"หว่านหว่าน" เซียวจวิ้นอันได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของนางก็รีบยิ้มเดินเข้าไปยื่นถุงเงินในมือให้ "ดูสินี่เป็นเงินที่หามาจากการส่งอาหารนะ"
ซูอี้หว่านเหลือบมองเขาแวบหนึ่งยื่นมือไปรับถุงเงินมาถือๆ ดู นางกะคร่าวๆ ว่าน่าจะมีประมาณหนึ่งพันอีแปะ
คำนวณจากค่าส่งอาหารเช้าแล้วจำนวนนี้ถือว่าพอดี แสดงว่าคนผู้นี้คงไม่ได้ยักยอกอะไร
นางถึงได้คลายความขุ่นเคืองลงไปบ้างกระทั่งสะบัดหน้าเชิด เก็บถุงเงินลง "เข้ามาทานข้าวเร็วเข้ายังจะบอกว่ามาตามหาพวกเราอีกหรือ ข้ากับพี่ชายกลับมานานแล้วรอท่านเสียจนรากงอกแน่ะ"
ซูอี้หว่านพึมพำเบาๆพลางหมุนตัวเดินเข้าไป
"ขออภัย พอดีระหว่างทางมีธุระนิดหน่อย"
เซียวจวิ้นอันไม่สะดวกที่จะอธิบายรายละเอียดมากนักจึงทำได้เพียงพูดเลี่ยงไป
พอเข้ามาในห้องโถงเขาก็ได้กลิ่นหอมรุนแรง เป็นกลิ่นเนื้อที่เจือด้วยกลิ่นซีอิ๊วเล็กน้อยช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก
"จวิ้นอัน ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว!" พอซูอี้โจวเห็นเขาก็แสดงสีหน้าโล่งอกในทันที "หากเจ้ายังไม่กลับมาสักทีข้ากลัวเหลือเกินว่าจะทนไม่ไหว เพราะซี่โครงหมูผัดที่หว่านหว่านทำนั้นสุดยอดจริงๆ!"
ว่าไปแล้วเขาก็ไม่ได้ทานอาหารจานนี้นานมากแล้วชาติที่แล้วเอาแต่สาละวนกับการฆ่าซอมบี้หรือไม่ก็หาเสบียงถึงแม้ครอบครัวของพวกเขาจะมีมิติอยู่ในมือ ใช้ชีวิตสบายกว่าคนอื่นมากแต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เสียเวลามากเกินไปกับเรื่องอาหารการกิน
อีกอย่างในยุคนั้นแม้แต่หมูก็ยังกลายพันธุ์หมูที่รอดชีวิตจากการโจมตีของซอมบี้ได้นั้นไม่ใช่หมูธรรมดารูปร่างกำยำกว่าช้างเสียอีก อยากจะกินซี่โครงของมันไม่ใช่เรื่องง่าย
"ขออภัย พี่โจว ท่านป้า ที่ทำให้ทุกท่านรอนาน" เซียวจวิ้นอันยิ้มอย่างรู้สึกผิดเขาล้างมือแล้วนั่งลงข้างซูอี้โจว เห็นทุกคนเริ่มคีบอาหารแล้วตัวเองก็คีบซี่โครงหมูขึ้นมาทานบ้าง
เพียงซี่โครงหมูแตะลิ้นกลิ่นหอมของน้ำราดที่เข้มข้นก็คล้ายจะระเบิดไปทั่วทั้งปากพร้อมกับกลิ่นหอมของเนื้อที่อบอวล ถึงแม้จะเคยลิ้มลองอาหารชั้นเลิศมานับไม่ถ้วนแต่ทุกครั้งที่ได้ชิมฝีมือของซูอี้หว่าน เขาก็ยังคงต้องประหลาดใจอยู่เสมอ
ซูอี้โจวเห็นว่าอีกฝ่ายตกตะลึงกับฝีมือการทำอาหารของน้องสาวตัวเองอีกแล้วก็กระทุ้งศอกใส่เขา พลันเกิดความคิดอยากจะล้อเล่นขึ้นมา"เป็นยังไงเล่าน้องจวิ้นอัน ฝีมือการทำอาหารของน้องสาวข้าหาใครเทียบได้หรือไม่?"
เห็นเขายิ้มพยักหน้าอย่างจริงจังซูอี้โจวก็ยกมุมปากขึ้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เหลือบมองซูอี้หว่านที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างภาคภูมิใจ"น้องสาวข้าหน้าตาสะสวย ทำอาหารเก่ง การแพทย์ก็เลิศล้ำหาตัวจับยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เป็นสาวงามที่หนึ่งในล้านล้านคนจะหาได้เจ้าว่าจริงหรือไม่?"
ถึงแม้จะรู้สึกว่าคำว่า‘หนึ่งในล้านล้านคน’ ของซูอี้โจวจะฟังดูตลกแต่พอนึกดูดีๆ เซียวจวิ้นอันก็รู้สึกว่าคำพูดนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร
ความโดดเด่นของซูอี้หว่านไม่ใช่แค่หนึ่งในล้านล้านคนจะสามารถบรรยายได้ เขาจึงพยักหน้าอีกครั้ง"พี่โจวพูดถูกแล้ว สตรีอื่นย่อมเทียบหว่านหว่านไม่ได้"
"ฮ่าๆๆ..." ซูอี้โจวยกมือตบไหล่เขายกคิ้วขึ้นมองซูอี้หว่าน "แล้วถ้าให้เจ้ามาแต่งกับน้องข้า...อื้อ!..."
เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกซูอี้หว่านยัดหัวไชเท้าใส่ปาก
ใครจะรู้ว่าพอหัวไชเท้าเข้าปากไปเขาก็แทบจะอาเจียนออกมา แต่ภายใต้สายตาข่มขู่ของซูอี้หว่านก็ไม่กล้าที่จะคายมันออก ได้แต่ขมวดคิ้วกลืนลงไปอย่างยากลำบาก ติดคอจนเจ็บไปหมด
ชาติที่แล้วตอนที่ไวรัสซอมบี้เพิ่งระบาดพวกเขายังไม่ได้รับมิติ ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากมีช่วงหนึ่งที่ทั้งสามคนพลัดพรากจากกันซูอี้โจวถูกซอมบี้กลุ่มใหญ่ปิดล้อมอยู่ในห้องใต้ดินของบ้านชาวนาในห้องใต้ดินนั้นไม่มีอะไรกิน นอกจากหัวไชเท้า และผักกาดขาวที่เจ้าของบ้านสะสมไว้
มีสองอย่างนี้ก็ไม่อดตายแต่กินแต่หัวไชเท้าและผักกาดขาวสดๆ สามมื้อต่อวัน รสชาติก็ไม่ต้องพูดถึง
ตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลานานตราบใดที่ซูอี้โจวได้ยินคำว่าหัวไชเท้าและผักกาดขาว ก็อดไม่ได้ที่จะคลื่นไส้และสองแม่ลูกใจร้ายอย่างจางอ้ายหลินและซูอี้หว่าน เพื่อรักษาอาการของเขาเมื่อมีโอกาสก็จะกินหัวไชเท้าและผักกาดขาวต่อหน้าเขา โดยให้เหตุผลว่าใช้พิษสยบพิษ
ที่จริงซูอี้โจวรู้ดีว่าผู้หญิงสองคนนี้ทำไปก็เพื่อแกล้งเขา!
อาจเป็นเพราะการใช้พิษสยบพิษที่ว่านี้ได้ผลจริงๆต่อมาอาการของเขาก็ดีขึ้นมาก สามารถดูคนอื่นกินได้ แต่ตัวเองก็ยังไม่แตะต้องอยู่ดี
แม้ว่าซี่โครงหมูผัดที่ซูอี้หว่านทำจะมีรสชาติดีเพียงใดพอนึกว่าสิ่งที่อยู่ในปากคือหัวไชเท้าที่เป็นส่วนผสมของอาหารจานนี้ด้วยเขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากอาเจียน
ซูอี้หว่านเห็นเขากลืนหัวไชเท้าขนาดลูกเต๋าลงไปทั้งชิ้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ จากนั้นมองภาพที่เขากระหน่ำดื่มน้ำเข้าปากอย่างบ้าคลั่งก็ยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยเสียงหวาน "พี่ชายเป็นอย่างไรบ้าง หัวไชเท้าอร่อยไหม?"
ซูอี้โจวสบตากับสีหน้ายิ้มแต่ไม่ยิ้มของน้องสาวก็รู้สึกขนลุกซู่ รู้ว่านางกำลังขู่ เขากระแอมหลายครั้ง ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว"อร่อย... ไม่อร่อย!"
"ตกลงอร่อยหรือไม่ก็ไม่อร่อยกันแน่?" ซูอี้หว่านคีบหัวไชเท้าชิ้นหนึ่งขึ้นมาโบกไปมาตรงหน้าเขา "ข้าว่าท่านคงจะรีบกินเกินไปยังไม่ได้ลิ้มรสชาติเลย ลองชิมอีกชิ้นไหม?"
"ไม่ๆๆๆๆ..."
ซูอี้โจวรีบส่ายหน้าจากนั้นยกชามข้าวตรงหน้าขึ้น จ้องหัวไชเท้าที่คีบอยู่ในตะเกียบของนางด้วยสายตาตรงๆทำท่าราวกับเผชิญหน้ากับศัตรู "อาหารอร่อยขนาดนี้ข้าว่าข้าไม่พูดอะไรดีกว่า มิเช่นนั้นจะไม่เป็นการให้เกียรติอาหาร!"
กล่าวพลางก็ยกชามขึ้นพุ้ยข้าวคำโต
"หึๆๆ..."
ซูอี้หว่านรู้ว่าพี่ชายยอมแพ้แล้วจึงค่อยๆ ยกมุมปากขึ้นอย่างพอใจ เอาหัวไชเท้าชิ้นนั้นเข้าปากตัวเอง
ระหว่างที่เหตุการณ์ดำเนินไปจางอ้ายหลินผู้เป็นแม่ก็ยังคงนั่งละเลียดอาหารอยู่ข้างๆ อย่างสบายใจจ้องมองภาพลูกสาวรังแกลูกชายอย่างมีอารมณ์ขัน พอเห็นลูกชายอ่อนข้อลงง่ายดายไม่กล้าที่จะแหย่เล่นอีก นางก็ถึงกับส่ายหน้าด้วยความเสียดายเห็นได้ชัดว่ายังดูการแสดงไม่จุใจ
เซียวจวิ้นอันมองดูอย่างตกตะลึงจนแทบจะอ้าปากค้างคนในครอบครัวนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากวันนี้การค้าขายอาหารเช้าร้อนแรงมากลูกค้าหลายรายที่มาทีหลังถึงกับไม่ได้ซื้อสิ่งที่ตัวเองต้องการซูอี้หว่านจึงวางแผนที่จะเตรียมของให้มากขึ้นในวันพรุ่งนี้นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มอาหารอีกสองสามอย่างได้ด้วยหลังจากทานข้าวเสร็จก็เริ่มสาละวนเตรียมของ
มิเช่นนั้นถ้าเตรียมของในตอนเช้าตรู่คงจะไม่ทันแน่นอน
"จวิ้นอัน มาช่วยหน่อยสิ สับเนื้อนี่ให้หน่อย" ซูอี้หว่านออกคำสั่งกับบุรุษอย่างไม่เกรงใจและเซียวจวิ้นอันก็เชื่อฟังนางจริงๆ สั่งให้ทำอะไรก็รีบลงมือทำทันที ไม่มีอิดออดภาพนั้นทำให้จางอ้ายหลินและซูอี้โจวถึงกับต้องเบิกตากว้าง
ดั่งคำโบราณว่า‘แม่ยายย่อมมองลูกเขย ยิ่งพิศดูยิ่งพึงใจ’ จางอ้ายหลินก็คิดเช่นนั้นหากจวิ้นอันได้เคียงคู่กับลูกสาวของนาง คงเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง