รุ่งอรุณที่ปางอุ๋งยังคงคลุมเงาด้วยม่านหมอกสีเงินเสียงลมหนาวพัดลอดช่องเต็นท์ ราวกับพยายามปลุกทุกชีวิตให้ตื่นมาทักทายยามเช้าพี่ภูมิขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะยันกายขึ้นนั่ง มือควานหานาฬิกาข้อมือใต้หมอนพี่ภูมิตื่นขึ้นมาก่อนเวลาที่นัดกันไว้เช่นเคยแต่คราวนี้กลับต้องแปลกใจเมื่อเห็นเฟิร์นยืนอยู่ริมน้ำเพียงลำพัง เธอยืนกอดอกมองผืนน้ำของปางอุ๋งที่สะท้อนแสงเช้าราง ๆ ดวงตาของเธอไม่ได้โฟกัสอะไรชัดเจนดูเหมือนใจจะลอยไปไกลกว่าแนวเขาที่ล้อมรอบสถานที่แห่งนี้
“หนาวมั้ย”เสียงของภูมิแทรกผ่านความเงียบ
เฟิร์นหันมายิ้มบางๆ “ไม่มากค่ะ ตื่นมาแล้วนอนต่อไม่หลับ เลยออกมาเดินเล่นเฉย ๆ”
ภูมิพยักหน้าเงียบๆ แล้วส่งแก้วโกโก้อุ่นให้เธอ “ดื่มนี่หน่อย ร่างกายจะได้อุ่น ๆ”
เธอรับไปด้วยสองมือ“ขอบคุณค่ะ” เธอซดเบา ๆ และยิ้มมองมาชเมลโล่ในแก้วของเธอ
หลังจากทั้งสองเดินเล่นกันเงียบ ๆ พอสมควรก็ได้เวลาปลุกเจมส์ที่กรนเสียงดังพอจะปลุกคนทั้งอุทยานได้
“มึงยังไม่ตื่นอีกเหรอ?” เสียงภูมิดังขึ้นข้างเต็นท์
“อีกสิบนาทีได้มั้ยพี่กำลังฝันดีอยู่เลย” เสียงงึมงำตอบกลับมา
“ไม่ตื่นก็ไม่ต้องไปกูไปก่อน” พี่ภูมิเดินไปเก็บของต่อ
“ไปไหนอะยังไม่บอกเลย!” เจมส์รีบลุกขึ้นมาเก็บของทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้นของพี่ภูมิ
เสียงหัวเราะของเฟิร์นดังขึ้นเบา ๆ แล้วทั้งสามก็ช่วยกันเก็บของเตรียมออกเดินทางต่อไปยัง “หมู่บ้านจ่าโบ”
รถตู้แล่นเบา ๆไปตามทางที่โค้งคดและเต็มไปด้วยฝุ่นความเงียบในรถถูกแทนที่ด้วยเสียงบทสนทนาเกี่ยวกับการทำกับข้าว
“เฟิร์นทำกับข้าวอร่อยนะ”ภูมิพูดขณะมองทาง
“จริงพี่เมื่อคืนผมให้คะแนนสิบเต็มสิบเลย” เจมส์เสริมทันที
“ก็ทำตามที่พี่ภูมิสอนเลยหนูอยากเรียนรู้อะไรมากกว่านี้เหมือนกัน” เธอพูดอย่างถ่อมตัว แต่แววตาเป็ประกาย
“ไว้คราวหน้าเดี๋ยวพี่สอนเมนูโปรดของพี่ให้” ภูมิพูดโดยไม่หันมองเธอ
“เมนูอะไรเหรอคะ?” เฟิร์นดูสนใจและตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้เื่การทำอาหาร
“ไว้เดี๋ยวบอก”ภูมิยิ้มนิด ๆ ก่อนจะเงียบไปชั่วครู่
เจมส์ที่ฟังอยู่นิ่ง ๆ เลิกคิ้วมองกระจกหลัง ไม่พูดอะไรแต่ในใจเขากำลังคิดว่า...พี่ภูมิของเขาดูเหมือนจะมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่เขาเคยรู้เขาจึงไม่พูดอะไรต่อและตั้งใจขับรถต่อไป
เมื่อมาถึงจ่าโบ หมู่บ้านเล็ก ๆบนยอดดอยที่ล้อมด้วยหมอกและเสียงลมหายใจของต้นไม้ทั้งสามก็ได้รับการต้อนรับจากคุณลุงเ้าของโฮมสเตย์แบบบ้านไม้เรียบง่ายหลังหนึ่ง
“เหลือห้องเดียวเองนะครับพ่อหนุ่ม”ลุงพูดด้วยรอยยิ้มที่ต้อนรับ
“แยกเตียงได้ใช่มั้ยครับลุง”ภูมิถาม
“แยกให้ได้แต่ห้องเดียวเท่านั้นนะ ห้องอื่นเต็มหมดแล้ว”
“โอเคครับงั้นเอาห้องนี้แหละครับ” ภูมิตอบคุณลุง
“เหลือแค่ห้องเดียวเองเหรอพี่?” เจมส์ถามอย่างใ
“เออ จองไว้ล่วงหน้าแล้วไม่งั้นคงได้ไปนอนห้อยขาบนระเบียงข้างนอกกันทุกคนแล้ว” ภูมิตอบขำ ๆ
เฟิร์นไม่ได้ว่าอะไร เธอวางกระเป๋าอย่างเรียบง่ายแล้วเดินออกไปดูวิวหมอกจากระเบียง
หลังจากเก็บของเรียบร้อยทั้งสามก็ออกไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านชมวิวบันไดนาที่เหมือนขั้นบันไดที่ทอดยาวเหมือนแผ่นพรมสีเขียวอ่อน ๆ
ระหว่างเดินกลับมาที่โฮมสเตย์ภูมิถามขึ้น “เฟิร์น ชอบทำอาหารมั้ย?”
“ก็...ไม่เคยคิดว่าชอบแต่พอทำแล้วมีคนชม ก็เริ่มรู้สึกดี” เธอตอบ
“มันเป็ความรู้สึกที่ดีนะเวลาทำอาหารให้ใครกิน แล้วเขายิ้ม” พี่ภูมิพูดและยิ้มเบา ๆ
เฟิร์นหันไปมองเขานิดหนึ่งก่อนพูด “ตอนเด็กหนูไม่ค่อยทำหรอก แม่ชอบไล่ให้ไปนั่งเฉย ๆ”
“แล้วตอนนี้ล่ะ?” พี่ภูมิถาม
“ตอนที่หนูทำอาหารทุกอย่างดูสงบนิ่ง หนูไม่ต้องคิดอะไร โฟกัสแค่ ณ ตอนนี้ เวลานี้ อยู่ในปัจจุบัน”เธอพูดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำพูดมากมายที่ไม่ได้พูดออกไป“หนูเลยคิดว่าการทำอาหารมันสนุกดี”
“อีกอย่างเวลาได้เห็นคนที่กินอาหารฝีมือเราอย่างเอร็ดอร่อยแล้วดูมีความสุขดี” เธอเสริม
พี่ภูมิไม่ได้ตอบอะไร สายตาของเขาที่มองเธอตอนที่เล่าความคิดต่าง ๆให้เขาฟังกลับไม่ได้มองเห็นเฟิร์น แต่เป็ภาพซ้อนของเธอคนนั้นกลับมาอีกครั้ง
“พี่ภูมิ”เธอเอ่ยขึ้นทำให้เขาหลุดจากภวังค์ “พี่เคยคิดจะเป็เชฟจริง ๆ มั้ย?”
ภูมิเลิกคิ้ว “หืม? ทำไมเหรอ?”
“ก็…เห็นพี่ทำอาหารเก่งสนใจรายละเอียด เวลาพี่สอนหนูทำข้าวต้มเมื่อคืน หนูเห็นเลยว่าพี่มีความสุขมาก”เธอพูดโดยไม่หันมามองเขา
ภูมิยิ้ม พลางตอบ“เคยนะ ตอนที่พี่เรียนปีสามมี่นึงที่พี่คิดจะลาออกไปเรียนทำอาหารที่เชียงใหม่จริง ๆ”
“แล้วทำไมไม่ไปล่ะคะ?” เฟิร์นถามต่อ
“เพราะตอนนั้นมีคนบอกว่า...ให้พี่อยู่ก่อน”เขาตอบเรียบ ๆ เสียงนั้นเบาแต่มีแววอบอุ่นเจืออยู่ลึก ๆ
“แฟนเก่าเหรอคะ?” เฟิร์นถาม
ภูมิหันมามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “อืม… ใช่”
รอยยิ้มของเขาเวลาพูดถึงเธอคนนั้นไม่เหมือนรอยยิ้มใด ๆที่เฟิร์นเคยเห็นมาก่อนมันเต็มไปด้วยอารมย์และความหมายมากมายที่สื่อให้เธอรู้สึกโดยไม่ต้องพูดอะไรออกมาเป็รอยยิ้มที่ มีทั้งความสุขและความเศร้าปะปนกันอยู่
หลังมื้อเย็นที่กินกันง่าย ๆทั้งสามกลับเข้าห้อง ภูมินั่งพิงหัวเตียง กล้องวางไว้ข้างตัวเจมส์นอนแผ่บนเตียงกลาง ส่วนเฟิร์นเอาผ้าห่มคลุมตัวนั่งไขว่ห้างอยู่ปลายเตียงเสียงเพลงเบา ๆ จากลำโพงมือถือของเจมส์คลออยู่ในบรรยากาศ
“พี่ภูมิ”เจมส์เอ่ยขึ้น “เมื่อก่อนพี่เคยมีแฟนมั้ยอะ แบบ...จริงจังอะ?”
ภูมินิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มบางๆ และตอบ “เคยสิ เธอชื่อฝ้าย”
เจมส์กับเฟิร์นเงียบทันที ต่างคนต่างรอฟังโดยไม่แทรก
“ฝ้ายเป็คนแรก...และอาจจะเป็คนเดียวที่เคยทำให้พี่อยากอยู่กับใครสักคนไปนานๆ” พี่ภูมิเริ่มเล่า
“ฝ้ายเป็คนที่มองโลกสดใสเสมอ”พี่ภูมิเล่าต่อ “เวลาไปไหนกับเธอ พี่มักได้เห็นสิ่งที่ตัวเองไม่เคยมองเธอชอบดอกไม้ริมทางมากกว่าวิวบนยอดดอย”
“ทุกปีเธอจะหาเวลาว่างให้พร้อมกันและเอาแผนที่มากางแล้วถามว่า ‘ปีนี้อยากไปที่ไหน?’”
“โห น่ารักว่ะ”เจมส์อุทาน
“นั่นแหละ… กับฝ้ายทุกอย่างมันเรียบง่าย แต่ชัดเจน” ภูมิพูดจบด้วยรอยยิ้มและนั่นเป็รอยยิ้มที่ทั้งเฟิร์นและเจมส์ไม่เคยเห็นจากเขามาก่อน —ยิ้มที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ความอบอุ่น และ… ความเสียใจที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ
“แล้วทำไมถึง...?” เจมส์ถามต่อด้วยความสงสัยโดยไม่ได้คิดอะไรและมือของเฟิร์นก็ตีลงที่เข่าของเจมส์อย่างรวดเร็วและทำหน้าใส่เขาเสมือนสื่อให้เขารู้ว่าเป็คำถามที่ไม่ควรถาม
“บางทีคนเราก็ไม่ได้เลิกกันเพราะหมดรักหรอก”ภูมิตอบเบา ๆ สายตาลอยไปทางหน้าต่าง “บางทีเรารักกันมาก...แต่แค่เดินไม่ทันกันเฉยๆ”
ไม่มีใครพูดอะไรต่อจากนั้น เฟิร์นมองพี่ภูมิ สีหน้าของเขาดูสงบแต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยแสงสว่างบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนรอยยิ้มของเขาในตอนพูดถึงฝ้าย...มันสวยงามและเศร้าในคราวเดียว
เวลาล่วงไปจนดึก ทั้งสามต่างแยกย้ายไปนอนในฟูกที่วางชิดกันเจมส์หลับเป็คนแรกเสียงกรนของเขาดังขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้เฟิร์นและพี่ภูมิต้องหัวเราะออกมาเบา ๆ
เฟิร์นนอนตะแคงมองฝาผนังเงียบ ๆมือหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าผ้าแล้วหยิบโทรศัพท์ที่ปิดมาหลายวันขึ้นมา
เธอกดเปิดเครื่อง เสียงสั่นเบา ๆดังขึ้นพร้อมกับการแจ้งเตือนหลายสิบข้อความ
[สายที่ไม่ได้รับ:14]
[ข้อความจาก: ต้น]
“เฟิร์น เราขอโทษนะกลับมาคบกันได้มั้ย”
“เราคิดถึงเธอ...”
“ไม่อยากเสียเธอไป”
เธออ่านข้อความอย่างเงียบ ๆแต่ความเงียบภายในห้องกลับทำให้ทุกตัวอักษรเสียงดังขึ้นในหัว ร่างกายเธอเริ่มสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
“เป็อะไรมั้ย?” เสียงของภูมิดังขึ้นแ่ ๆ ในความมืด
เฟิร์นสะดุ้งนิดหนึ่งก่อนจะรีบวางโทรศัพท์ลงข้างหมอน “เปล่าค่ะ แค่...คิดอะไรนิดหน่อย”
ภูมินิ่งเงียบ แต่ในความมืดนั้น ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปที่เธอ
เธอหันหลังให้เขา น้ำตาไหลลงบนหมอนช้า ๆ โดยไม่มีเสียงสะอื้น
ข้างนอกหน้าต่าง เสียงลมพัดใบไม้เบา ๆคล้ายกับกล่อมให้หัวใจดวงหนึ่งที่แตกสลายค่อย ๆ เยียวยาตัวเอง
และในความเงียบนั้น ภูมิยังคงลืมตา เขานอนฟังเสียงลมหายใจของเฟิร์นและรู้ดีว่า...บางแผลในใจ ต้องใช้เวลามากกว่าคำปลอบโยน