ตอนที่สิบสาม สร้างความสมดุลย์ของงบประมาณ
ผมนึกถึงฉากในเกมส์
“จินตนาการถึงว่า แคว้นข้างเคียงบุกมาในบริเวณชายแดนของเรา เกิดความวุ่นวายในเมืองหลวงบอกว่าองค์ราชาตายแล้วการข่าวสับสน
ส่งสาส์นของความช่วยเหลือไปในแคว้นในสังกัดของเราแต่เต็มไปด้วยความสับสน พวกเขาเลือกที่จะเก็บกำลังทหารไว้มากกว่าจะมาเคลื่อนทหารมาขัดขวางศัตรูบริเวณชายแดน”
ผมบังคับทรายสีดำให้เป็นรูปทหารขนาดเล็กลงบนโต๊ะที่สร้างเส้นเขตแดนอย่างคร่าวๆ
“ป้อมปราสาทตามรายทาง แทนที่จะต่อสู้ถ่วงเวลากลับเปิดประตูปราสาทให้กองทัพที่รุกรานเข้ามา
ท่านนายพลมีเวลาสามสิบชั่วโมงที่จะเตรียมกองทัพ ท่านจะเตรียมกองทัพได้สักกี่คน?”
นายพลบัลซาร์ก อึ้งไปพักหนึ่งแต่เขาไม่ได้โต้แย้งผม เพรามันคือสถสานการณ์ที่มีอยู่ตามเกมส์ในภาพโปรโมทล่ะนะ แม้แต่ผมที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเกมส์ ภูมิศาสตร์ก็เป็นวิชาที่ผมเรียนมาเมื่อกลับชาติมาเกิดในโลกนี้
“ข้าและกองทหารหมื่นคนจะถวายชีพเป็นราชพลีพะยะค่ะ”
นายพลบัลซาร์กพูดอย่างหนักแน่น
ความจงรักภักดีน่าชื่นชมแต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่ผมต้องการเฟ้ย
“ความจงรักภักดีของท่านนายพลบัลซาร์กน่าชื่นชม แต่เรามีคนอย่างท่านนายพลได้เพียงแค่ไม่กี่คนในอาณาจักรเรา ข้าไม่อยากสูญเสียท่านไปท่านนายพลคือโล่ที่ปกป้องอาณาจักรของเรา”
“ขอบคุณองค์ราชาที่ชื่นชมพะยะค่ะ”
ปรกติแล้วมุกอย่างนี้มักจะเล่นมุกว่า มีความขัดแย้งกับสายทหารและองค์ราชา
หรือในทางตรงกันข้ามไปเลยเล่นมุกว่ามีสายลับของต่างประเทศมาทำให้กองทหารอ่อนแอลง
ความจริงเรื่องกองทัพและสถานะขององค์ราชาน่ะไม่ต่างกันเท่าไรหรอก ผลประโยชน์ค่อนข้างจะตรงกัน
“อืม หมื่นคน”
ผมบังคับตุ๊กตาทรายบนแผนที่หนึ่งตัว กับอาณาจักรรอบนอก บ้างก็สามตัว สี่ตัว แปดตัว สีต่างๆกัน
“ที่ข้าวางอย่างนี้ถูกหรือไม่ท่านนายพล”
นายพลบัลซาร์กจ้องตุ๊กตาทรายและคำนวณกองกำลังและพยักหน้า
“ถูกต้องพะยะค่ะ แต่หากโรเดเลียต้องการรวบรวมคนได้แปดหมื่น ไม่สามารถรวบรวมกำลังได้โดยทางเราไม่รู้ตัว”
ผมลดหุ่นจากแปดตัวเหลือสามตัวของทางโรเดเลีย
“หากเท่านี้ทางโรเดเลียน่าจะใช้เวลารวมตัวและประชิดชายแดนของเรา ประมาณสามเดือนพะยะค่ะ”
“น่าสนใจ หมายความว่าหากเราต้องการเอาชนะไม่ว่าอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่งรอบข้างเรา เรานอกจากต้องอาศัยกองทัพของเหล่าขุนนางในเขตพื้นที่ของเราแล้ว อาจจะต้องอาศัยกองกำลังพันธมิตรของเราเอง ในการขับไล่คนที่จะมารุกรานกลับไปท่านเห็นด้วยไหมท่านนายพลบัลซาร์ก?”
นายพลบัลซาร์ก จ้องรูปปั้นตัวเล็กๆสีต่างๆบนโต๊ะอย่างครุ่นคิด
“ใช่แล้วพะยะค่ะ นี่คือสาเหตุที่กระหม่อมพยายามขอองค์ราชา..เอ่อ องค์ราชาคนก่อนเพื่อเพิ่มกำลังพลทหารมากขึ้น”
“แต่ว่างบประมาณของเราไม่เพียงพอใช่หรือไม่ท่านเสนคลัง?”
“ด้วยการจัดเก็บภาษีของเราและสภาวะปัจจุบันนี้เราไม่สามารถเพิ่มภาษีได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ข้าก็เคยบอกแล้วท่านบัลซาร์ก แนวคิดกองทัพประจำการของท่านนั้นจะเปลืองเงินมหาศาลต่อภาระของอาณาจักรเรา”
กองทัพประจำการ? โอ้มีแนวคิดสมัยปัจจุบันหรือนี่?
“มีแต่กองทัพที่ฝึกทหารอย่างหนักมาตลอดเท่านั้นจึงจะเป็นกองทัพแกร่งที่สามารถเอาชัยชนะได้ทุกสมรภูมิ ทหารที่เกณฑ์มาขาดความสามารถในการสู้รบและประสบการณ์ เรื่องนี้ท่านไม่มีทางเข้าใจหากหลบอยู่แต่ในห้อง”
“ว่ายังไงนะ” เสนาบดีคลังขึ้นเสียง
“เงียบ”
ผมบังคับลมในห้องไม่ให้ขยับ ได้ผลคนฟังผมขึ้นมาทันที
“ปัญหาของเราก็คือ เราต้องการทหารที่มากขึ้น แต่หากเราต้องการมีทหารมากขึ้น เราต้องงบประมาณมากขึ้น หากเรามีงบประมาณไม่พอ ก่อนศัตรูจะบุกมา ชาวบ้านคงอาจจะกบฎต่อพวกเราก่อนที่ศัตรูจากต่างแคว้นจะบุกมาแล้ว
มันคือปัญหาที่เราต้องสร้างความสมดุลระหว่างงบประมาณด้านอื่นๆกับการทหาร”
กองทรายบนโต๊ะ ผมบังคับให้กลายเป็นกองทหารที่เล็กลงกับกองทรายที่กลายเป็นบ้านและถนน
“แต่หากพวกท่านสนใจ ข้าพอมีแนวทางบางอย่างที่อาจจะพอแก้ปัญหาได้”