โชคดีฉันได้สามีสามคน

    บทที่ 39 เหมือนฉากในฝัน

            เสียงหัวเราะเบาๆ ดังสลับกับเสียงคลื่น ความผ่อนคลาย ความกล้าแสดงออกและเสรีภาพของร่างกายไหลเวียนอยู่ในอากาศ เหมือนโลกทั้งใบมีเพียงพวกเขาเท่านั้น

            มารตีเดินเคียงข้างวรเมธมือของเธอถือเปลือกหอยชิ้นหนึ่งที่เธอเพิ่งเก็บได้มันวาวและมีลวดลายเฉพาะเหมือนกับความรู้สึกที่เธอพยายามซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น

            วรเมธเหลือบตามองเปลือกหอยในมือเธอแล้วหัวเราะเบาๆ “มันเหมือนลายเส้นตอนคุณยิ้มเลยนะ”

            “หืม?” มารตีหัวเราะบ้าง แม้จะยังรู้สึกว่าเสียงหัวเราะตัวเองนั้นเบาเกินกว่าจะเป็นธรรมชาติจริงๆ“ถ้ารตีเป็นเปลือกหอยก็คงจะกลิ้งไปกับคลื่นเรื่อยๆ เลยละ ไม่อยู่นิ่งสักที”

            “แต่ผมว่าคุณน่าจะเป็นทะเลมากกว่านะ” วรเมธว่าขณะยื่นมือมาแตะแผ่นหลังของเธอเบาๆ ความร้อนจากปลายนิ้วเขาไหลผ่านผิวเปลือยช้าๆ “ลึก...และซ่อนบางอย่างเอาไว้ข้างใน”

            หญิงสาวไม่ตอบอะไร เพียงแค่ยิ้มก่อนจะชะงักเล็กน้อยเมื่อพบว่าสายตาของปพนต์และจิรภาก็หันมาทางพวกเธอพอดีทั้งคู่ยิ้มให้ อบอุ่นและจริงใจ

            เธอพยักหน้ารับแล้วเดินนำพวกเขาทั้งหมดไปยังมุมหาดที่มีทรายละเอียดและนุ่มราวกับแป้ง... เด็กหญิงในร่างหญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความลุ่มหลงและสับสนในตัวเองพลันปรากฏขึ้นเธอนั่งลงกับพื้นทราย กำเปลือกหอยในมือแน่น แล้วเริ่มปั้นทรายให้กลายเป็นฐานเล็กๆ

            “เรามาสร้างปราสาททรายกันไหมคะ?” เสียงเธอสดใสกว่าที่ใจรู้สึก“เหมือนตอนเด็กๆ ไง...”

            วรเมธพยักหน้า หัวเราะแล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ เธอทันที จิรภาและปพนต์ก็เดินมาสมทบโดยที่จิรภาหยิบกะลามะพร้าวเปล่ามาช่วยเป็นแม่พิมพ์ ส่วนปพนต์แค่ยืนกอดอกยิ้มมองพวกเขาเหมือนครูเวรดูแลเด็กอนุบาลซนๆ

            ปราสาททรายเล็กๆ ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นจากมือของมารตีและวรเมธ สาวสวยพยายามหยอดมุกตลกเล็กน้อยขณะทำงาน“นี่ๆ วรเมธ ถ้ารตีเป็นเจ้าหญิงในปราสาทนี้ คุณอยากเป็นอัศวินหรือมังกรดีล่ะ?”

            “ผมขอเป็นทรายใต้เท้าคุณดีกว่า จะได้อยู่กับคุณตลอดเวลา”เขาตอบพลางยิ้มตาหยี

            เธอหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นจริงใจขึ้นเล็กน้อย...แต่แล้วจู่ๆเธอก็หยุด มือลูบทรายช้าๆ กลบปราสาทที่สร้างได้ครึ่งเดียว เสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งดัง“ซู่...” เหมือนเสียงของหัวใจเธอที่สั่นอยู่ลึกๆ เธอไม่ได้กลบทรายเพราะความไม่พอใจแต่เพราะไม่อยากให้มันเสร็จสมบูรณ์ เพราะเมื่อมันสมบูรณ์...มันก็จะถูกทำลาย

            วรเมธมองเธออย่างไม่เข้าใจนัก แต่ไม่ได้ถามอะไร เขานิ่งเฝ้ามองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนแบบที่คนรู้ว่า “บางความเศร้าไม่ควรถามออกมาเป็นคำพูด”

            จิรภาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพอย่างอารมณ์ดี ปพนต์เข้าไปโอบจากด้านหลังจูบเบาๆ ที่หลังคอเธอ จิรภาหลับตาลง พึมพำกับเขาเบาๆ ว่า “เธอกำลังคิดถึงเขาอยู่...ใช่ไหม?”

            ปพนต์ไม่ตอบในทันที แต่พยักหน้าช้าๆ แล้วหันไปมองมารตีที่กำลังก้มหน้าเขียนอะไรบางอย่างลงบนผืนทรายเธอใช้ปลายนิ้วลากเส้นเป็นตัวอักษรทีละตัว

            “N-U-T…” เธอรีบใช้มือกลบทันที เมื่อรู้ว่ามีคนกำลังมอง...

            วรเมธที่นั่งข้างเธอเงียบไปสักพัก ก่อนจะส่งเปลือกหอยกลับมาให้เธอ “อย่ากลบเลยครับเขาอาจไม่ได้อยู่ที่นี่ตอนนี้...แต่คุณมีสิทธิ์คิดถึง”

            มารตีเงยหน้ามองเขา แววตาสั่นไหว...น้ำตาไม่ได้ไหลออกมาแต่แววตานั้นเศร้าพอจะทำให้ใครบางคนเจ็บตามไปด้วย ลมทะเลยังคงพัดคลื่นเข้าหาฝั่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเหมือนหัวใจที่ยังคงโหยหาโดยไม่รู้ว่าจะหยุดลงเมื่อไหร่

            เสียงนกทะเลดังห่างออกไป ขณะทั้งสี่คนนั่งเงียบอยู่ด้วยกันร่างเปลือยภายใต้ชุดบางเบาไม่มีใครเขินอายอีกแล้ว เพราะทั้งหมดเปิดใจมากพอ...พอที่จะไม่ตัดสินกัน...บางคนหลงรักใครคนใหม่...บางคนยังรักใครคนเก่า...บางคนเลือกอยู่กับความจริง...บางคนเลือกอยู่กับความหวังและมารตี...นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างทุกสิ่ง

            มารตียิ้มน้อยๆ ขณะปล่อยให้คลื่นซัดมาถึงปลายเท้าแล้วพูดเสียงเบาเหมือนคุยกับตัวเอง “บางที...ทะเลก็สอนให้เราเข้าใจว่าทุกสิ่งมาแล้วก็ไปแต่คลื่นลูกใหม่ก็ยังมาเสมอ” วรเมธยื่นมือมาแตะหลังมือเธอเบาๆ “และคุณยังยืนอยู่ตรงนี้…”

            เสียงคลื่นซัดกระทบหินริมสระเบาๆขับกล่อมยามค่ำคืนให้เหมือนถูกคลุมด้วยม่านน้ำเงินเข้มละมุนแสงไฟจากเทียนลอยน้ำสะท้อนผิวน้ำ ริบหรี่ล้อแสงกับผิวเนื้อเปลือยเปล่าของทั้งสี่คนที่นั่งล้อมวงอยู่ตรงขอบสระ ไม่มีใครสวมใส่เสื้อผ้าและไม่มีใครมีอะไรจะปิดบังอีกต่อไป

    จิรภาเอนตัวพิงปพนต์ขณะที่วรเมธนั่งชิดมารตี มือทั้งสองวางไว้บนต้นขาของเธออย่างเบามือทว่าอบอุ่นลึกซึ้ง

            “ฉันชอบคืนนี้นะ” จิรภาเอ่ยขึ้นก่อน ยิ้มตาหยี“มันเหมือนเราทุกคน...เข้าใจกันมากขึ้น”

            “เข้าใจตัวเองด้วย” วรเมธเสริม “และไม่ต้องซ่อนอะไรร่างกายก็แค่เปลือก ความรู้สึกต่างหากที่มันอยู่ลึกกว่า”

            มารตีก้มลงจิบไวน์ แก้วบางที่อยู่ในมือสั่นไหวเล็กน้อยเธอยิ้มรับคำพูดของวรเมธ แต่ไม่สามารถละสายตาจากปพนต์ได้ ปพนต์มองมาทางเธอเช่นกันสีหน้าอ่อนโยน ไม่ใช่แบบสามีผู้ครอบครอง แต่เหมือนใครบางคนที่ยอมรับและเข้าใจลึกถึงภายในของเธอ

            “พี่ปพนต์...” เสียงหญิงสาวเบาจนเกือบไม่เป็นเสียง “ถ้า...รตีมีบางอย่างในใจ...ที่อาจไม่ได้เกี่ยวกับคืนนี้...”

            “นัทพงษ์เหรอ?” ปพนต์ยิ้มออกมา

            มารตีชะงัก ลมหายใจขาดช่วงเธอไม่ได้พูดชื่อเด็กหนุ่มคนนั้นเลยตลอดทริปนี้ แต่ในใจ...มีภาพเขาทุกคืน ทุกเช้าเธอรู้สึกเหมือนโกหก แม้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเธอกับนัทพงษ์แต่ความรู้สึกมันพูดออกไปแล้วโดยไม่ต้องผ่านปาก

            “พี่รู้ตั้งแต่ที่รตีเอาโทรศัพท์แนบอกแน่นๆ ตอนเช้าแล้ว” ปพนต์พูดเบาๆน้ำเสียงอบอุ่นแต่แฝงความล้อเลียน

            จิรภาหัวเราะเบา ๆ แล้วลูบแขนมารตีอย่างอ่อนโยน“เธอเป็นคนที่แยกความรู้สึกกับร่างกายได้ชัดเจนนี่นา ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกถ้าเธอรู้สึกกับใครในแบบอื่นๆ”

            วรเมธเสริม “ยิ่งถ้าเขาทำให้ใจเธอสั่นมากกว่าร่างกาย ก็ยิ่งน่าสนใจนะ”

            มารตีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยลมหายใจยาว “รตีไม่แน่ใจว่ารู้สึกแบบไหนกันแน่รู้แค่ว่าทุกครั้งที่หัวเราะกับพวกเธอ รตีคิดถึงรอยยิ้มของเขา ทุกครั้งที่ถูกสัมผัสก็...อยากให้มันนุ่มนวลแบบที่เขาเคยแตะแค่ปลายนิ้วของรตี”

            เสียงคลื่นแผ่วเบาเหมือนสะท้อนเสียงหัวใจเธอในเวลานั้น ปพนต์เลื่อนตัวเข้าใกล้เธอจับมือเธอเบาๆ แล้วจูบหลังมือนั้น “รู้มั้ย พี่ไม่ได้อยากให้รตีเป็นของพี่คนเดียว พี่อยากให้รตีได้รู้จักตัวเองแบบเต็มที่...แบบที่พี่เองก็เพิ่งได้รู้จักตัวพี่จริงๆจากพวกเธอ”

            มารตีน้ำตาคลอ ไม่ใช่เพราะเศร้า แต่เพราะรู้สึกขอบคุณจนใจตื้นตันจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ “ขอบคุณนะคะ...”

            จิรภาลุกขึ้น ยืดตัว เหมือนแมวที่เพิ่งตื่นนอน ผิวเนื้อสวยอวดโฉมที่งามสล้างภายใต้แสงเทียนทำให้วรเมธยิ้มมุมปากอย่างชื่นชม“ก่อนคืนนี้จะจบ ฉันว่าพวกเราควรมีอะไรพิเศษกว่านี้หน่อย”

            มารตีหันไปมอง ทั้งสี่คนสบตากัน และยิ้มอย่างรู้ใจ ไม่มีคำพูดไม่มีข้อตกลง มีเพียงการเข้าใจ และการยอมรับ แม้ร่างกายจะแนบชิดแม้สัมผัสจะเร่าร้อน แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องนั้นอีกต่อไปแล้ว

            คืนนี้...พวกเขาทั้งสี่คนเป็นเหมือนสายน้ำที่ไหลเข้าหากันโดยไม่มีการต้านทานไม่รู้ทิศ ไม่รู้ทาง ส่วนหัวหันไปทางคนหนึ่งส่วนท้ายกลับหันไปทางอีกคนที่อยู่ด้านหลัง และแม้มารตีจะยังรู้สึกถึงเงาของใครบางคนอยู่ลึกในใจแต่ในค่ำคืนนี้ เธอก็ยอมให้ตัวเองหลอมรวมกับปัจจุบัน ...ด้วยรอยยิ้มที่เหมือนจะเบาใจขึ้นนิดหนึ่ง

            เสียงฝีเท้าของพนักงานเสิร์ฟใกล้เข้ามาก่อนจะหยุดชะงักเมื่อมองเห็นภาพตรงหน้าร่างเปลือยของทั้งสี่คนใต้แสงเทียนที่ล้อเงาในสระน้ำ  มองไม่ออกว่าใครกำลังแนบชิดกับใครมันพัวพันสับสนไปหมด แต่ใบหน้าของทุกคนมีรอยยิ้ม...ทั้งร้อนแรง ทั้งสุขสงบ

            พนักงานสาวคนนั้นกลืนน้ำลายหน้าแดงก่ำ จ้องตะลึงครู่ใหญ่แล้วเดินถอยหลังกลับไปอย่างเงียบๆ ใจเต้นแรงราวกับได้เห็นฉากในฝัน 

    คล้ายกับเรื่องโชคดีฉันได้สามีสามคน ที่คุณอ่าน