ท้องฟ้า่พลบค่ำมีเมฆครึ้มตั้งเค้ามาแต่ไกล 'เอย' นั่งอยู่บนม้านั่งหินอ่อนหน้าหอพัก มือหนึ่งกำโทรศัพท์ไว้แน่น เธอรอคอยเวลานี้มาทั้งวัน... เวลาที่ภีมบอกว่าจะไปกินบะหมี่ด้วยกัน
สำหรับคนอื่น บะหมี่ข้างทางราคาไม่กี่สิบบาทอาจดูไร้ค่า แต่สำหรับคนที่ติดอยู่ในหลุมพรางของคำว่า "เพื่อนรัก" อย่างเธอ มันคือ่เวลาอันแสนพิเศษที่จะได้สบตาและพูดคุยกับเขาโดยไม่มีเื่ของผู้หญิงคนอื่นมาแทรกแซง
ตื๊ด... ตื๊ด...
หน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้น ชื่อ 'Pheem' ปรากฏพร้อมหัวใจสีขาว เอยรีบกดรับสายทันทีด้วยหัวใจที่พองโต
"ภีม... เอยรออยู่หน้าหอแล้วนะ"
"เออเอย... คือข้าจะโทรมาบอกว่าเย็นนี้ข้าไปไม่ได้แล้วว่ะ" เสียงของภีมดูรีบร้อน และมีเสียงหัวเราะใสๆ ของผู้หญิงแทรกเข้ามาในสาย
"พอดีน้ำหวานเขาอยากกินปิ้งย่างร้านเปิดใหม่น่ะ เห็นบอกว่าคิวยาวมาก ถ้าไม่ไปตอนนี้คงไม่ได้กิน แกกินบะหมี่คนเดียวไปก่อนนะเอย เดี๋ยววันหลังข้าทบให้สองชามเลย เอ้อ! อย่าลืมเอาของขวัญไปไว้ใต้เบาะรถข้าด้วยนะ ขอบใจมากเพื่อน!"
ตุ๊ด... ตุ๊ด... ตุ๊ด...
สายตัดไปแล้ว... ทิ้งไว้เพียงสัญญาณว่างเปล่าที่ดังสะท้อนอยู่ในหู เอยค่อยๆ ลดมือถือลงช้าๆ ความรู้สึกเหมือนถูกผลักตกจากที่สูงลงมากระแทกพื้นน้ำที่เย็นจัดจนชาไปทั้งตัว
ความเงียบที่ตามมาหลังสิ้นเสียงสัญญาณโทรศัพท์นั้นน่ากลัวกว่าเสียงฟ้าร้องที่ดังระงมอยู่ไกลๆ เสียอีก
“...น้ำหวานเขาอยากกินปิ้งย่างร้านเปิดใหม่น่ะ”
ประโยคนั้นวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ภีมไม่เคยถามว่าเอยหิวไหม ไม่เคยถามว่าอยากกินอะไร เขาเพียงแค่ ‘บอกให้รู้’ และ ‘สั่งให้ทำ’ ในสิ่งที่เป็ประโยชน์ต่อเขาเท่านั้น
"เพื่อนรัก..." เอยพึมพำกับตัวเองเบาๆ น้ำเสียงสั่นพร่า
ฟ้าเริ่มร้องคำราม สายลมกระโชกแรงขึ้น หยาดฝนเม็ดเล็กๆเริ่มโปรยปรายลงมา เอยยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น เธอไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนแม้ว่าน้ำฝนจะเริ่มเกาะตามเส้นผมและทำให้เสื้อนักศึกษาของเริ่มเปียกโชก ความหนาวเหน็บที่กัดกินใจในตอนนี้มันรุนแรงกว่าความหนาวจากหยาดฝนเสียอีก
ของตาย... คำนี้มันช่างชัดเจนเหลือเกินในคืนที่มืดมิดเช่นนี้
ท่ามกลางเสียงฝีเท้าของผู้คนที่วิ่งหลบฝนและเสียงฟ้าร้อง รถสปอร์ตสุดหรูคันหนึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบอย่างนิ่มนวล ประตูฝั่งคนขับเปิดออก วิน ก้าวลงมาพร้อมกับร่มคันยาวสีดำสนิท เขาสวมชุดสูทลำลองที่ดูภูมิฐาน
แม้ในยามที่ฝนตกเช่นนี้เขาก็ยังดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ วินกำลังจะไปส่งเอกสารให้กับเพื่อนที่อยู่หอแถวนั้น แต่สายตาคมของเขาก็เหลือบมาเห็นร่างบางที่นั่งตากฝนอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนม้านั่งหินอ่อน เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางเดินตรงมาหาเธอ
เงาสีดำขนาดใหญ่ทาบทับลงบนตัวเอย บดบังเม็ดฝนที่กำลังตกลงมาใส่เธอ เอยเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาและน้ำฝนจนแยกไม่ออก เธอพบกับใบหน้าเรียบเฉยของวินที่กำลังกางร่มให้เธอ
"ทำไมมานั่งตากฝนอยู่ตรงนี้ครับ?" วินถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เอย... เอยรอเพื่อนค่ะ แต่เขาไม่มาแล้ว" เธอตอบพลางรีบเช็ดหน้าเช็ดตา
วินหลุบตามองเอย เขาพอจะเดาเหตุการณ์ออกทั้งหมดโดยไม่ต้องถามต่อ ความเวทนาวูบหนึ่งฉายผ่านดวงตาคมก่อนจะถูกกลบด้วยความนิ่งขรึม
วินไม่ได้พูดคำปลอบประโลมที่สวยหรู เขาไม่ได้บอกว่าไม่เป็ไร หรือบอกว่าภีมใจร้ายแค่ไหน แต่เขากลับยื่นร่มคันนั้นส่งให้เธอ
"รับไปสิครับ"
เอยรับร่มมาอย่างงงๆ "แล้วคุณวินล่ะคะ?"
“ผมไม่เป็ไรหรอกครับ” วินตอบเสียงเรียบ
"คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อรอให้ฝนหยุดตกหรอกนะคุณเอย... แต่เกิดมาเพื่อเรียนรู้วิธีเดินกลางฝนอย่างสง่างาม" เขานิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะกล่าวเสริม
"ร่มคันนี้แข็งแรงพอที่จะปกป้องคุณจากฝนได้ แต่มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าคุณยังเลือกที่จะนั่งอยู่บนม้านั่งเปียกๆ เพื่อรอคนที่เขาไม่มีวันกางร่มให้คุณ"
"รับไปสิครับ" วินย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นเอยยังคงนิ่งค้าง
มือของเอยสั่นน้อยๆ ขณะเอื้อมไปรับร่ม วินจ้องมองเธอผ่านกรอบแว่น
"คุณเอย... ในทางเศรษฐศาสตร์ เราเรียกสิ่งที่คุณกำลังทำว่า การดื้อดึงที่จะลงทุนต่อเพียงเพราะเสียดายต้นทุนที่ลงไปแล้ว ทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีทางได้ผลตอบแทน" วินเอ่ยเสียงทุ้ม
"สิบปีที่เสียไปมันมากพอแล้วครับ อย่าเสียเวลาให้กับคนที่ไม่แม้แต่จะมองเห็นค่าของคุณเลย"
คำพูดนั้นไม่ใช่คำปลอบใจ แต่มันคือ ‘ความจริง’ ที่กระแทกหน้าเอยอย่างจัง
"คุณวิน... ทำไมถึงช่วยเอยคะ?" เธอถามเสียงสั่น
วินนิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากดูเป็ปริศนา "ผมไม่ชอบเห็นของที่มีคุณค่าถูกวางไว้ผิดที่ครับ มันเสียระบบ"
วินหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไปท่ามกลางสายฝนโดยไม่สนว่าชุดราคาแพงของเขาจะเปียกหรือไม่
"คืนร่มให้ผมได้ที่ตึกบริหารวันพรุ่งนี้... ผมจะรอ" วินบอกแล้วเดินจากไป
เธอพิจารณาร่มในมือ... มันเป็ร่มที่มีน้ำหนัก มีโครงสร้างที่แข็งแรงวัสดุทำจากผ้าชั้นดีและด้ามจับไม้ขัดเงา มันเป็ของที่ดู 'แพง' และ 'ดีเกินไป' สำหรับเธอ
เอยลุกขึ้นยืน ร่มคันนัี้มันปกป้องเธอจากฝนได้อย่างดี ความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่เคยเหน็บหนาว
ในวินาทีนั้นเอยเริ่มรู้สึกถึง รอยร้าว ในความคุ้นชินที่เธอมีต่อภีมมาตลอดสิบปี เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเธอต้องนั่งรอภีมท่ามกลางฝนตก ในเมื่อโลกข้างนอกนั่น... มีคนที่พร้อมจะยื่นร่มให้เธอเดินไปข้างหน้าได้อย่างสง่างามโดยไม่ต้องร้องขอ
เอยกุมด้ามจับร่มไว้แน่น เธอออกเดินฝ่าสายฝนที่ยังคงกระหน่ำลงมา เธอเดินตรงไปที่รถบิ๊กไบค์ของภีมที่จอดอยู่ในที่จอดรถ เอยมองกล่องของขวัญราคาแพงในกระเป๋าผ้าที่เธออุตส่าห์ไปเดินเลือกซื้อให้น้ำหวานตามคำสั่งของเขา
เธอไม่ได้เอาของขวัญไปวางไว้ใต้เบาะรถตามที่เขาบอก แต่กลับหยิบมันขึ้นมาแล้วเดินไปที่ถังขยะใบใหญ่ เอยทิ้งกล่องของขวัญลงถังขยะอย่างไม่เสียดาย ในเมื่อคนซื้อยังถูกทิ้งขวาง ของขวัญที่เธอตั้งใจเลือกก็ไม่ควรไปอยู่ในมือของคนที่ไม่เห็นค่า
เอยเดินกลับเข้าหอพัก เธอวางร่มไว้ที่มุมห้อง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไลน์ของภีมแล้วกด ‘ปิดการแจ้งเตือน’ เป็ครั้งแรก