กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 3 บทที่ 72 ข้ามีเยอะไป

            บทที่ 72ข้ามีเยอะไป

            สัตว์ปีศาจตัวน้อยที่แปลกประหลาดนี้คือตัวที่ฉู่อวิ๋นพบในทะเลโอสถ

            ในเวลานั้นมันยังขุดผลไม้แฝดหยวนหยางขึ้นมา ซึ่งผลหนึ่งมันกินเองและอีกผลถูกฉู่อวิ๋นกลืนเข้าไป ทั้งน่ารักและมีไหวพริบ

            “ทำไมเจ้าก้อนขนตัวน้อยนี้ถึงถูกจับมาได้มันมีความสามารถลึกลับที่จะปกป้องพื้นที่ตรงนั้นไม่ใช่หรือ?” ฉู่อวิ๋นสับสน ดูเหมือนว่าเจ้าก้อนขนตัวน้อยจะถูกนักล่าสัตว์ปีศาจจับตัวไประหว่างทางกลับไปยังด้านในป่าสนธยา

            “อ๊ะ!นั่นคือสัตว์ปีศาจตัวน้อยที่เราพบในวันแรกนี่!”มู่หรงซินรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อเห็นเจ้าก้อนขนตัวน้อยที่นี่นางยกมือปิดปากไว้และอุทานออกมา

            จากนั้นนางก็แสดงสีหน้าสงสารเจ้าก้อนขนตัวน้อยนี่ต้องทนทุกข์ทรมานมากมายในเวลาเพียงเดือนกว่าๆและดูเหมือนว่าจะยังไม่พบเจ้าของที่เหมาะสมพอจะรับมันไป

            “หน้าตาก็น่ารักอยู่หรอกแต่ไม่เชื่อฟังเลย น่าเบื่อ!”

            “ใช่ ให้ตายเถอะเจ้าตัวน้อยนี่หมดแรงไปแล้ว มาที่นี่จะมีประโยชน์อะไรอีก? ดูแจกันยังดีกว่า!”

            ยามนี้มีผู้คนพูดอะไรบางอย่างที่ดูถูกเหยียดหยามออกมาจากนั้นจึงหยิบกิ่งไม้จากที่ไหนสักแห่งแล้วตีไปยังทิศทางของเจ้าก้อนขนตัวน้อย

            “แปะ แปะ แปะ”

            กิ่งก้านกระแทกกับพื้นใกล้เจ้าก้อนขนตัวน้อยทำให้เกิดเสียงที่ทำให้มันตกใจจนตัวสั่นและกระโดดถอยหลัง

            “ฮิ น่าสนใจ!”ชายคนนั้นยิ้มและเล่นกับเจ้าก้อนขนตัวน้อยต่อ เขาแต่งตัวงดงาม สวมชุดทองระย้าดูเหมือนพ่อค้าผู้มั่งคั่งที่ติดอยู่ในหมู่บ้านหงอู้

            นักล่าสัตว์ปีศาจที่อยู่ข้างๆเขาไม่พอใจมากกับพฤติกรรมของพ่อค้าคนนี้และขมวดคิ้วแต่เขาทำได้เพียงกล้าโกรธไม่กล้าพูด ท้ายที่สุดแล้วเขาเป็นเพียงไม่กี่คนที่มีแนวโน้มจะซื้อเจ้าก้อนขนตัวน้อยนี้ได้ในตอนนี้

            นักรบรับจ้างหรือนักรบที่หลบหนีจะไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยเพื่อซื้อสัตว์ปีศาจที่ไร้ประโยชน์

            ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าจะมีนักรบหญิงอยู่บ้างแต่พวกนางก็ยังเป็นนักรบรับจ้างที่แข็งแกร่งและไม่สนใจสัตว์เลี้ยงน่ารักเหล่านี้

            กิ่งไม้ตกพื้นอย่างต่อเนื่องและเจ้าก้อนขนตัวน้อยก็หวาดกลัวมากมันหลบเลี่ยง และในไม่ช้าก็หมดแรง

            “กระโดดสิ ให้ตายเถอะ!” พ่อค้าผู้มั่งคั่งชื่อโจวอันดาเห็นว่าเจ้าก้อนขนตัวน้อยอ่อนแอเขาโกรธมากจนอยากจะทุบมันด้วยกิ่งไม้

            “ควั่บ!”

            แต่ก่อนที่กิ่งไม้จะเหวี่ยงลงมาเสียงคำรามของมังกรแผ่วเบาก็ดังออกมา และแสงฝ่ามือสีเหลืองก็ส่องผ่านความว่างเปล่าโจมตีกิ่งไม้เล็กๆ จนเป็นผุยผง

            “สัตว์ปีศาจตัวนี้ไร้ความผิดหากเจ้าตีมันตาย คนเขาจะทำการค้าได้อย่างไรอีก?” ฉู่อวิ๋นเก็บฝ่ามือและจ้องมองโจวอันดาอย่างเย็นชา

            “เด็กสารเลวนี่มาจากไหนกัน?! ข้าก็แค่อยากจะเล่นกับเจ้าตัวนี้ เพราะสุดท้ายมันก็จะกลายเป็นของข้าอย่ามายุ่งเรื่องคนอื่น!” โจวอันดาหรี่ตาลงแล้วมองฉู่อวิ๋นด้วยอารมณ์โมโห

            แต่ในขณะเดียวกันโจวอันดาก็รู้ดีว่าแสงจากฝ่ามือเมื่อครู่นี้มีพลังมากชายหนุ่มคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าแสดงท่าทีผลีผลามทำเพียงพูดขู่เท่านั้น

            “ฮ่าๆ ที่นี่เองก็มีนักรบไม่น้อย พวกเขาทั้งฉลาด มีไหวพริบและเป็นวีรบุรุษ นี่ท่านดูถูกพวกเขาคิดว่าพวกเขาไม่มีเงินซื้อสัตว์ปีศาจตัวนี้หรือ?” ฉู่อวิ๋นยกยิ้ม หว่านเมล็ดความไม่ลงรอยกันและปล่อยให้ทุกคนมองดูโจวอันดาด้วยสายตาโกรธเคือง

            “เจ้า...เจ้า...ฮึ่ม! ข้าไม่ได้หมายถึงเช่นนั้น!” โจวอันดาโกรธมากแต่เขาก็ผงะถอยหลังด้วยความตกใจทันทีเมื่อเห็นสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากทุกคน

            เพราะแม้ว่าเขาจะรวยแต่การถูกนักรบหลายคนรุมทึ้งก็ไม่ใช่เรื่องดีแน่

            “เถ้าแก่! เจ้าบอกราคามันมา หากข้าคิดว่าเหมาะสมข้าก็จะซื้อ!”โจวอันดาตะคอกอย่างโกรธเคืองและต้องการซื้อเจ้าก้อนขนตัวน้อยนี้เพื่อแสดงฐานะและไม่ให้ตนเองต้องเสียหน้า

            “เอ่อ... อะแฮ่ม ท่านผู้นี้ สัตว์ปีศาจตัวนี้มีค่ามาก เกรงว่า...”แม้ว่านักล่าจะได้ยินว่าโจวอันดาสนใจที่จะซื้อ แต่เขาก็ยังคงแสดงท่าทีลังเลทำให้ทุกคนสับสน

            “หยุดอ้ำๆ อึ้งๆ ได้แล้ว บอกราคามา!” โจวอันดาใจร้อนแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนร่ำรวย แต่เขามักจะทำการค้าที่ทำเงินได้มากมายย่อมรู้สึกว่าการซื้อสัตว์ปีศาจเป็นแค่เรื่องเล็ก

            เมื่อได้ยินดังนั้น นักล่าก็กลอกตาเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก และพูดอย่างสั่นเทา "ห้าสิบ... ไม่! สี่...หินวิญญาณสี่สิบก้อน!"

            เสียงของเขาเบามากแต่ทุกคนกลับได้ยินชัดเจนจากนั้นฝูงชนก็แตกฮือ ตกอยู่ในความวุ่นวาย

            “นี่! พี่ชาย ท่านไปขโมยเสียยังดีกว่า! หินวิญญาณสี่สิบก้อน? สี่หมื่นเหรียญทอง?”

            “สมบัติพลังปราณชิ้นหนึ่งก็แค่สามหมื่นเหรียญทองแต่กับสัตว์ปีศาจไร้ประโยชน์นี่ท่านกลับขายถึงสี่หมื่นเหรียญทอง? ท่านนี่บ้าเงินเกินไปแล้วกระมัง?”

            ทุกคนอุทานครั้งแล้วครั้งเล่าโดยคิดว่านักล่าคนนี้พยายามกดราคาทำให้โจวอันดาซื้อไม่ได้

            “นี่ เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เอาเปรียบหรือ? แม้ว่าข้าจะมีเงินแต่ก็ไม่มีทางเอามาใช้จ่ายเช่นนี้แน่! เจ้าตัวน้อยนี่ราคาสี่พันเหรียญทอง ไม่มากไปกว่านี้แล้ว!” โจวอันดามองไปที่เจ้าก้อนขนตัวน้อยด้วยความดูถูกทำให้ดวงตาของมันเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ดวงตากลมโตดูหวาดกลัว

            สี่พันเหรียญทองมีราคาใกล้เคียงกับสัตว์ปีศาจระดับสี่โจวอันดารู้สึกว่านี่เป็นราคาที่ถูกต้องสำหรับนักล่าแล้ว

            “ท่านลุง ข้าอยากรู้ว่าทำไมท่านถึงตั้งราคาสูงเช่นนี้?” ฉู่อวิ๋นถามเขารู้สึกว่าในป่าสีเลือดที่ผิดปกติไปและนักล่าคนนี้ต้องรู้อะไรบางอย่างแน่

            “ใช่! ท่านตั้งราคาเช่นนี้ใครเขาจะซื้อกัน?”

            “บอกที่มาของสัตว์ปีศาจตัวน้อยนี้หน่อยสิ!”

            ทุกคนเห็นด้วยกับฉู่อวิ๋นข้อคำถามเขียนชัดอยู่เต็มหน้า พวกเขาอยากรู้ว่าทำไมเจ้าตัวเล็กนี่ถึงราคาสูงนัก

            เมื่อเห็นคลื่นผู้คนพลุ่งพล่านนักล่าก็เริ่มเครียดขึ้นมา จากนั้นเขาก็เช็ดเหงื่อด้วยแขนเสื้อกลืนน้ำลายแล้วอธิบายว่า "ไม่ใช่ว่าข้าตั้งราคาสูงแต่เจ้าตัวน้อยตัวนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ !”

            “เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วตอนนั้นข้าพบกับเจ้าตัวนี้ในป่าสนธยา เห็นมันน่ารักก็เลยอยากจะจับมาขาย แต่พอเข้าไปใกล้มันก็ปล่อยแสงสีทองเป็นตาข่ายวงกลมออกมาครอบตัวเองไว้ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง!”

            “ข้าออกล่ามาหลายปีไม่เคยเห็นสัตว์วิเศษเช่นนี้มาก่อน เลยรออยู่ที่นั่น หลังจากนั้นไม่นานตาข่ายแสงสีทองก็หายไป เจ้าตัวน้อยนี่ก็ดูหมดแรง ข้าจึงจับมันได้สำเร็จ”

            หลังจากฟังคำอธิบายของนักล่าทุกคนก็ยังคงสงสัยอยู่ สัตว์ปีศาจที่มีทักษะป้องกันตัวใต้หล้านี้ก็มีไม่ใช่น้อยแต่พวกเขาไม่เคยได้ยินว่ามีสัตว์ปีศาจที่สร้างตาข่ายกั้นอากาศได้มาก่อน

            แม้ว่าจะมีแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่นักล่าเพียงคนเดียวจะจับได้อย่างแน่นอน

            ต้องรู้ว่าทักษะหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับอวกาศนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับและทรงพลังอย่างถึงที่สุด

            โจวอันดาเลิกคิ้วและเยาะเย้ยคำพูดของนักล่า“ไร้สาระน่า ถ้าตามที่เจ้าพูด เจ้าตัวน้อยนี่มีพลังพิเศษเช่นนั้นตอนที่มันฟื้นฟูกลับมาแข็งแรง มันก็จะหลบหนีไปได้สินะ?”

            “ข้า...ข้าก็ไม่มั่นใจ! แต่นับตั้งแต่นั้นมามันก็ไม่ได้ใช้ตาข่ายกั้นอากาศอีกเลย ความจริงก็เป็นเช่นนี้อาจจะเพราะว่าข้าเลี้ยงไม่เป็นกระมัง! ถ้า...ท่านไม่ซื้อ ก็ช่างมันเถอะ!” นักล่าเองก็ดูกังวล เหงื่อออกมาก และดูเศร้าโศก

            เพราะเขาติดใจอยู่กับราคานี้ทุกวันนี้จึงไม่มีใครสนใจสัตว์ปีศาจตัวน้อยนี่เลย

            เมื่อเห็นท่าทางที่สั่นเทาของนักล่าทุกคนก็มองหน้ากัน แม้ว่าทุกคนจะเห็นว่าเขาตื่นกลัวแค่ไหนแต่ก็ไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เขาพูด

            ในเวลานี้ โจวอันดาเองก็เห็นว่านักล่าน่าสงสารเพียงใดเขาขมวดคิ้ว ส่ายหัวแล้วพูดว่า “ช่างเถอะ คิดเสียว่าข้าทำบุญก็แล้วกันหนึ่งหมื่นเหรียญทอง! ข้าจะเอาเจ้าตัวนี้ไป!”

            โจวอันดาไม่เชื่อเรื่องที่นักล่าเล่าแต่เมื่อครู่เขาคุยอวดไปแล้วว่าจะซื้อ จะขายหน้าไม่ได้

            “หมื่นเหรียญทอง…” นักล่ากัดฟันราคานี้ยังห่างไกลจากความคาดหวังของเขานัก แต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงผ่อนปรนเท่านั้นเพราะในหมู่บ้านนี้ จะขายราคาเช่นนี้ได้ก็ยากแล้ว

            “ก็ได้! หนึ่ง...หมื่นเหรียญทองก็หนึ่งหมื่นเหรียญทอง!”

            “หึ ตกลง!”

            ใบหน้าของโจวอันดาบึ้งตึง เขาพ่นลมหายใจและโยนถุงเหรียญทองหนักๆให้กับนักล่า

            จากนั้นเขาก็มองไปที่เจ้าก้อนขนตัวน้อย และคิดจะเอามันไปทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นมองเขาด้วยความอิจฉา

            ความจริงแล้วที่ตรงนี้ก็มีอีกหลายคนที่อยากจะซื้อเจ้าก้อนขนตัวน้อยนั่นเพราะหากพบกับคุณสมบัติตาข่ายกั้นอากาศนั่นได้สิ่งที่ได้รับกลับมาย่อมประเมินค่าไม่ได้

            แต่สำหรับทุกคนแล้วหนึ่งหมื่นเหรียญทองนับว่าฟุ่มเฟือยไปสักหน่อย ดังนั้นหลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้วพวกเขาจึงล้มเลิกจะแย่งชิงมา

            “ฮึ่ม มากับข้า! เจ้าสัตว์ขนปุกปุย!” โจวอันดาตะโกนเพื่อระบายความโกรธพยายามดึงโซ่เพื่อเอาเจ้าก้อนขนตัวน้อยไป

            “รอเดี๋ยว!”

            ยามนี้เสียงของฉู่อวิ๋นดังออกมาจากฝูงชนอีกครั้ง ทำให้ใบหน้าของโจวอันดาจริงจังขึ้นเขาแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ไอ้หยา เจ้าคนกระจอก คิดจะทำอะไรอีก? สัตว์ปีศาจตัวนี้เป็นของข้าแล้ว ข้าต้องการสิ่งใดก็ต้องได้สิ่งนั้น!มือเท้าเจ้าสอดเข้ามาไม่ได้แล้ว!”

            ฉู่อวิ๋นยกยิ้มไม่เห็นด้วย “หืม? จริงหรือ? ถ้าเช่นนั้นข้าอยากถามท่านนักล่าหน่อย ตอนนี้หากข้าต้องการเสนอราคา ได้หรือไม่?”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไม่เพียงแต่สีหน้าของนักล่าที่ประหลาดใจแต่ทุกคน ณ ที่นี้ก็ประหลาดใจเช่นกัน หนึ่งหมื่นเหรียญทองก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ แล้วหรือว่าชายที่สะพายกระบี่ไว้บนหลังนี้ จะสามารถเสนอราคาได้สูงกว่านี้?

            “นี่...ได้ ได้แน่นอน!” นักล่าสงบลงเล็กน้อยแล้วปาดเหงื่อเขารู้ดีว่าเจ้าก้อนขนตัวน้อยนี่พิเศษแค่ไหนและแน่นอนว่าเขาไม่ต้องการขายมันในราคาถูกนัก

            “เมื่อครู่ที่ท่านบอกราคาสี่หมื่นเหรียญทองข้าจะซื้อมันในราคาเดิม” ฉู่อวิ๋นพูดอย่างสงบ ราวกับว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาทำให้ทุกคนประหลาดใจมาก

            สี่หมื่นเหรียญทองเชียวนะ!เงินจำนวนนี้สามารถซื้อสมบัติระดับต่ำได้เลยนะแต่ชายหนุ่มคนนี้กลับไม่สนใจเลยสักนิด?

            “สี่... สี่สี่... หมื่น?! ตกลง ตกลง!” นักล่าประหลาดใจอย่างมาก เขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะซื้อมันในราคาเดิมนี่เกินความคาดหมายของเขาไปมาก

            ทันใดนั้นนักล่าก็โยนถุงเหรียญทองกลับไปให้โจวอันดาด้วยท่าทางรังเกียจดึงสัตว์ปีศาจตัวน้อยกลับ และเดินไปหาฉู่อวิ๋นด้วยความเคารพพร้อมสีหน้าประจบประแจง

            “นี่คือหินวิญญาณสี่สิบก้อน มูลค่าสี่หมื่นเหรียญทอง รับไว้เถอะ”ฉู่อวิ๋นยกยิ้มเล็กน้อยและยื่นถุงหินวิญญาณให้นักล่า ทำให้เขายิ้มได้

            ในเวลานี้ ทุกคนต่างตกตะลึงชายหนุ่มคนนี้ทำตามที่พูดจริงๆ เขารวยมากเลย!

            บางคนถึงกับแอบคาดเดาถึงตัวตนของฉู่อวิ๋นโดยคิดว่าเขาเป็นเด็กจากตระกูลร่ำรวยที่แอบหนีออกมา

            “เดี๋ยวก่อน!” โจวอันดาหายใจแรง หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงน่าอับอายเหลือเกิน

            เขาเดินไปหานักล่าเพียงไม่กี่ก้าวโยนถุงเหรียญทองใบใหญ่ให้อีกครั้ง และพูดด้วยความโมโห “น่าตายนัก!ข้ามีเงินมากกว่านี้อีก! นี่คือห้าหมื่นเหรียญทอง สิ่งที่ข้าหมายตาใครอยากได้ก็คิดว่าจะได้มันไปหรือ!?”

            ขณะที่เขาพูดโจวอันดาก็เหลือบมองฉู่อวิ๋นอย่างเกลียดชัง

            เหตุการณ์วุ่นวายขึ้นมาอีกครั้งดูเหมือนว่าโจวอันดากำลังจะต่อสู้กับฉู่อวิ๋น เพื่อแย่งชิงสัตว์ปีศาจกลับมากู้หน้า

            นักล่าเองก็อับอายมากเช่นกันในมือข้างหนึ่ง เขามีหินวิญญาณที่ใสสว่างราวหยกและอีกข้างหนึ่งก็มีเหรียญทองหนักอึ้ง ตัดสินใจยากเหลือเกิน

            “โอ๊ะ? แค่ห้าหมื่นเอง”ฉู่อวิ๋นไม่สนใจ เขาแสดงรอยยิ้มที่อ่อนโยน ยื่นมือออกมาและค่อยๆมอบหินวิญญาณให้กับนักล่าทีละก้อน

            “ห้าหมื่นหนึ่งพัน”

            “ห้าหมื่นสองพัน”

            “ห้าหมื่นสามพัน”

            “หกหมื่น”

            ฉู่อวิ๋นเคลื่อนไหวเชื่องช้าแต่ในเวลาเดียวกันก็จ้องมองไปที่โจวอันดาอย่างสงบทำให้ใบหน้าของเขาดูน่าเกลียดมากขึ้น คิ้วของเขาสั่นกระตุกทันทีขบกัดฟันด้วยความไม่พอใจ

            “หินวิญญาณ ข้ามีเยอะไป แต่เจ้า…”

            ฉู่อวิ๋นหัวเราะสองสามครั้งไม่ได้พูดอะไรอีก จากนั้นก็โน้มตัวไปแก้ห่วงโซ่เหล็กให้เจ้าก้อนขน หยิบมันขึ้นมาและพามู่หรงซินจากไปอย่างไม่แยแส ปล่อยให้ทุกคนมีสีหน้าตกตะลึงและสับสน

            ในเวลานี้ผู้ที่สายตาดีสังเกตเห็นโจวอันดาที่มีสีหน้ามืดมนก่อนจะเห็นว่าถุงเงินในอ้อมแขนของเขาว่างเปล่า

            เขาไม่มีเงินแล้ว