันแล้ว เขามีกิจสำคัญที่ต้องทำ นั่นคือเล่นดนตรีถวาย เมื่อคิดได้ ก็สาวเท้าไปยังห้องดนตรี โดยที่ไม่ลืมจะเอากระดาษแผ่นหนึ่งเสียบไว้ในผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น
ผืนที่เขาเก็บไว้ และถือวิสาสะนำไปชำระล้างจนหอมสะอาด เตรียมส่งคืนเ้าของ
“คุณด้าวขอรับ จะเลือกดนตรีใดไปเล่นหรือขอรับ บ่าวเช็ดจนเอี่ยมอ่องเลยขอรับ” เมื่อมาถึงห้องดนตรี อีกฟากหนึ่งของเรือน เกริก บ่าวชายคนสนิท หรือ ที่พันวาจาสิทธิ์ยกให้เป็ทนายหน้าหอก็ถามขึ้น
เช็ดเครื่องดนตรีไป พลางยิ้มแต้ไปด้วย ที่วันนี้เห็นนายของตนอยู่ในชุดราชปะแตนสะอาดเอี่ยมที่รีดจนเรียบแข็ง ซ้ำใบหน้าสีนวลน้ำผึ้งก็ดูมีชีวิตชีวากว่าปรกติ ซึ่งแต่งธรรมดาก็หล่อเหลาทำเอาสาวใจง่ายไปทั่วคุ้งน้ำอยู่แล้ว ยิ่งวันนี้ยังทบเท่าทีคูณไปอีก หากสาวไม่เหลียว ก็ซื่อเกินทน
“คุณด้าวของบ่าวรูปอย่างอิเหนาแน่ะขอรับ กลิ่นน้ำปรุงนี่ฟุ้งมาแต่ไกลเชียว มิใช่ว่าไปหลงสาวบ้า- โอ๊ย!”
อ้ายเกริกยังล้อไม่จบคำ ก็โดนมะเหงกลงกลางหัวเข้าให้ นายมันรู้ทัน ว่าปากมันจะพูดอย่างไร
“อย่าสู่รู้ เอาซอสามสายมาให้ข้า ส่วนเอ็งก็อยู่เฝ้าเรือนดูแลคุณแม่ช่วยบ่าวคนอื่นไป รู้มาก ประเดี๋ยวจะโดนให้อีกลูก” เขาก็ดุลูกไล่ของตนเองเล่น ๆ แบบนี้เสมอ ไม่คิดถือสาจริงจัง แถมมันยังเดาผิดอีกด้วย
“เขินล่ะซีขอรับ บ่าวพูดผิดเสียตรงไหน” อ้ายเกริกยังไม่ยอมระงับปาก จนผู้เป็นายส่ายหัวเอือมระอา
“ข้าไม่คุยกับเอ็งแล้ว เสียการเสียงาน แล้วอย่าลืมฝนหมึกรอข้าด้วยล่ะ กลับมาไม่เห็น เอ็งโดน”
“ขอรับบบ”
มันขานรับเสียงยานแกมหัวเราะชอบใจ เพราะรู้ว่านายของมันนั้นใจงาม มีเมตตาต่อตน ไม่มีทางลงโทษแน่ และที่สำคัญคือ นายของมันกำลังจะเป็ฝั่งเป็ฝา คิดแล้วมันชักอยากเห็นหน้านายหญิงขึ้นมาดื้อ ๆ
พันวาจาสิทธิ์ลงเรือนไปได้ไม่นาน อำแดงวาดหล่อนก็มาถามหาบุตรชายกับอ้ายเกริก บ่าวชายแจ้งว่าออกไปได้สักพักแล้ว เธอก็คลายสงสัย แค่แปลกใจว่าทำไมลูกชายไม่ไปบอกกล่าวเท่านั้น เข้าใจเองว่าเขาคงรีบ
“อ้าว พ่อด้าวไปแล้ว เอ็งมีสิ่งใดทำก็ไปทำเสียสิอ้ายเกริก มายืนยิ้มกริ่มอยู่ได้ หรือเอ็งลำพองใจที่จะได้อู้งานรึ”
“มิใช่ขอรับแม่นาย บ่าวแค่…” มันเว้นช่องไฟไว้ ปล่อยให้อำแดงวาดระทึกใจเล่น จนจวนจะโดนพัดไม้ฟาดกบาลให้
“เอ๊ะ! อ้ายนี่ จะพูดก็พูดมา ข้ารอฟัง”
“คุณด้าวยิ้มบ่อยขึ้น บางทีก็ฮึมฮัมอยู่คนเดียว ดูมีความสุขกว่าแต่ก่อนเยอะขอรับ บ่าวเลยคิดว่าอาจจะมีลูกสาวเรือนไหนมาทำใจคุณด้าวไหวหวั่นน่ะสิขอรับ” มันทึกทักเอาเอง ทั้งที่ความจริงเป็เช่นไร มีเพียงเ้าของหัวใจเท่านั้นที่รู้
อำแดงวาดดูตาตื่น ใจอิ่มฟูขึ้น เมื่อได้ยินดังว่า “จริงหรือ อย่างนั้นก็ดี แต่ใจจริง ข้าเองก็อยากได้แม่มาลัยมาเป็ลูกสะใภ้นัก แต่ถ้าลูกสาวบ้านอื่นเหมาะสม ข้าก็ไม่ขัด” และหันไปกำชับกับบ่าวว่า “เอ็งอยู่ใกลพ่อด้าว ก็คอยสอดแนมไว้ให้ข้าด้วย อย่าให้ไปหลงกลลูกตาสีตาสาบ้านนอกคอกนาเข้า จะยุ่งเอา”
“ขอรับแม่นาย”
เรือสำปั้นเข้าเทียบท่าท้ายวังวิจิตราลัยเป็ที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางจากเรือนไม้ถึงที่นี่ก็ใช้เวลาไม่นานเท่าไรนัก เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจนเกินไป พันวาจาสิทธิ์ผูกโยงเรือไว้ที่เสาท่าน้ำ ก่อนจะถือซอคู่ใจเดินตามแสงสว่างข้างทางเดินเท้าไปสู่ตำหนักใหญ่
ระหว่างทางยังเหลือบเห็นเรือนปั้นหยาหลังใหญ่ด้วย เขาเคยมาที่วังนี้หลายครั้งทั้งด้านหน้าและหลัง แต่ก็ไม่เคยรู้สักทีว่าที่ตรงนี้เป็ที่อาศัยของผู้ใด ไม่เคยเห็นมีคนสักหน มาเมื่อใด ก็มีแสงเพียงไฟและความสงัดเงียบเท่านั้น
ทั่วอาณาเขตที่ตำหนักใหญ่ของค่ำคืนนี้ประดับประดาด้วยแสงนีออนจนดาวบนท้องฟ้ายังปราชัย ตัวอาคารสร้างตามสมัยนิยมด้วยศิลปกรรมนีโอคลาสสิก ตึกสีเบจยามถูกสาดกระทบตามแสงไฟ ก็เห็นลวดลายสุดวิจิตร ควรแก่ชื่อของวังโดยแท้จริง ยิ่งผู้คนดูหนาตามากเป็พิเศษ ก็ยิ่งโอ่อ่าสมฐานันดรศักดิ์ ล้วนแล้วแต่เป็พระประยูรญาติชั้นสูงและผู้ดีอันมีจะกินทั้งนั้น สมกับเป็วันเฉลิมชันษาของท่านชายทั้งสอง
พันวาจาสิทธิ์ยืนถือซอสามสายคล้ายเหม่อมลอย มองไปทิศไหนก็มีแต่ผู้ที่ไม่ค้นหน้า จะเข้าไปป้วนเปี้ยนหาท่านชายปิ๋ว ก็เกรงจะไม่ถูกกาลเทศะ ยืนนิ่งอยู่นานจนหัวไหล่โดนสะกิด เขาหันไปมอง
“มายืนเซ่ออยู่นี่เอง พันวาจาสิทธิ์ ไม่เข้าไปในงานเล่า” ท่านชายที่ตนตามหาตรัสถาม
“ไม่ดีกว่ากระหม่อม คนเยอะ กระหม่อมคงอึดอัดแย่ ขอกระหม่อมรอเวลาเล่นดนตรีถวายดีกว่ากระหม่อม”
“อย่างนั้นก็ตามใจ อ้อ เล่นเสร็จแล้ว อย่าเพิ่งกลับ ไปเข้าเฝ้าเสด็จท่านด้วย ฉันจะแนะนำให้ท่านทรงรู้จัก เข้าใจหรือไม่”
“กระหม่อม” ว่าพลางทางค้อมหัวรับ ในใจก็อยากจะทูลถามถึงเ้าของวันงาน มองหามานานแล้ว ยังไม่เห็นแม้เงาองค์ ทว่าก็ใจเสาะ ปากไม่กล้าเอ่ย สงสัยจะไร้วาสนาได้พบเป็หนสองจริง ๆ
หลังจากที่วงมโหรีบรรเลงดนตรีเสร็จสรรพ จึงถึงเวลาของบุตรชายเ้าพระยาวิเศษมนตรีบ้าง ในคืนนี้เขากำลังเดี่ยวซอสามสายถวายด้วยอาการประหม่าไม่น้อยเลย แม้จะชำนาญ หรือเคยผ่านประสบการณ์แสดงต่อหน้าคนหมู่มากมาแล้ว ทว่าก็ยังไม่สู้ดี เพราะท่านผู้ชมต่างเป็ผู้หลักผู้ใหญ่และเ้านายเชื้อพระวงศ์ทั้งนั้น
รวมไปถึงหม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าว ซึ่งประทับชมอยู่เบื้องหน้าของเขานี้เอง เขาสารภาพกับตนเองว่าห้ามใจไม่ให้ส่งสายตาถึงท่านชายไม่ได้ จึงเสมองอยู่บ่อยครั้ง หากแต่อีกฝ่ายก็ทรงผินวรพักตร์หนี
เสียงเส้นหางม้าเสียดสีกันก้องกังวาลด้วยอารมณ์แห่งคีตะดนตรี ขับกล่อมแเื่ในงานให้คล้อยตาม พันวาจาสิทธิ์แสดงศักยภาพเหล่านี้ด้วยพร์ กอปรกับมีลีล่าท่าทางผ่านสีหน้ายิ้มแย้มอยู่เนืองนิตย์ ยังผลให้เสด็จพระองค์ชายทรงออกโอษฐ์ชื่นชมไม่ขาด
“พ่อคนนี้เล่นซอได้ฟาดฟัดดีนัก ทั้งสายตาที่ส่งให้คนฟังนั่นอีก นี่น่ะหรือชายปิ๋ว คนที่จะมาสอนให้กับชายเดียวและชายเล็กน่ะ”
ท่านชายปิ๋วทูลตอบ ด้วยหทัยใคร่นำเสนอ “คนนี้ชายเห็นเหมาะที่สุดแล้วเกล้ากระหม่อม นอกจากนี้ เขายังเล่นดนตรีชนิดอื่นได้ตั้งมากมายด้วยเกล้ากระหม่อม”
“ดีเลย เห็นว่าสนิทกับชายด้วยนี่ อายุก็คงไล่เลี่ยกัน น่าจะเข้าใจกันได้ง่าย ประเดี๋ยวชายเรียกเขามาพบพ่อสักหน่อยนะ”
“เกล้ากระหม่อม”