ณ โถงทางเดินกว้างขวางของวิทยาลัยรอยัลซันสโตน ฟิโอร่า วินด์สเกล และกลุ่มเพื่อนกำลังเดินพูดคุยส่งเสียงหัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร ทว่าจังหวะย่างก้าวกลับต้องชะงักลง เมื่อสายตาของเธอปะทะเข้ากับร่างระหงของหญิงสาวผู้หนึ่งที่เดินตรงมาจากเบื้องหน้า
หญิงสาวเ้าของใบหน้างดงามสะกดสายตา ล้อมกรอบด้วยเส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลไหม้ดูภูมิฐาน เธอเดินมาพร้อมกับกลุ่มหญิงสาวจำนวนมากที่คอยเดินตามห้อมล้อมด้วยท่าทีประจบสอพลออย่างเห็นได้ชัด
เมื่อตระหนักได้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือใคร ฟิโอร่าจึงรีบสำรวมท่าทีแล้วโน้มตัวลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“สวัสดีค่ะองค์หญิงเซราฟินา ดิฉัน ฟิโอร่า วินด์สเกล ขอแสดงความเคารพแด่ท่าน”
เซราฟินา ธีโอดอร์ คือบุตรลำดับที่หกแห่งราชวงศ์ธีโอดอร์ เธอเป็บุตรสาวในจักรพรรดิธีโอดอร์ที่แปด และจักรพรรดินีคู่บัลลังก์ แม้จะดำรงตำแหน่งเป็องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ที่เล่าเรียนอยู่ในชั้นปีเดียวกับฟิโอร่า แต่เซราฟินากลับเป็ที่รักใคร่ไปทั่วทั้งวิทยาลัย ด้วยกิตติศัพท์ด้านความเมตตาและท่าทีที่เปี่ยมไปด้วยไมตรีจิตอันเป็กันเองต่อทุกคน
ในบรรดาบุตรทั้งเจ็ดพระองค์ที่ประสูติโดยจักรพรรดินีนั้น บุตรชายและบุตรสาวทั้งห้าต่างสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยแห่งนี้ไปหมดแล้ว ทิ้งไว้เพียงตำนานอันเลื่องลือ ส่วนบุตรคนสุดท้องนั้นยังทรงพระเยาว์นัก จึงยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะก้าวเข้าสู่รั้วรอยัลซันสโตนเหมือนดังเช่นพี่ ๆ ในเวลานี้
แม้ตามราชประเพณีแล้ว ตำแหน่งองค์รัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์จักรพรรดิควรตกเป็สิทธิ์โดยชอบธรรมของบุตรคนโต ทว่าในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานนับั้แ่องค์ปฐมจักรพรรดิจนถึงรัชกาลที่แปดในปัจจุบัน กฎเหล็กข้อนี้กลับถูกสั่นคลอนอยู่บ่อยครั้ง มีเพียงจักรพรรดิรัชกาลที่สามและที่หกเท่านั้นที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะบุตรคนโตอย่างราบรื่น
แม้แต่จักรพรรดิองค์ปัจจุบันเอง ก็ทรงเป็เพียงบุตรลำดับที่สี่ผู้ฝ่าฟันสมรภูมิแย่งชิงอำนาจระหว่างสายเืมาอย่างโชกโชนก่อนจะคว้าตำแหน่งจักรพรรดิมาครองได้สำเร็จ
ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่ง จักรพรรดิธีโอดอร์ที่เก้า ในอนาคตก็ไม่แน่เช่นกันสำหรับเซราฟินา เพราะประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ทั้งเจ็ดรัชกาลที่ผ่านมา เคยมีจักรพรรดินีผู้เลอโฉมขึ้นปกครองอาณาจักรมาแล้วถึงสองรุ่น การที่เธอจะกลายเป็สตรีผู้กุมอำนาจจักรวรรดิคนต่อไป... จึงไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้เลย
“สวัสดีดีค่ะ ท่านหญิงฟิโอร่า กำลังจะไปโรงอาหารกันอยู่ใช่ไหมคะ?”
เซราฟินาเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มละไมพลางทอดน้ำเสียงอ่อนหวาน สายตาที่เปี่ยมด้วยความอาทรทอดมองมายังอีกฝ่ายอย่างเป็กันเอง
“เกรงว่าตอนนี้ผู้คนคงจะเยอะจนหาที่นั่งได้ยากเสียหน่อย ยังไงให้ดิฉันเดินกลับไปเป็เพื่อนเพื่อช่วยจัดการหาที่นั่งให้ดีไหมคะ?”
เมื่อได้ยินข้อเสนอที่เปี่ยมด้วยเมตตาเช่นนั้น ฟิโอร่าจึงก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อปฏิเสธอย่างสำรวม “ขอบพระทัยในความกรุณานี้เป็อย่างยิ่งองค์หญิง แต่ดิฉันมิกล้ารบกวนเวลาอันมีค่าของพระองค์ให้ต้องเสียไปกับเื่เล็กน้อยเพียงนี้... ขอขอบพระคุณในความหวังดีที่ทรงมีให้ดิฉันเสมอมาคะ”
กล่าวจบ ฟิโอร่าก็ย่อตัวถวายคำนับอย่างงดงามอีกครา ก่อนจะขอประทานอนุญาตปลีกตัวเดินเลี่ยงออกมาพร้อมกับกลุ่มเพื่อน ๆ ของเธอ
แม้จะเดินคล้อยหลังออกมาแล้ว ทว่าบนใบหน้าของฟิโอร่ากลับไร้ซึ่งร่องรอยของความปลาบปลื้มใจที่ได้รับความเมตตาจากองค์หญิงผู้นี้
แม้ภาพลักษณ์ภายนอกของเซราฟินาจะดูโอบอ้อมอารีและเปี่ยมด้วยความห่วงใยเพียงใด แต่ในใจลึก ๆ ของฟิโอร่ากลับััได้ถึงความเย็นเยียบที่ขัดแย้งกับท่าทีเ่าั้ ลางสังหรณ์บางอย่างเตือนเธอว่าภายใต้วาจาอันอ่อนหวานอาจซ่อนเร้นประสงค์ร้ายที่ยากจะคาดเดา
เธอได้แต่ลอบทอดถอนใจพลางภาวนาขอให้ตนเองจบการศึกษาจากวิทยาลัยแห่งนี้ไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย... อย่าให้ซ้ำรอยเดิมที่เคยเกิดขึ้นกับพี่ชายของเธอใน่โค้งสุดท้ายก่อนเรียนจบ ต้องย้อนกลับมาเกิดซ้ำกับเธออีกเลย
หนึ่งสัปดาห์ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทริสตันยังคงจมจ่อมอยู่กับกองเอกสารและรายงานราชการที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องทำงาน เสียงฝีเท้าของทหารยามดังขึ้นที่หน้าประตูเพื่อรายงานการมาถึงของ เอลีเนีย ซึ่งเขาก็อนุญาตให้เธอเข้าพบในทันที
หญิงชราก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเร่งร้อนก่อนจะค้อมตัวลงทำความเคารพตามธรรมเนียม
“ผู้น้อยเอลีเนีย ขอประทานอนุญาตเข้าพบท่านผู้ปกครองค่ะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ขณะนี้เรากำลังเผชิญปัญหาใหญ่เกี่ยวกับงบประมาณในคลังหลวงของซิลเวอร์เรสที่ร่อยหรอลงจนใกล้จะหมดสิ้น หากไม่มีเงินทุนก้อนใหม่เข้ามาสมทบโดยเร็ว โครงการก่อสร้างหลายแห่งที่กำลังดำเนินการอยู่เกรงว่าจะต้องหยุดชะงักลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้... และนี่คือสรุปรายงานค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ถูกใช้ไปในโครงการต่าง ๆ จนถึงปัจจุบันค่ะ”
กล่าวจบเธอก็ยื่นปึกเอกสารที่สรุปรายละเอียดงบประมาณอย่างถี่ถ้วนส่งให้เขาเพื่อพิจารณาตรวจสอบ
ทริสตันกวาดสายตาอ่านรายงานทุกตัวอักษรอย่างถี่ถ้วนรอบแล้วรอบเล่า ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเป็จังหวะตามความคิดที่โลดแล่น รายจ่ายมหาศาลจากสารพัดโครงการที่เขาเป็ผู้ริเริ่มปรากฏเด่นชัดจนทำให้เขารู้สึกปวดหนึบที่ขมับ
เขาละสายตาจากตัวเลขเ่าั้แล้วเงยหน้าขึ้นทอดถอนใจยาว ราวกับจะระบายความหนักอึ้งในอก
แม้จะเบาใจได้บ้างที่หลายโครงการลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่ภาระที่เหลืออยู่นั้นยังคงน่าหนักใจ ทั้งการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมภายในเมือง การขยายค่ายทหารเพื่อความมั่นคง ไปจนถึงอาคารหลังใหม่ของหน่วยตีเหล็กที่กำลังจะเริ่มก่อสร้าง... ทุกอย่างล้วนขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินจากคลังหลวง ซึ่งกว่าเจ็ดส่วนในนั้นคือทุนทรัพย์ส่วนตัวที่เขาทุ่มลงไปเพื่อวางรากฐานชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชน
เจตจำนงของเขานั้นชัดเจน คือการสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นให้ฟันเฟืองทางเศรษฐกิจของซิลเวอร์เรสกลับมาหมุนวนอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทว่าในความเป็จริงอันโหดร้าย... หากเมืองทั้งเมืองยังต้องพึ่งพาเพียงกระเป๋าเงินของเขาสถานเดียวเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีต่อความมั่นคงในระยะยาวเลยสักนิด
ปลายนิ้วของเขายังคงเคาะลงบนโต๊ะไม้หนาเป็จังหวะที่สะท้อนถึงความตึงเครียดในจิตใจ แม้เขาจะใช้ทรัพย์สินส่วนที่เหลือมาอุดรอยรั่วของคลังหลวงได้ในยามคับขัน แต่นั่นก็เป็เพียงการประวิงเวลาและแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น...
ความหวังเดียวที่ทริสตันเฝ้ารอ คือคณะทูตที่เขาส่งไปเจรจากับ ผู้ปกครองดาเรียน หากทุกอย่างเป็ไปตามแผนการที่วางไว้ เม็ดเงินมหาศาลจะไหลเวียนเข้าสู่ดินแดนซิลเวอร์เรสอย่างมหาศาลจนช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ทันท่วงที
ทริสตันอดทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างไม่ได้ ในใจอดคิดไม่ได้ว่าป่านนี้คณะเดินทางจะถึง เมืองเอเธลการ์ด แล้วหรือยัง? เพราะเมืองแห่งนั้นตั้งอยู่ในเขตอาณัติของ าาเฟลเวล มิใช่เขตอิทธิพลของ าาวินด์สเกล การข้ามพรมแดนแต่ละด่านจึงเต็มไปด้วยพิธีการที่เข้มงวดและการตรวจสอบตัวตนอย่างละเอียดยิบ
เขาได้แต่หวังว่า ตราสัญลักษณ์ หรือเอกสารยืนยันตัวตนที่เขามอบติดตัวคณะทูตไปนั้น จะมีอำนาจพอให้พวกเขาก้าวผ่านอุปสรรคเ่าั้มาได้โดยสวัสดิภาพ
ทริสตันมองไปยังเอลีเนียอีกครั้ง มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะปลอบโยนความกังวลของเธอ
“เอาแบบนี้แล้วกันเอลีเนีย... เราจะจัดสรรทุนทรัพย์ส่วนตัวเข้าไปเติมในคลังหลวงเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้ฟันเฟืองของทุกโครงการยังคงหมุนต่อไปได้โดยไม่สะดุด”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่ทว่าหนักแน่น ราวกับว่าตัวเลขมหาศาลที่เขากำลังจะจ่ายออกไปนั้นเป็เพียงเื่เล็กน้อย
“อีกเพียงไม่นาน รายได้ก้อนใหญ่จะถูกส่งมาถึงดินแดนของเราอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นจงใช้เงินส่วนนี้ประคองสถานการณ์ไปก่อน... เราคาดการณ์ไว้ว่า ภายในไม่เกินสองสัปดาห์นี้ เงืนก้อนโตที่พวกเราเฝ้ารอ... น่าจะเดินทางมาถึงมือเราเสียที”
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจของชายหนุ่มตรงหน้า ความหนักใจที่เคยกดทับเอลีเนียอยู่ก็พลันมลายหายไป เธอััได้ทันทีว่าผู้ปกครองของเธอต้องมีแผนการที่รัดกุมเตรียมพร้อมไว้แล้วอย่างแน่นอน หญิงสาวจึงรีบโน้มตัวลงทำความเคารพด้วยความเลื่อมใส
“ผู้น้อยรับทราบแล้วค่ะ ผู้น้อยจะกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณส่วนนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประคองทุกโครงการให้มั่นคงจนกว่าเงินทุนชุดใหม่จะมาถึงตามที่ท่านคาดการณ์ไว้ค่ะ”
หลังจากเอลีเนียขอตัวลาและเดินออกจากห้องไป ทริสตันก็จัดการถ่ายโอนทรัพย์สินส่วนตัวก้อนสุดท้ายไปสมทบยังคลังหลวงเพื่อพยุงสถานการณ์เบื้องหน้าให้เดินหน้าต่อได้ทันที ทว่าเมื่ออยู่เพียงลำพัง ท่าทีองอาจเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็ความเงียบเหงา
เขาทอดสายตามองพื้นที่ว่างเปล่าในลิ้นชักเก็บทองส่วนตัวพลางรู้สึกห่อเหี่ยวใจลึก ๆ เพราะความจริงแล้ว... ในเวลานี้ แม้แต่เหรียญทองติดตัวเขาก็แทบจะไม่มีเหลืออยู่เลย
เมื่อความเครียดรุมเร้าจนยากจะสลัดพ้น ทริสตันจึงตัดสินใจละจากโต๊ะทำงานออกไปเดินตรวจตราเมืองอีกครั้งเพื่อผ่อนคลายจิตใจ
เบื้องหน้าของเขาคือภาพของความวุ่นวายที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ชาวเมืองต่างขยันขันแข็งกับการทำงานในโครงการต่าง ๆ เสียงการก่อสร้างสลับกับเสียงพูดคุยดังประสานกันไปทั่ว ตลาดที่เคยเงียบเหงาบัดนี้เต็มไปด้วยแผงขายของและกลิ่นหอมของอาหารที่เรียงรายมากกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัว ผู้คนเริ่มมีกำลังซื้อจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทริสตันสะดุดตาที่สุด กลับไม่ใช่ความเจริญทางวัตถุ แต่เป็ "แววตา" ของประชาชน... แววตาที่เคยว่างเปล่าไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับประกายด้วยพลังและความหวัง สภาพแวดล้อมที่สะอาดตาและเป็ระเบียบขึ้นกว่าวันแรกที่เขามาถึง เสียงหัวเราะของประชาชนที่เคยเลือนหายไปให้กลับมาดังก้องทั่วทุกหัวระแหง
‘ภาพของผู้คนเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ...’ เขาคิดในใจด้วยความตื้นตัน
ยามที่สายตาของประชาชนปะทะเข้ากับร่างของผู้ปกครองหนุ่ม พวกเขาต่างแสดงออกถึงความเลื่อมใสศรัทธาผ่านรอยยิ้มที่จริงใจ ทริสตันยกยิ้มตอบพลางโบกมือทักทายอย่างเป็กันเองกับทุกคนที่เดินผ่าน
จริงอยู่ที่เงินทองในคลังส่วนตัวจะร่อยหรอจนแทบหมดสิ้น... แต่เมื่อแลกกับภาพความสุขของประชาชนที่ปรากฏตรงหน้า เขาก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่เสียไปนั้นมันช่างเล็กน้อยและคุ้มค่าเหลือเกิน
หลังเสร็จสิ้นภารกิจตรวจตราเมือง ทริสตันกลับมานั่งลงที่โต๊ะทำงานตัวเดิมเพื่อสะสางเอกสารที่ยังคั่งค้างอยู่ ทว่าในขณะที่ปลายปากกาขนนกกำลังตวัดลงบนแผ่นกระดาษ ทหารก็ก้าวเข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงรีบร้อนว่า กิเซลล์ มีเื่ด่วนพิเศษขอเข้าพบโดยด่วนที่สุด
‘เื่ด่วนงั้นหรือ? มีเหตุสำคัญอันใดเกิดขึ้นในเมืองกันแน่’
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ แต่ทริสตันยังคงรักษามาดผู้ปกครองผู้สุขุมเยือกเย็น เขาขจัดความกังวลออกจากสีหน้าจนเหลือเพียงความเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ทหารนำตัวอีกฝ่ายเข้ามาพบในทันที