บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 7 บิดากลับจวน
รุ่งเช้าวันต่อมา จวนเสิ่นไม่อาจแสร้งทำเป็สงบได้อีกต่อไป
ข่าวเื่พบกระดูกเด็กใต้ต้นเหมยหลังจวนถูกพ่อบ้านเฉินกดไว้ไม่ให้แพร่กระจายออกนอกกำแพงจวน แต่ภายในเรือนต่าง ๆ กลับไม่มีผู้ใดไม่รับรู้ บ่าวไพร่เดินก้มหน้าก้มตา เสียงสนทนาที่เคยดังตามระเบียงเงียบลงราวกับทุกคนกลัวว่าหากเอ่ยชื่อผู้ตายขึ้นมา ดวงิญญาของเด็กหญิงคนนั้นจะหันกลับมามองตนจากเงาไม้ ขณะที่เรือนตะวันออกของฮูหยินรองปิดประตูแน่นั้แ่เช้า ไม่มีการส่งขนม ไม่มีการส่งชา ไม่มีสาวใช้เดินเข้ามาถามไถ่อาการคุณหนูใหญ่อย่างเสแสร้งเหมือนก่อนหน้า ทุกอย่างเหมือนผิวน้ำที่ถูกก้อนหินโยนลงไปแล้วเกิดคลื่นกระเพื่อม แต่คนที่อยู่ใต้ผิวน้ำนั้นกลับยังไม่ยอมโผล่ขึ้นมา
เสิ่นเยว่หลันนั่งอยู่ในเรือนหลันฮวา ด้านหน้ามีกระดาษขาวหลายแผ่นวางเรียงอยู่ นางคัดลอกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างเป็ลำดับ ั้แ่การพบกระดูกใต้ต้นเหมย การจับซูเหลียนมามาได้พร้อมบ่าวชายสองคน ไปจนถึงคำพูดหลุดปากของซูเหลียนเกี่ยวกับจดหมายและเสี่ยวถง เส้นพู่กันของนางนิ่งและคม ไม่สั่นแม้แต่น้อย ต่างจากหัวใจที่ข้างในยังคงเย็นหนักเพราะภาพกระดูกนิ้วเล็ก ๆ ใต้ดินยังติดอยู่ในความทรงจำ นางเคยเห็นความตายในชาติก่อนมากมาย เห็นศีรษะของคนในตระกูลถูกเรียงบนแท่นไม้ เห็นเืไหลบนลานปะา แต่ความตายของเด็กคนหนึ่งที่ถูกฝังเงียบ ๆ ใต้ต้นเหมยกลับทำให้ความแค้นของนางมีรูปร่างชัดเจนขึ้นอีกแบบหนึ่ง
มันไม่ใช่เพียงความแค้นของนาง
มันคือความแค้นของคนที่ไม่เคยมีโอกาสพูด
“คุณหนู พ่อบ้านเฉินส่งคนมาแจ้งว่า หมอชันสูตรมาถึงแล้วเ้าค่ะ” ชิงหลัวเดินเข้ามารายงานเสียงเบา “เขาตรวจดูที่สวนเหมยแล้ว บอกว่ากระดูกน่าจะเป็ของเด็กหญิงอายุราวสิบถึงสิบสองปี ตายมานานหลายปีจริง และที่กระดูกคอมีรอยแตกคล้ายถูกบีบหรือกดอย่างแรงเ้าค่ะ”
ปลายพู่กันของเสิ่นเยว่หลันหยุดนิ่งอยู่เหนือกระดาษ
เสี่ยวถงที่นั่งอยู่ใกล้หน้าต่างกอดถุงหอมไว้แน่นขึ้น ร่างโปร่งแสงของนางสั่นเล็กน้อย แม้เป็ผู้ตายเอง แต่นางยังเหมือนเพิ่งรู้วิธีที่ตนถูกพรากลมหายใจไปอย่างชัดเจน หลัวมามายืนอยู่ข้าง ๆ น้ำตาไหลเงียบ ๆ ใบหน้าชราเต็มไปด้วยความเ็ปที่สะสมมานานเกินไป
เสิ่นเยว่หลันวางพู่กันลงช้า ๆ
“เขาเขียนบันทึกไว้หรือไม่”
“เขียนเ้าค่ะ พ่อบ้านเฉินเก็บไว้แล้ว บอกว่าจะมอบให้คุณหนูเมื่อนายท่านกลับถึงจวน”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากนอกเรือน ก่อนสาวใช้ผู้หนึ่งจะคุกเข่าลงหน้าประตู
“คุณหนูใหญ่ นายท่านกลับจวนแล้วเ้าค่ะ”
คำว่า “นายท่าน” ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวเงียบลงทันที
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเหมือนลมหายใจถูกดึงออกจากอกไปชั่วขณะ
บิดา
ชาติก่อน นางเห็นบิดาครั้งสุดท้ายบนลานปะา เขาถูกมัดมือด้วยโซ่เหล็ก ชุดนักโทษเต็มไปด้วยเื ใบหน้าที่เคยเข้มแข็งซีดจากการถูกทรมาน แต่เมื่อสายตาของเขามองมาถึงนาง เขากลับยังพยายามยืดหลังตรงเหมือนแม่ทัพผู้ไม่เคยก้มหัวต่อศัตรู ก่อนดาบจะฟันลง เขาไม่ได้ร้องขอชีวิต ไม่ได้สาปแช่ง ไม่ได้ร้องไห้ เขาเพียงมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนอย่างที่สุด ราวกับอยากบอกว่านางไม่ผิด
แต่ชาตินี้เขากลับมาแล้ว
ยังมีชีวิต
ยังมีเืเนื้อ
ยังเดินเข้าประตูจวนเสิ่นในฐานะแม่ทัพใหญ่ผู้สูงสง่า ไม่ใช่นักโทษฏที่ถูกโลกทั้งใบตราหน้า
เสิ่นเยว่หลันลุกขึ้นเร็วเกินไปจนร่างกายวูบเล็กน้อย ชิงหลัวรีบเข้ามาประคอง “คุณหนู ระวังเ้าค่ะ”
นางยกมือห้าม แล้วสูดลมหายใจลึก
“ไปพบท่านพ่อ”
ลานหน้าเรือนใหญ่เต็มไปด้วยความตึงเครียดเมื่อเสิ่นเยว่หลันไปถึง
เสิ่นจื้อหยวน แม่ทัพใหญ่แห่งตระกูลเสิ่น ยืนอยู่กลางลานในชุดเกราะครึ่งตัวที่ยังไม่ทันถอด ฝุ่นจากค่ายทหารยังติดอยู่บนชายเสื้อคลุมสีเข้ม เขาเป็บุรุษวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมลึกเหมือนคนที่ผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วน เพียงยืนอยู่เฉย ๆ ก็ทำให้บ่าวไพร่ทั้งจวนไม่กล้าเงยหน้า บรรยากาศรอบตัวเขาไม่ใช่ความดุร้าย แต่เป็ความเด็ดขาดของผู้ที่เคยตัดสินความเป็ความตายของทหารนับพันในสนามรบ
ฮูหยินรองยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้ายังประดับความสงบ แต่รอยคล้ำใต้ตาและนิ้วมือที่กำผ้าเช็ดหน้าแน่นเกินไปเผยว่านางไม่ได้สบายใจนัก เสิ่นอวี้หรงยืนอยู่หลังมารดา ใบหน้าซีดกว่าปกติ ดวงตาแดงเหมือนร้องไห้มาแล้ว ส่วนซูเหลียนมามาถูกคนของพ่อบ้านเฉินคุมตัวไว้ด้านหนึ่ง มือถูกมัดไว้ด้วยผ้า แต่ร่างยังคงสั่นไม่หยุด
เมื่อเสิ่นเยว่หลันเดินเข้ามา เสิ่นจื้อหยวนหันมาทันที
เพียงได้เห็นหน้าบิดา หัวใจที่นางฝึกให้แข็งมาหลายวันก็แตกร้าวอย่างเงียบงัน
“ท่านพ่อ…” เสียงของนางเบากว่าที่ตั้งใจ
เสิ่นจื้อหยวนมองบุตรีคนโตอย่างละเอียด ดวงตาคมเข้มอ่อนลงแทบไม่รู้ตัว เขาได้ข่าวว่านางป่วยมาหลายวัน แต่ภารกิจในค่ายทำให้กลับมาไม่ได้ทันที เมื่อพ่อบ้านเฉินส่งคนไปแจ้งเื่ใหญ่ในจวน เขาจึงเร่งกลับมาโดยไม่เปลี่ยนชุด แม้สีหน้าของเขายังคงเคร่งขรึม แต่แววตาที่มองเยว่หลันเต็มไปด้วยความห่วงใยชัดเจน
“หลันเอ๋อร์ เ้าดีขึ้นแล้วหรือ”
คำถามธรรมดาเพียงประโยคเดียวกลับเกือบทำให้นางร้องไห้
ชาติก่อน นางได้ยินคนมากมายถามว่านางดีขึ้นหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่ถามเพราะ้าให้นางเชื่อว่าตนเองอ่อนแอ มีเพียงบิดาที่ถามเพราะเขาห่วงจริง ๆ ห่วงแบบเงียบ ๆ ห่วงแบบไม่รู้จะพูดอย่างไรให้สตรีในเรือนเข้าใจ ห่วงแบบแม่ทัพที่จับดาบได้มั่นคง แต่จับมือบุตรีแล้วกลับระวังเหมือนกลัวนางแตกสลาย
เสิ่นเยว่หลันย่อกายคำนับ “ลูกดีขึ้นแล้วเ้าค่ะ ทำให้ท่านพ่อต้องกังวล ลูกอกตัญญู”
เสิ่นจื้อหยวนขมวดคิ้ว “กล่าวเหลวไหลอะไร คนป่วยมีอะไรอกตัญญู”
น้ำเสียงนั้นยังแข็งตามแบบของเขา แต่สำหรับเยว่หลัน กลับอบอุ่นยิ่งกว่าเตาไฟกลางฤดูหนาว
ฮูหยินรองรีบก้าวออกมา น้ำเสียงอ่อนโยน “นายท่านกลับมาเหนื่อย ๆ เื่ในจวนข้าจัดการเองได้ เดิมทีไม่อยากให้รบกวนท่าน แต่ไม่ทราบว่าใครส่งข่าวไปถึงค่าย ทำให้ท่านต้องรีบกลับมาเช่นนี้”
พ่อบ้านเฉินก้มศีรษะ “เป็บ่าวเองขอรับ”
ฮูหยินรองหันไปมองเขา แววตาเย็นวาบ “พ่อบ้านเฉิน เื่เรือนในยังไม่ตรวจสอบชัด ท่านรีบส่งข่าวถึงนายท่านเช่นนี้ เกรงว่าจะทำให้เื่เล็กกลายเป็เื่ใหญ่”
เสิ่นจื้อหยวนหันมามองนางทันที “พบกระดูกเด็กในสวนของฮูหยินใหญ่ เ้าเรียกว่าเื่เล็กหรือ”
ฮูหยินรองหน้าซีดลงเล็กน้อย ก่อนรีบก้มหน้า “ข้ามิได้หมายความเช่นนั้นเ้าค่ะ เพียงแต่เื่นี้เกิดขึ้นหลายปีก่อน ข้าเกรงว่าหากพูดไปโดยไม่มีหลักฐาน จะทำให้คนในจวนแตกตื่น”
“คนในจวนควรแตกตื่น” เสิ่นจื้อหยวนกล่าวเสียงเย็น “เพราะมีเด็กถูกฆ่าแล้วฝังอยู่ในจวนแม่ทัพของข้า”
ประโยคนั้นทำให้ทั้งลานเงียบสนิท
เสิ่นเยว่หลันมองบิดาอย่างเงียบ ๆ
นี่คือเหตุผลที่นางต้องรอให้เขากลับมา
บิดาอาจไม่ชำนาญกลอุบายเรือนใน แต่เมื่อความจริงถูกวางตรงหน้า เขาจะไม่หลบ ไม่กลบ และไม่ยอมให้ผู้ใดใช้คำว่า “เื่เล็ก” มาปิดปากผู้ตาย
“พ่อบ้านเฉิน” เสิ่นจื้อหยวนสั่ง “รายงานมา”
พ่อบ้านเฉินก้าวออกมาข้างหน้า เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเป็ลำดับ ั้แ่คำสั่งของเยว่หลันให้จับตาสวนเหมย หลังจากซูเหลียนมีท่าทางผิดปกติในงานเลี้ยง ไปจนถึงการพบซูเหลียนพาบ่าวชายไปขุดใต้ต้นเหมยกลางดึก พบกระดูกเด็ก และคำพูดที่ซูเหลียนหลุดปากว่า “ข้าฝังลึกแล้ว” รวมถึงผลตรวจเบื้องต้นของหมอชันสูตร ทุกประโยคที่เขาเล่าเหมือนหินหนักถูกวางลงกลางลานทีละก้อน จนใบหน้าของฮูหยินรองและเสิ่นอวี้หรงซีดลงเรื่อย ๆ
เมื่อรายงานจบ เสิ่นจื้อหยวนมองซูเหลียน
เพียงสายตาเดียว ซูเหลียนก็ทรุดลงคุกเข่าทั้งตัว
“นายท่าน บ่าวถูกใส่ร้ายเ้าค่ะ! บ่าวเพียงไปดูเพราะได้ยินข่าวลือเื่สวนเหมย ไม่คิดว่าจะพบกระดูก บ่าวใจึงพูดจาเหลวไหล ไม่ได้หมายความว่าบ่าวเป็คนฝังเด็กคนนั้นจริง ๆ!”
เสิ่นจื้อหยวนถามเสียงต่ำ “เด็กคนนั้นคือใคร”
ซูเหลียนเงียบไป
พ่อบ้านเฉินตอบแทน “น่าจะเป็เสี่ยวถง อดีตสาวใช้เด็กในเรือนฮูหยินใหญ่ที่หายตัวไปหลังฮูหยินใหญ่สิ้นใจไม่นานขอรับ เมื่อก่อนมีข่าวว่าเสี่ยวถงขโมยเงินแล้วหนีออกจากจวน”
เสิ่นจื้อหยวนสีหน้าแข็งขึ้น
เขาจำชื่อเสี่ยวถงได้เลือนราง เด็กหญิงตัวเล็กที่เคยวิ่งถือถาดขนมตามหลังฮูหยินใหญ่ ยามเขากลับจากค่าย นางมักหลบอยู่หลังหลัวมามาด้วยความกลัวทหาร แต่ถ้าฮูหยินใหญ่ยิ้มให้ นางก็จะกล้ายกน้ำชาให้เขา มือสั่นจนถ้วยเกือบหก ครั้งหนึ่งฮูหยินใหญ่ยังหัวเราะแล้วบอกว่า “เด็กคนนี้膽เล็ก แต่ใจดีนัก”
เด็กคนนั้นถูกฝังอยู่ใต้ต้นเหมยในจวนของเขา
หลายปี
และเขาไม่เคยรู้
เสิ่นจื้อหยวนค่อย ๆ กำหมัด
“เหตุใดเื่สาวใช้เด็กหายตัวไปในเรือนฮูหยินใหญ่ จึงไม่มีใครรายงานข้าอย่างชัดเจน”
ฮูหยินรองรีบตอบ “ตอนนั้นนายท่านอยู่ชายแดนเ้าค่ะ และหลักฐานชี้ว่าเสี่ยวถงขโมยเงินหนีไปจริง ข้าไม่อยากให้เื่เล็กน้อยรบกวนงานท่าน จึงจัดการตามกฎเรือนใน”
เสิ่นจื้อหยวนหันไปมองนาง “กฎเรือนในของเ้าคือปล่อยให้เด็กถูกฝังใต้ต้นเหมยนานหลายปีหรือ”
“นายท่าน!” ฮูหยินรองน้ำตาคลอทันที “ท่านกำลังกล่าวหาข้าหรือเ้าคะ ข้าเองก็เพิ่งรู้พร้อมทุกคน หากข้ารู้ว่ามีเื่เช่นนี้เกิดขึ้น ข้าจะนิ่งเฉยได้อย่างไร”
เสิ่นอวี้หรงรีบคุกเข่าลงข้างมารดา “ท่านพ่อโปรดเมตตาท่านแม่ด้วยเ้าค่ะ ท่านแม่ดูแลจวนมาหลายปี ไม่เคยละเลย หากมีคนชั่วแอบทำเื่เลวร้าย ท่านแม่ก็เป็ผู้ถูกหลอกเช่นกัน”
ภาพแม่ลูกคุกเข่าร้องไห้เช่นนี้ หากเป็ชาติก่อน เยว่หลันคงใจอ่อน รีบเข้าไปพยุง และพูดแทนพวกนางว่า “ท่านพ่อ อย่าโทษท่านแม่รองกับอวี้หรงเลยเ้าค่ะ” จากนั้นทุกอย่างก็จะกลายเป็เพียงการลงโทษบ่าวไม่กี่คน แล้วเื่ก็จบ
แต่ชาตินี้ นางยืนอยู่ข้างบิดาอย่างเงียบ ๆ
ไม่ขยับ
ไม่ปลอบ
ไม่ยื่นมือให้คนที่เคยผลักนางลงนรก
ฮูหยินรองสังเกตเห็นท่าทีของนาง ดวงตาใต้หยาดน้ำตาวูบไหวด้วยความเย็นเยียบชั่วขณะ
“หลันเอ๋อร์” ฮูหยินรองหันมาทางนาง น้ำเสียงเ็ป “เ้าก็คิดว่าแม่เกี่ยวข้องกับเื่นี้หรือ”
ทุกสายตาหันมาที่เสิ่นเยว่หลัน
นางมองหญิงตรงหน้า ผู้ที่ใช้คำว่าแม่มาห่มพิษของตนเองนานหลายปี แล้วเอ่ยอย่างสงบ
“ข้าไม่กล้าคิดแทนหลักฐานเ้าค่ะ”
ฮูหยินรองชะงัก
เสิ่นเยว่หลันกล่าวต่อ “เสี่ยวถงถูกกล่าวหาว่าขโมยของแล้วหายตัวไป แต่วันนี้กลับพบกระดูกนางใต้ต้นเหมย ซูเหลียนมามาเป็คนของเรือนตะวันออก และถูกจับได้ขณะพาคนไปขุดจุดฝังศพนางกลางดึก เื่นี้ใหญ่เกินกว่าจะใช้คำว่าเข้าใจผิดกลบผ่าน ลูกคิดว่าควรสอบสวนให้ชัด ไม่ใช่ตัดสินด้วยน้ำตาของผู้ใด”
น้ำตาของฮูหยินรองค้างอยู่บนแก้ม
เสิ่นจื้อหยวนมองบุตรีคนโตอยู่ครู่หนึ่ง แววตาลึกขึ้น
หลันเอ๋อร์ของเขาเปลี่ยนไปจริง ๆ
เมื่อก่อนนางอ่อนโยนเกินไป ไม่ชอบความขัดแย้ง และมักยอมถอยให้คนรอบข้างเพราะคิดว่านั่นคือความสงบ แต่สตรีตรงหน้าเขาในวันนี้พูดจาชัดเจน สุขุม และรู้จักแยกความสงสารออกจากความจริง
เขาควรดีใจหรือเ็ปที่บุตรีต้องเติบโตขึ้นเช่นนี้
“ดี” เสิ่นจื้อหยวนกล่าว “เช่นนั้นก็สอบให้ชัด”
เขาหันไปสั่งพ่อบ้านเฉิน “กักตัวซูเหลียนกับบ่าวชายสองคนนั้นไว้ แยกสอบต่อ ห้ามผู้ใดเข้าเยี่ยม ห้ามส่งอาหารจากเรือนตะวันออก ให้คนของข้าดูแลเอง ส่วนสวนเหมย ปิดพื้นที่จนกว่าจะตรวจเสร็จ”
“ขอรับ”
ฮูหยินรองรีบเอ่ย “นายท่าน แล้วงานในเรือน…”
“ั้แ่วันนี้ เื่เรือนในทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับของเก่าของฮูหยินใหญ่ คนเก่าในเรือนฮูหยินใหญ่ และสวนเหมย ให้เยว่หลันดูแลร่วมกับพ่อบ้านเฉิน”
เสิ่นอวี้หรงเงยหน้าขึ้นอย่างใ
ฮูหยินรองเองก็แทบควบคุมสีหน้าไม่อยู่ “นายท่าน เยว่หลันเพิ่งฟื้นไข้ เื่เหล่านี้หนักเกินไปสำหรับนางหรือไม่เ้าคะ”
เสิ่นจื้อหยวนตอบเย็น ๆ “นางเป็บุตรีของฮูหยินใหญ่ เป็เ้าของเรือนหลันฮวา และเป็คนที่พบความผิดปกติ หากนางไม่มีสิทธิ์ดูแล แล้วใครมีสิทธิ์”
ฮูหยินรองพูดไม่ออก
เสิ่นเยว่หลันก้มศีรษะ “ลูกจะทำอย่างระวังเ้าค่ะ”
“หากมีสิ่งใดเกินกำลัง บอกพ่อ” เสิ่นจื้อหยวนกล่าว
คำว่า “พ่อ” จากปากเขาเรียบง่าย แต่สำหรับเยว่หลันกลับเหมือนมีบางอย่างอุ่นขึ้นในอก
“เ้าค่ะ”
หลังจากทุกคนแยกย้าย เสิ่นจื้อหยวนเรียกเยว่หลันไปพบที่ห้องหนังสือของจวน
ห้องหนังสือยังคงเหมือนในความทรงจำของนาง ชั้นไม้สูงเรียงรายด้วยตำราการทหาร แผนที่ชายแดน และม้วนเอกสารเก่า บนผนังแขวนดาบยาวเล่มหนึ่งที่บิดาเคยใช้ในศึกเมื่อสิบปีก่อน กลิ่นหมึก กระดาษ และหนังเกราะอ่อน ๆ ทำให้นางรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปสมัยเด็ก ยามมารดายังมีชีวิต นางมักแอบเข้ามาที่นี่เพื่อวาดดอกไม้บนกระดาษรายงานทหารจนบิดาทำหน้าดุ แต่ไม่เคยลงโทษจริง
เสิ่นจื้อหยวนนั่งลงหลังโต๊ะ ก่อนชี้เก้าอี้ด้านหน้า
“นั่ง”
เยว่หลันนั่งลงอย่างสงบ แต่ในใจยังตึงอยู่เล็กน้อย นางรู้ว่าบิดาไม่ใช่คนโง่ เขาย่อมเห็นว่านางรู้อะไรมากกว่าที่พูดออกไป
เสิ่นจื้อหยวนมองนางอยู่นาน ก่อนถามตรง ๆ
“เ้ารู้เื่สวนเหมยได้อย่างไร”
คำถามนั้นไม่มีอ้อมค้อม สมกับเป็บิดาของนาง
เสิ่นเยว่หลันเตรียมคำตอบไว้แล้ว แต่เมื่อสบตาเขา นางกลับพบว่าการโกหกบิดายากกว่าที่คิด นางไม่อาจบอกว่าในชาติก่อนตระกูลเสิ่นถูกปะา และนางย้อนกลับมาพร้อมดวงตาเห็นิญญาได้ อย่างน้อยยังไม่ใช่ตอนนี้ เพราะความจริงนั้นหนักเกินไปและอันตรายเกินไป แต่หากโกหกทั้งหมด นางจะไม่ต่างจากคนที่ใช้คำเท็จปิดบังเขามาหลายปี
นางจึงเลือกพูดเพียงครึ่งหนึ่งของความจริง
“ลูกฝันเ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนขมวดคิ้ว “ฝัน?”
“หลังฟื้นไข้ ลูกฝันเห็นมารดา เห็นสวนเหมย และเห็นเด็กคนหนึ่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นไม้ ลูกไม่แน่ใจว่าฝันนั้นหมายความว่าอย่างไร จึงไปที่สวนเหมย แล้วพบว่ามีหลายอย่างผิดปกติ”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนหยิบถุงหอมของเสี่ยวถงที่ห่อไว้ออกมาวางบนโต๊ะ
“ลูกพบสิ่งนี้ใกล้ต้นเหมย และหลังจากนั้นก็เริ่มสงสัยว่าการหายตัวไปของเสี่ยวถงอาจไม่ใช่เื่ธรรมดา”
เสิ่นจื้อหยวนหยิบถุงหอมขึ้นดู ลายปักหยาบ ๆ บนถุงเก่าทำให้สายตาของเขาอ่อนลงเล็กน้อย เขาอาจจำเสี่ยวถงได้ไม่ชัด แต่จำได้ว่าฮูหยินใหญ่เคยชอบให้เด็ก ๆ ในเรือนปักถุงหอมเล่น บางใบเอียงจนดูไม่เป็รูป แต่นางก็ชมว่า “ความตั้งใจงดงามกว่าฝีเข็ม”
“แล้วเื่ซูเหลียน?”
เยว่หลันหยิบเศษปิ่นทองออกมาวางต่อ
“ลูกพบสิ่งนี้ในหีบเก่าของมารดา มีชื่อซูเหลียนสลักอยู่ ลูกจึงคิดว่ามารดาอาจทิ้งเบาะแสไว้ก่อนตาย”
คราวนี้สีหน้าของเสิ่นจื้อหยวนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
เขาหยิบเศษปิ่นขึ้นมาดู ดวงตาคมสั่นไหวเล็กน้อย
“ปิ่นเหมยทอง…”
เยว่หลันเงยหน้าทันที “ท่านพ่อรู้จักหรือเ้าคะ”
เสิ่นจื้อหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงต่ำ “นั่นเป็ปิ่นที่ข้าสั่งทำให้มารดาเ้า เดิมทีนางบอกว่าจะเก็บไว้ให้เ้าเมื่ออายุครบสิบหก แต่หลังนางตาย ปิ่นนั้นหายไป ข้าคิดว่านางอาจมอบให้เ้าก่อนแล้ว หรือไม่ก็เก็บไว้ที่ใดสักแห่ง”
หัวใจเยว่หลันหนักขึ้น
“ลูกไม่เคยได้รับเ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนกำเศษปิ่นแน่นขึ้นเล็กน้อย
ความเงียบในห้องหนังสือเย็นลงเรื่อย ๆ
ผ่านไปนาน เขาจึงถาม “เหตุใดเ้าไม่บอกพ่อทันที”
เยว่หลันหลุบตา “เพราะลูกยังไม่มีหลักฐานพอเ้าค่ะ และเพราะเมื่อก่อนลูกเคยพูดหลายเื่ แต่ทุกครั้งมักกลายเป็ว่าลูกคิดมาก อ่อนแอ หรือเข้าใจผิด”
คำตอบนั้นแทงเข้าไปในใจเสิ่นจื้อหยวนอย่างเงียบงัน
เขาไม่ใช่บิดาที่ไม่รักลูก แต่เขาเป็บิดาที่อยู่ในสนามรบมากเกินไป ปล่อยเื่เรือนในให้คนอื่นดูแลมากเกินไป และเชื่อว่าตราบใดที่ส่งเงิน ส่งของ และให้สถานะบุตรีมั่นคง นางย่อมปลอดภัย แต่ความจริงคือในจวนของเขา ภายใต้หลังคาของเขา บุตรีของเขาถูกวางยา มารดาของนางอาจถูกฆ่า สาวใช้เด็กถูกฝัง และเขาไม่รู้เลย
“หลันเอ๋อร์” เสียงของเขาต่ำลง “พ่อผิดเอง”
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้าขึ้นทันที “ท่านพ่อ…”
“พ่อควรดูแลเ้าและมารดาเ้าให้ดีกว่านี้” เขากล่าว “สนามรบทำให้พ่อระวังดาบของศัตรู แต่กลับไม่เห็นมีดที่ซ่อนอยู่ในจวนตนเอง”
ความเจ็บในน้ำเสียงของบิดาทำให้นางแทบกลั้นน้ำตาไม่ไหว
ชาติก่อนนางไม่เคยได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ไม่มีโอกาส ไม่มีเวลา ทุกอย่างพังทลายเร็วเกินไป แต่ชาตินี้นางยังนั่งอยู่ตรงหน้าเขา ยังมีโอกาสเปลี่ยนความเสียใจให้กลายเป็การปกป้อง
“ท่านพ่อไม่ผิดทั้งหมดเ้าค่ะ” นางกล่าว “คนผิดคือคนลงมือ คนวางแผน และคนที่ใช้ความไว้ใจของท่านพ่อทำร้ายคนในจวน”
เสิ่นจื้อหยวนมองนาง ดวงตาแข็งขึ้นอีกครั้ง
“พ่อจะสืบเื่นี้เอง”
เยว่หลันรีบกล่าว “ลูกขอร่วมด้วยเ้าค่ะ”
“เื่นี้อันตราย”
“ลูกทราบ”
“หากเกี่ยวพันกับคนในวัง เ้าจะยิ่งอันตราย”
หัวใจเยว่หลันสะดุดเล็กน้อย
บิดาคิดถึงจุดนั้นแล้ว
ตราหงส์ครึ่งปีกในจดหมายของเสี่ยวถงยังไม่ได้ถูกนำออกมาให้เขาดู นางซ่อนไว้ก่อน เพราะไม่แน่ใจว่าควรเปิดเื่คนในวังทันทีหรือไม่ แต่ดูเหมือนเสิ่นจื้อหยวนจะเข้าใจบางอย่างจากเศษปิ่นและการตายของมารดานางมากกว่าที่คิด
“ท่านพ่อสงสัยผู้ใดหรือเ้าคะ”
เสิ่นจื้อหยวนไม่ตอบตรง ๆ เขาวางเศษปิ่นลงบนโต๊ะ แล้วกล่าวเสียงต่ำ “มารดาเ้าเคยเตือนพ่อก่อนตายว่า อย่าไว้ใจจดหมายจากวังมากเกินไป ตอนนั้นพ่อคิดว่านางกังวลเพราะป่วยหนัก ไม่คิดว่า…”
เขาหยุดไป ดวงตาคมมีความเสียใจพาดผ่าน
เยว่หลันรู้สึกเหมือนเส้นใยอีกเส้นในอดีตถูกดึงขึ้นมา
จดหมายจากวัง
ตราหงส์ครึ่งปีก
ฮูหยินรอง
ซูเหลียน
ทุกอย่างเริ่มชี้ไปทางเดียวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
“หลันเอ๋อร์” เสิ่นจื้อหยวนกล่าว “ั้แ่นี้ไป อย่ากินหรือดื่มสิ่งใดจากเรือนตะวันออก อย่าออกนอกจวนตามลำพัง และหากมีใครจากวังส่งเทียบเชิญหรือของมา ต้องให้พ่อดูเสียก่อน”
“เ้าค่ะ”
“ส่วนองค์ชายสาม…” เขาหยุดไปเล็กน้อย “่นี้เ้าอย่าเพิ่งพบเขาตามลำพัง”
เสิ่นเยว่หลันนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนก้มหน้าลง
“ลูกเข้าใจเ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนมองนางอย่างพิจารณา “เ้าไม่ได้ถามเหตุผล?”
ในอดีต หากเขาพูดเช่นนี้ นางคงรีบบอกว่าองค์ชายสามเป็คนดี ทรงห่วงใยนาง ท่านพ่อเข้าใจผิด แต่วันนี้นางเพียงรับคำอย่างสงบ
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น “ท่านพ่อเคยบอกว่า ในสนามรบ คนที่เข้ามาพร้อมรอยยิ้มอาจถือมีดไว้หลังหลังมากกว่าคนที่ชักดาบต่อหน้า ลูกเพิ่งเข้าใจคำนี้เ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนมองบุตรีอยู่นาน
เขาดีใจที่นางเข้าใจ
แต่ก็เ็ปที่นางต้องเข้าใจเร็วเกินไป
“ดี” เขากล่าวในที่สุด “พักผ่อนเถิด เื่ซูเหลียน พ่อจะสอบต่อเอง”
เยว่หลันลุกขึ้นคำนับ “เ้าค่ะ”
ก่อนนางจะออกจากห้อง เสิ่นจื้อหยวนพลันเรียกไว้
“หลันเอ๋อร์”
นางหันกลับมา
บิดานั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ แสงจากหน้าต่างส่องลงบนใบหน้าที่ผ่านลมฝนมานาน ดวงตาของเขายังคงเคร่งขรึม แต่ครั้งนี้มีความอ่อนโยนที่เปิดเผยมากขึ้น
“ต่อไป หากเ้าฝันเห็นมารดาเ้าอีก บอกนางว่า…พ่อขอโทษ”
ลำคอของเสิ่นเยว่หลันตีบตันขึ้นมาในทันที
นางก้มหน้าลงเพื่อซ่อนน้ำตาที่เกือบหลุดออกมา
“ลูกจะบอกเ้าค่ะ”
เมื่อกลับออกจากห้องหนังสือ แสงแดดยามสายส่องผ่านกิ่งไม้ลงบนทางเดินหิน เสิ่นเยว่หลันเดินช้า ๆ โดยมีชิงหลัวตามหลังไม่ไกล หลัวมามาลอยอยู่ด้านข้างเงียบ ๆ ิญญาหญิงชราเหมือนยังซาบซึ้งกับคำพูดของแม่ทัพเสิ่น ส่วนเสี่ยวถงไม่ได้ตามมา นางยังอยู่ใกล้สวนเหมย รอวันที่กระดูกของตนจะถูกนำขึ้นมาทำพิธีอย่างถูกต้อง
“คุณหนู นายท่านเชื่อท่านแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ” ชิงหลัวถามเบา ๆ
“ท่านพ่อเชื่อหลักฐาน” เยว่หลันตอบ “และนั่นดีกว่าเชื่อข้าเพราะสงสาร”
ชิงหลัวพยักหน้า “หลังจากนี้เรือนตะวันออกคงขยับลำบากขึ้น”
“ใช่” เยว่หลันกล่าว “แต่คนจนมุมมักอันตรายกว่าเดิม”
ขณะเดินผ่านระเบียงใกล้ประตูด้านข้างของจวน สาวใช้คนหนึ่งรีบเดินเข้ามาคำนับ
“คุณหนูใหญ่ มีคนฝากของไว้ให้ท่านเ้าค่ะ”
ชิงหลัวขมวดคิ้ว “ใครฝาก”
สาวใช้ส่ายหน้า “บ่าวไม่ทราบเ้าค่ะ เป็เด็กส่งของจากร้านธูปหน้าตลาด บอกว่ามีคนจ่ายเงินให้มาส่งถึงมือคุณหนูใหญ่ แล้วก็รีบไป”
ชิงหลัวระวังขึ้นทันที “ของอยู่ไหน”
สาวใช้ยื่นกล่องไม้สีดำใบเล็กออกมา กล่องนั้นไม่มีลวดลาย ไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพียงเชือกสีเงินเส้นหนึ่งผูกอยู่รอบกล่องอย่างเรียบง่าย
เสิ่นเยว่หลันมองกล่องนั้น หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างไม่มีเหตุผล
กลิ่นจาง ๆ ของดอกเหมยและควันธูปเย็นลอยออกมาจากกล่อง
ไม่ใช่กลิ่นจากเรือนตะวันออก
ไม่ใช่กลิ่นจากวัง
แต่เป็กลิ่นเดียวกับเงาชุดดำที่นางเห็นนอกหน้าต่างเมื่อคืน
“คุณหนู อย่าเพิ่งแตะเ้าค่ะ” ชิงหลัวรีบกล่าว “อาจมีพิษ”
เสิ่นเยว่หลันไม่ได้เปิดทันที นางรับกล่องมาอย่างระมัดระวัง ใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อไว้ก่อน แล้วกลับเรือนหลันฮวา
เมื่อแน่ใจว่าห้องปลอดคน นางจึงวางกล่องไม้สีดำบนโต๊ะ หลัวมามายืนมองมันด้วยสีหน้าหวาดหวั่น ส่วนชิงหลัวถือเข็มเงินเตรียมตรวจพิษอย่างเคร่งเครียด
“คุณหนู บ่าวเปิดให้เองเ้าค่ะ”
“ไม่ต้อง” เยว่หลันกล่าว
นางค่อย ๆ แก้เชือกสีเงินออก ฝากล่องเปิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ภายในมีเพียงสิ่งเดียว
กระดาษดำแผ่นเล็กพับครึ่ง
เสิ่นเยว่หลันหยิบขึ้นมา เปิดออกช้า ๆ บนกระดาษมีตัวอักษรสีเงินเขียนด้วยลายมือคมงดงามเพียงหนึ่งประโยค
“อย่าขุดประตูที่อยู่ใต้กระดูกเด็ก หากยังไม่พร้อมฟังเสียงหมื่นิญญา”
ปลายนิ้วของนางเย็นลงทันที
ใต้ข้อความนั้นไม่มีชื่อผู้ส่ง
มีเพียงตราประทับเล็ก ๆ รูปเมฆดำล้อมจันทร์เสี้ยว
ชิงหลัวอ่านไม่ออกว่าตรานั้นคืออะไร แต่หลัวมามากลับถอยหลังหนึ่งก้าวทันที
“ตราจวนฉีหลิงอ๋อง…” ิญญาหญิงชรากระซิบ
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ฉีหลิงอ๋อง
หลี่เฟิงเหยียน
เขารู้เื่กระดูกเด็ก
รู้เื่ใต้ต้นเหมย
และรู้บางอย่างที่นางยังไม่รู้
ขณะนั้น เสี่ยวถงพลันปรากฏขึ้นใกล้หน้าต่าง ร่างเล็กโปร่งแสงของนางดูตื่นกลัวผิดปกติ
“คุณหนูใหญ่…” เด็กหญิงพูดเสียงสั่น “ใต้กระดูกของบ่าว ยังมีบางอย่างอยู่เ้าค่ะ”
เยว่หลันหันไปมองทันที
“อะไร”
เสี่ยวถงส่ายหน้า น้ำตาคลอ “บ่าวไม่รู้ แต่ทุกคืน บ่าวได้ยินเสียงคนร้องไห้จากใต้ดิน ลึกกว่าที่บ่าวถูกฝังไว้ พวกเขาไม่ใช่คนในจวน พวกเขาเยอะมาก เยอะจนบ่าวกลัว”
ห้องทั้งห้องเงียบลง
เสียงหมื่นิญญา
คำบนกระดาษดำเหมือนสะท้อนก้องอยู่ในหัวนางอีกครั้ง
อย่าขุดประตูที่อยู่ใต้กระดูกเด็ก
เสิ่นเยว่หลันกำกระดาษแน่นขึ้นเล็กน้อย
เดิมทีนางคิดว่าสวนเหมยซ่อนเพียงศพของเสี่ยวถงและหลักฐานเื่มารดา แต่ดูเหมือนใต้ดินผืนนั้นอาจมีความลับเก่าแก่กว่านั้น ซ่อนลึกกว่าความแค้นในจวนเสิ่น และอาจเกี่ยวข้องกับเหตุผลที่ิญญานับหมื่นเรียกนางว่านายหญิง
ชิงหลัวมองใบหน้าของนางอย่างเป็กังวล “คุณหนู เราควรทำอย่างไรเ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันมองกระดาษดำในมือ ดวงตาค่อย ๆ สงบนิ่งลง
“หากมีคนเตือน แปลว่าเขารู้ว่าข้ากำลังจะเดินไปทางใด” นางกล่าว “และหากเขารู้มากกว่าข้า ข้าก็ควรถามเขาให้ชัด”
“คุณหนูหมายถึง…”
“เตรียมเสื้อคลุม” เยว่หลันกล่าว “คืนนี้ข้าจะออกจากจวน”
ชิงหลัวหน้าเปลี่ยนสี “ออกจากจวน? ไปที่ใดเ้าคะ”
เยว่หลันพับกระดาษดำกลับอย่างช้า ๆ
ในความทรงจำจากชาติก่อน บุรุษชุดดำเคยยืนอยู่กลางหมอกโลหิต และมองนางเหมือนรู้ว่านางจะกลับมา
ในชาตินี้ เขายื่นมือเข้ามาก่อนนางจะเรียกหา
ไม่ว่าเขาเป็มิตรหรือศัตรู นางก็ไม่อาจหลบเลี่ยงได้อีกแล้ว
“ศาลร้างท้ายตลาดตะวันตก” นางกล่าวเสียงเบา “หากเขา้าให้ข้ารู้ เขาจะอยู่ที่นั่น”
นอกหน้าต่าง ลมกลางวันพัดผ่านกิ่งเหมยอย่างแ่เบา ทั้งที่แดดยังสว่าง แต่เงาของเมฆดำกลับเคลื่อนผ่านจวนเสิ่นพอดี ทำให้แสงในห้องมืดลงชั่วขณะ
เสิ่นเยว่หลันมองตราเมฆดำล้อมจันทร์เสี้ยวบนกระดาษ
หมากในจวนเสิ่นยังไม่จบ
แต่เงาของอีกกระดานหนึ่งเริ่มทาบลงมาแล้ว
และบนกระดานนั้น คนที่รออยู่อาจไม่ใช่เพียงศัตรู
แต่อาจเป็บุรุษผู้รู้ความลับของความตายของนางั้แ่แรก