ตอนที่115 องครักษ์คนที่หนึ่ง
ชายชราหลงยังคงก้มหน้าเล่นหมากล้อมโดยไม่สนใจใครทว่าเขาพูดขึ้นเหมือนกับรับรู้ได้ว่าหลานชายตนเองมาแล้วว่า “นั่งรอก่อนสิมีบางคนที่หลานจำเป็นต้องทำความรู้จัก”
“ครับคุณปู่”หลงลู่เพ่ยพยักหน้ารับคำปู่ตนเองอย่างเข้าใจ
ถึงแม้ว่าเขาจะสงสัยว่าคนที่เขาจำเป็นต้องพบนั้นยังมาไม่ถึงแต่เขาก็ไม่เสียมารยาทต่อหน้าแขกที่มาบ้านตนเองโดยไม่รู้ล่วงหน้าเช่นนี้ เขาทักทายกัวเฟิงและหวังฉีอย่างเป็นมิตรว่า“สวัสดีครับ ดีจังเลยนะครับที่ได้มาเล่นหมากล้อมกับคุณปู่ของผม”
หลงลู่เพ่ยพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลงทันที
หวังฉีเงยหน้าพลางลอบสังเกตท่าทางของชายหนุ่มตรงหน้าพร้อมกับเปรียบเทียบกับลูกชายตนเองเธอกล่าวทักทายตอบกลับเขาว่า “สวัสดี เธอชื่ออะไรหรือจ๊ะ?น่าจะอายุพอๆกับเสี่ยวจวินของฉันเลยนะ”
“ผมชื่อหลงลู่เพ่ยครับอายุยี่สิบปีเต็มพอดี เพิ่งสอบจบจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งปีนี้เองครับ”หลงลู่เพ่ยแนะนำตัวเองกับหญิงวัยกลางคนตรงหน้าอย่างเป็นมิตร เขารับรู้ได้ว่าชายหญิงวัยกลางคนทั้งสองคนนั้นมาอย่างเป็นมิตรไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ ดังนั้นเขาจึงแสดงความเป็นมิตรให้เช่นกัน
“เยี่ยมจริงๆครับเก่งกว่าเสี่ยวจวินของเราเสียอีก รายนั้นชักช้าและยังไม่สอบจบเลย” กัวเฟิงเงยหน้าขึ้นมาสนทนากับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทางผ่อนคลายเขารู้สึกว่าหลงลู่เพ่ยดูเป็นกันเองมากกว่าชายชราหลงจึงทำให้เขาพูดคุยกับหลงลู่เพ่ย อย่างสบายใจ
“ผมจำเป็นต้องรีบจบครับปู่บ่นให้ผมเสมอว่าผมมีภารกิจสำคัญต้องทำ ดังนั้นจะมัวแต่อืดอาดไม่ได้”หลงลู่เพ่ยรู้สึกสบายใจจึงพูดคุยกับกัวเฟิงและหวังฉีอย่างเป็นธรรมชาติ
ขณะนั้นเองพ่อบ้านฟางเดินออกจากคฤหาสน์ตรงมาหาทุกคนในเก๋งจีนพร้อมกับแจ้งข่าวว่า“แขกมาถึงแล้วครับ”
“เชิญแขกสำคัญมาที่นี่เลย”ชายชราหลงบอกกับพ่อบ้านฟางด้วยน้ำเสียงลึกลับ
……….
สักพักหนึ่งพ่อบ้านฟางเดินนำหูเกอกับซูเวยเข้ามาภายในบริเวณเก๋งจีนก่อนที่เขาจะหันหลังกลับออกไปอย่างรู้งาน
ชายชราหลงหรี่ตามองซูเวยตัวน้อยด้วยความประหลาดใจเขาไม่คิดว่าคนที่ปรุงน้ำอมฤตรวมทั้งสามารถสร้างค่ายกลป้องกันได้จะกลับกลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่อายุไม่กี่ขวบเช่นนี้สร้างความงุนงงให้กับเขายิ่งนัก
หลงลู่เพ่ยแปลกใจที่พบว่าแขกของปู่ตนเองจะกลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งเท่านั้นเขากำลังจะอ้าปากถามปู่ แต่ทว่าหลงลู่ฉีกลับยื่นขวดแก้วใบเล็กให้กับเขาพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“ตรวจสอบดูสิว่าหลานสามารถสร้างค่ายกลแบบนี้ได้ไหม?”
หลงลู่เพ่ยเอื้อมมือไปรับขวดแก้วใบเล็กจากปู่ตนเองด้วยความสงสัยพอนำขวดแก้วมาดูใกล้ๆ เขาพลันตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตะลึงพร้อมกับพูดออกมาอย่างประหลาดใจว่า“เอ๊ะ! นี่คือน้ำอมฤตใช่ไหมครับ? ใครกันที่สามารถปรุงน้ำอมฤตและสร้างค่ายกลป้องกันแบบโบราณได้แบบนี้? ค่ายกลนี้ผมสร้างไม่ได้หรอกครับ”
หลงลู่เพ่ยตอบกลับปู่ตามจริงเขาได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากตำราโบราณของบรรพบุรุษโดยมีปู่ช่วยชี้แนะ ทำให้เขาเรียนรู้ศาสตร์เกี่ยวกับเทพเซียนมาไม่มากก็น้อยดังนั้นเขาจึงมีความรู้ความเข้าใจจนสามารถแยกแยะได้ว่าน้ำในขวดแก้วที่มีหมอกลอยเหนือผิวน้ำซึ่งคนทั่วไปหากไม่สังเกตให้ดีจะไม่พบหมอกขาวนั้นแต่อย่างใด
การที่น้ำอมฤตถูกบรรจุในขวดแก้วแล้วยังคงสภาพได้เหมือนเดิมนั้นล้วนเกิดจากการที่มีค่ายกลป้องกันแบบโบราณที่ถักทอเป็นตาข่ายถี่ยิบปิดกั้นไว้เหนือหมอกขาวซึ่งเขาต้องสังเกตให้ดีจึงจะตรวจสอบพบ สร้างความประหลาดใจให้กับเขา จนทำให้เขาต้องการรู้คนสร้างค่ายกลที่เป็นภูมิปัญญาอันลึกลับซับซ้อนเช่นนี้
“ชื่ออะไรหรือหนูน้อย?”ชายชราหลงเงยหน้าจากการเล่นหมากล้อมแล้วหันหน้าไปถามซูเวยด้วยความเมตตาเขาสัมผัสได้ว่าซูเวยมีบางสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นคนที่ถูกเลือกจากเจ้าแม่หนี่วา
แต่ทว่าเขาไม่คาดคิดว่าซูเวยจะสามารถปรุงน้ำอมฤตรวมถึงรู้จักการใช้ค่ายกลป้องกันแบบโบราณเช่นนี้ได้ เป็นเรื่องที่เหนือจินตนาการของเขาเองจนทำให้เขาหยุดเล่นหมากล้อมและต้องการสนทนากับซูเวยอย่างจริงจังแทน
พอกัวเฟิงและหวังฉีเห็นว่าชายชราไม่สนใจการเล่นหมากล้อมต่อไปแล้วทำให้ทั้งสองคนรู้สึกผ่อนคลายขึ้นทันที ทั้งสองคนรู้สึกหวาดกลัวชายชราหลงโดยไม่รู้สาเหตุเป็นเหมือนคนอ่อนแอที่พบคนแข็งแกร่งที่สามารถบดขยี้ให้พวกเขาตายได้อย่างง่ายดาย
ซูเวยสบตากับหลงลู่ฉีโดยตรงอย่างไม่หวั่นเกรงเพราะชายชรานั้นอ่อนแอกว่าตนเองหนึ่งระดับ เนื่องจากในเวลานี้เธอเหลืออีกแค่ก้าวเดียวจะเข้าสู่ระดับกลางของขอบเขตแกนเสมือนซึ่งเป็นผลจากการฝึกตนอย่างไม่ย่อท้อ รวมทั้งมีพลังฉีอันเข้มข้นเพียงพอส่งผลการให้ฝึกตนของเธอไม่สะดุดแต่อย่างใด
“หนูชื่อซูเวยค่ะเรียกว่าเวยเวยก็ได้”ซูเวยตอบกลับชายชราอย่างสบายใจเพราะเธอรับรู้ได้ว่าเขาไม่มีเจตนาร้ายใดๆกับตนเองและครอบครัวเธอเหล่ตามองชายหนุ่มหล่อเหลาที่ยืนอยู่ด้านข้างชายชราด้วยความสนใจ เนื่องจากเขามีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับตนเองทำให้เลือดนักสู้ในตัวของเธอเดือดพล่านและอยากที่จะประลองพลังกับเขาเป็นอย่างยิ่ง
“อย่าบอกนะครับว่าซูเวยเป็นคนปรุงยาและสร้างค่ายกลป้องกันโบราณนี้”หลงลู่เพ่ยยอมเสียมารยาทระหว่างการสนทนา โดยเขาโพล่งถามซูเวยออกมาโดยตรงเมื่อตรวจสอบพบความผิดปกติของบรรยากาศโดยรอบ
ชายชราหลงสบตาซูเวยและกำลังรอคำตอบจากเธอเช่นกันปรากฏว่าผลที่ออกมาเป็นไปตามที่เขาคาดคิดไว้ ซึ่งทำให้เขารู้สึกแปลกใจมากยิ่งขึ้น
“ใช่ค่ะหนูปรุงเองและสร้างค่ายกลเอง คุณรู้จักได้ยังไงคะ?”ซูเวยตอบรับอย่างผ่อนคลาย เธอพบว่าพวกเขาแค่สงสัยแต่ไม่ได้คิดที่ทำร้ายตนเองและครอบครัวฉะนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องปิดบัง รวมทั้งซูเวยต้องการรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาด้วยว่าคิดอย่างไรกับตนเองซึ่งเธอไม่หวาดกลัวที่จะต้องต่อสู้ในเวลานี้เมื่อคิดคำนวณความได้เปรียบเสียเปรียบแล้วมีโอกาสชนะกับแพ้เท่าๆ กัน
คำตอบของซูเวยสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ในเก๋งจีนแห่งนี้ชายชราหลงหรี่ตามองซูเวยอย่างพิจารณามากขึ้น
กัวเฟิงและหวังฉีไม่คาดคิดว่าลูกสาวตัวน้อยจะเก่งกาจจนสามารถปรุงน้ำอมฤตพร้อมกับสร้างค่ายกลที่เป็นเรื่องเหนือจินตนาการของพวกเขาทั้งสองคนคิดแค่ว่าจะต้องปิดผนึกฝาขวดให้ดีเท่านั้นแต่ไม่คาดคิดว่าจะต้องมีค่ายกลเพื่อกักเก็บน้ำอมฤตเช่นนี้
หลงลู่เพ่ยตกตะลึงอย่างคาดไม่ถึงว่าเด็กหญิงตัวน้อยจะมีทักษะเก่งกาจกว่าตนเองโดยเฉพาะความแข็งแกร่งของพลังปราณที่เทียบเคียงได้กับเขาทำให้เขาต้องมองซูเวยในมุมมองใหม่ที่เปรียบเสมือนซูเวยเป็นคนในระดับเดียวกัน
..........
ทันใดนั้นขณะที่แต่ละคนกำลังประหลาดใจอยู่นั้นชายชราหลงพลันซัดวัตถุแหลมเล็กเหมือนเกล็ดปลาขนาดเล็กพุ่งเข้าใส่ตัวซูเวยโดยไม่เธอตั้งตัวทัน
ซูเวยกำลังคิดที่จะเอี้ยวตัวหลบและหยิบเอาวัตถุแหลมเล็กนั้นมาดูทว่าวัตถุนั้นกลับหมุนวนรอบตัวซูเวยเหมือนกับว่ามันดีใจที่พบบางสิ่งบางอย่างภายในตัวซูเวยภาพที่วัตถุแหลมคมหมุนวนรอบตัวซูเวยอยู่นั้น สร้างความตื่นตกใจให้กับทุกคนเป็นอย่างยิ่ง
“ซูเวยหนูมีอะไรอยู่ในตัวหรือ?นี่คือสิ่งที่แสดงว่าเป็นหนึ่งในองครักษ์ของเจ้าแม่หนี่วา มันหมุนวนรอบตัวหนูย่อมแสดงว่าหนูต้องมีสิ่งของของเจ้าแม่หนี่วาไว้กับตัวใช่หรือไม่?” ชายชราหลงละล่ำละลักถามซูเวยด้วยความตื่นเต้นยินดี
หลงลู่ฉีไม่คิดว่าผู้แข็งแกร่งที่เจ้าแม่หนี่วาเลือกไว้จะกลับกลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่เขามีโอกาสพบในวันนี้สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับเขายิ่งนักที่จะได้ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากบรรพบุรุษรวมทั้งองครักษ์ที่จะทำหน้าที่พิทักษ์และช่วยเหลือซูเวย นั่นคือหลานชายคนเดียวของเขาเองหลงลู่เพ่ย
หลงลู่เพ่ยนิ้งอึ้งเช่นกันเมื่อเขาพบว่าซูเวยคือเจ้านายในอนาคตของตนเองซึ่งเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องคุ้มครองและช่วยเหลือเธอจนสิ้นลมหายใจเป็นภารกิจที่ตระกูลหลงรับมอบหมายมาจากบรรพบุรุษ ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในองครักษ์ของเจ้าแม่หนี่วานั่นคือ มังกรเขียวหรือมังกรฟ้าคราม
คำถามของชายชราหลงทำให้ซูเวยนิ่งอึ้งอย่างคิดไม่ถึงว่าเขาจะทดสอบตัวเองด้วยสมบัติพิเศษเธอไม่สามารถแสดงหินปริศนาต่อหน้าผู้คนได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะแสดงความเป็นมิตรและมีเจตนาที่ดีกับตนเองก็ตามทำให้เธอต้องโกหกตาใสอย่างจำนนว่า
“หนูแสดงให้ดูไม่ได้หรอกค่ะสมบัตินั้นหลอมรวมกับตัวหนูไปหมดแล้ว” ซูเวยตอบไปแล้วและหวังว่าจะช่วยทำให้ชายชราปล่อยวางเรื่องของตนเองลงและไม่สนใจอีกต่อไป
ถึงอย่างนั้นซูเวยก็พบว่าความคิดของเธอถูกต้องบางส่วนโดยชายชราหลงตอบกลับด้วยน้ำเสียงผิดหวังเล็กน้อยว่า “น่าเสียดายที่ฉันไม่มีโอกาสได้เห็นสมบัติของเจ้าแม่หนี่วานี่คือความใฝ่ฝันสูงสุดของฉันเลยทีเดียว หวังว่าโอกาสหน้าฉันจะมีโอกาสได้เห็นปาฏิหาริย์และอิทธิฤทธิ์ของเจ้าแม่หนี่วาบ้างนะ”
“หากว่ามีโอกาสค่ะ”ซูเวยตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้เธอไม่สามารถตอบรับคำได้อย่างง่ายดายเพราะจะเป็นการสร้างปัญหาให้กับตัวเองในอนาคตซึ่งไม่เป็นผลดีใดๆกับตัวเองเลย
“เช่นนั้นก็ถือได้ว่าพวกเราเป็นพันธมิตรต่อกันซูเวยคือลูกสาวพวกคุณงั้นหรือ?”ชายชราหลงสรุปเรื่องภารกิจของเขากับซูเวยไปก่อน แล้วหันหน้าไปสอบถามกับกัวเฟิงและหวังฉีโดยตรง
“เวยเวยคือลูกสาวบุญธรรมที่มีค่าที่สุดของพวกเรา”กัวเฟิงเชิดหน้าขึ้นพลางตอบกลับชายชราหลงด้วยความภาคภูมิใจ
“ถึงแม้ว่าเวยเวยจะไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของเราแต่ฉันให้สัญญาได้เลยว่าชีวิตของพวกเราพร้อมที่จะปกป้องดูแลเวยเวยอย่างดี”หวังฉียืนยันคำพูดของสามีด้วยอีกคนเธอรักและปรารถนาดีต่อซูเวยตัวน้อยด้วยหัวใจทั้งหมดของตนเองดังนั้นเธอพร้อมสละชีวิตตนเองหากว่าจำเป็นต้องทำในฐานะแม่คนหนึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ใช่แม่โดยสายเลือดก็ตาม
คำพูดที่เหมือนดั่งคำสัญญาของสองสามีภรรยาตรงหน้าทำให้ชายชราหลงพยักหน้าด้วยความพอใจ เขาบอกหลานชายด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เสี่ยวเพ่ยจงดื่มน้ำอมฤตเสีย นี่คือน้ำอมฤตที่ปรุงโดยผู้ถูกเลือกของเจ้าแม่หนี่วาดังนั้นในเมื่อหลานคือองครักษ์คนหนึ่งของเจ้าแม่หนี่วาก็จงทำหน้าที่ของตนเสีย”
ข้อความของชายชราหลงที่สื่อสารออกมาทำให้กัวเฟิงหวังฉี และพ่อบ้านหูล้วนตื่นตกใจกับเรื่องราวพลิกผันที่ทั้งสามคนได้ประสบต่อหน้าตนเองทุกคนไม่คาดคิดว่าซูเวยจะมีความสำคัญต่อตระกูลหลงอย่างยิ่งยวดเช่นนี้
แค่เรื่องที่ซูเวยสามารถปรุงน้ำอมฤตและสร้างค่ายกลป้องกันโบราณได้ก็เป็นเรื่องเหนือจินตนาการของทุกคนแล้วพอมีเรื่องการเป็นผู้ถูกเลือกของเจ้าแม่หนี่วาที่คล้ายดั่งเทพนิยาย ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนซูเวยเป็นดั่งเทพธิดาที่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเหมือนพวกเขาอีกต่อไป
ซูเวยหันหน้าไปมองชายหนุ่มหล่อเหลาตรงหน้าด้วยความสนใจเธอไม่คิดว่าเรื่องราวจะกลับกลายเป็นว่าตนเองค้นพบหนึ่งองครักษ์ที่สำคัญในการช่วยเหลือภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาจากเจ้าแม่หนี่วาไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำลายล้างเหล่ามารและเผ่าพันธุ์ต่างโลกโดยซูเวยเชื่อว่าเผ่าพันธุ์ต่างโลกนั้นจะต้องหมายถึงพวกดาวเจอรัลที่มีองค์กรKA คอยทำงานรับใช้ในโลกนี้อย่างแน่นอน
หลงลู่เพ่ยไม่คิดอะไรมากกับคำสั่งของปู่เพราะนั่นคือหน้าที่ที่เขาเต็มใจทำในฐานะลูกหลานของมังกรครามเขาจึงเปิดฝาขวดแก้วแล้วยกดื่มในทันที ชั่วครู่หนึ่งเขาพลันรู้สึกอบอุ่นทั่วทั้งร่างกายพร้อมกับบอกผลที่เกิดขึ้นกับตัวเขาให้ทุกคนฟังอย่างตื่นเต้นว่า
“อ๊ะ! ปู่ครับ ผมรู้สึกว่าพลังปราณขับเคลื่อนได้ลื่นไหลดีกว่าเดิมมากเลยครับแถมพละกำลังดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นด้วย เยี่ยมจริงๆ”
คำพูดและท่าทางของหลงลู่เพ่ยล้วนทำให้ทุกคนตาโตเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นยินดีและพึงพอใจโดยกัวเฟิงและหวังฉียิ้มให้กันและกันอย่างมีความสุขทั้งสองคนไม่เพียงแต่ยินดีที่ตระกูลหลงเป็นพันธมิตรกับตระกูลกัวเท่านั้นทว่าลูกสาวตัวน้อยที่เก่งกาจของตนเองสามารถเอาชนะใจชายชราหลงที่ขึ้นชื่อว่าเอาใจยากและเก็บตัวมากที่สุดได้นำความปลาบปลื้มใจให้กับทั้งสองคนยิ่งนัก
หลงลู่เพ่ยไม่คิดว่าผู้ที่เจ้าแม่หนี่วาคัดเลือกนั้นจะเก่งกาจเพียงนี้เขารู้สึกพลุ่งพล่านเหมือนกับว่าพร้อมที่จะก้าวขึ้นสู่ระดับกลางของขอบเขตแกนเสมือนในทันทีสร้างความเปรมปรีดิ์ให้กับตัวเขายิ่งนัก
พ่อบ้านหูจ้องมองหลงลู่เพ่ยที่มีพลังปราณพลุ่งพล่านเล็ดลอดออกมาเขารู้สึกโชคดีที่ได้ดื่มน้ำอมฤตที่ปรุงเข้มข้นมากกว่าหลงลู่เพ่ยทำให้ตัวเขาและพี่น้องทั้งหลายต่างพากันขยับความแข็งแกร่งเพิ่มคนละหนึ่งระดับในทันทีส่งผลให้ทุกคนยิ่งรักและเคารพเจ้านายน้อยคนนี้มากยิ่งขึ้น
“ฮ่าๆ ดี! ดี!ดี! เจ้าโชคดีแล้วเสี่ยวเพ่ยที่มีโอกาสพบผู้ถูกเลือกของเจ้าแม่หนี่วาในวันนี้”ชายชราหลงหัวเราะชอบใจอย่างมีความสุข