บทที่ 26 ออกจากบ้านมือเปล่า
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง
ลู่จิ่นเนี่ยนก็ไม่ได้พูดต่อ
“เธอจะไปทั้งแบบนี้เลยเหรอ?” เขาถาม
“คุณ้าแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?”
“เล่นละครมาตั้งหลายปี ทำไมถึงเลิกแสดงแล้วล่ะ” มู่จือเหยียนพูดจาเสียดสีเช่นเคย
ลู่จิ่นเนี่ยนเงยหน้าขึ้น ยิ้มแล้วพูดว่า “เพราะฉันเจอบ้านใหม่แล้ว”
เดิมทีเธอก็แค่พูดออกไปลอย ๆ เพราะไม่อยากยอมแพ้ ทว่าแววตาของมู่จือเหยียนกลับมีประกายวูบหนึ่ง
เดิมทีเขายืนขวางอยู่ที่ประตู แต่ตอนนี้กลับหลีกไปยืนข้าง ๆ
ลู่จิ่นเนี่ยนปิดกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าหนักและใหญ่เกินไป เรี่ยวแรงของหญิงสาวแทบยกไม่ไหว
แต่เธอก็กัดฟัน ฝืนลากมันไปที่บันได
บันไดทอดยาวคดเคี้ยว แต่ละวันเธอต้องขึ้นลงนับไม่ถ้วน มีเพียงวันนี้ที่ต้องลากกระเป๋าเดินทางอันหนักอึ้ง ทว่าไร้เรี่ยวแรง
เสิ่นเสวี่ยฉินกับกู้เยี่ยนหนานยังยืนอยู่ข้างล่าง เดิมทีเธอควรจะเรียกคนใช้มาช่วยยกกระเป๋า แต่ไม่รู้ทำไมถึงกำมือแน่น ฝืนยกกระเป๋าขึ้นมาเอง
ส่วนกู้เยี่ยนหนานเงยหน้ามองมู่จือเหยียนที่เดินตามหลังลู่จิ่นเนี่ยน เขาแค่มองอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้เข้าไปช่วยเธอ
ลู่จิ่นเนี่ยนลากกระเป๋าเดินทางลงบันไดทีละขั้นอย่างยากลำบาก ลงบันไดมาหลายสิบขั้น ในที่สุดเธอก็เดินมาถึงขั้นสุดท้าย แต่ตอนนี้เธอเหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัวไปหมดแล้ว
ในตอนนั้นเอง เท้าของหญิงสาวก็ลื่น และล้มลง!
แม้จะเหลือบันไดไม่กี่ขั้น แต่ล้มแบบนี้ก็ยังเจ็บอยู่ดี และกระเป๋าเดินทางก็เลยเปิดออก ทำให้ของด้านในร่วงออกมาหลายชิ้น
หญิงสาวประคองข้อศอกที่เ็ป พยายามลุกขึ้น
เวลานี้สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่เธอ แต่กลับไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ
ดูเหมือนว่ามนุษย์ไม่ควรหลอกตัวเองมากเกินไป การกระทำที่เราคิดว่าเป็การ ‘พยายาม’ ของเรา อาจเป็เพียง ‘ความโง่เขลา’ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น
“ทำเป็น่าสงสารให้ใครดูล่ะ” เสิ่นเสวี่ยฉินพูดจิกกัดอีกประโยค
กู้เหยียนหนานเดินเข้าไป พยายามจะช่วยเธอเก็บของ
เธอยังไม่ทันได้ปฏิเสธ มู่จือเหยียนก็พูดเสียงเ็าจากด้านหลัง “ปล่อยให้เธอทำเอง”
เธอเงยหน้าขึ้น สบตากับั์ตาที่เ็าของมู่จือเหยียน
แต่งงานกันมาสองปี เขายังคงเ็าเสมอ
สำหรับเธอแล้ว ่เวลาที่มีความสุขจนอยากะโโลดเต้นเหมือนว่าจะไม่เคยมีเลย แต่่เวลาที่เศร้าโศกเสียใจได้แต่นั่งเฉยเพราะทำอะไรไม่ถูก กลับมีบ่อยมาก
ในที่สุดเธอก็เก็บของเสร็จทุกอย่าง ลู่จิ่นเนี่ยนหันหลังและจากไป...
เช้าวันรุ่งขึ้น ทนายความที่ลู่จิ่นเนี่ยนนัดหมายไว้ก็ปรากฏตัวต่อหน้ามู่จือเหยียน เธอทำตามที่พูดจริง ๆ เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมหมดแล้ว
“คุณมู่ คุณแค่เซ็นชื่อตรงนี้ก็พอ” ทนายความกล่าว
เขาไม่ได้มองดูสัญญาฉบับนั้นเลย ถามอย่างเ็า “เธออยู่ไหน?”
ทนายไม่ได้ตอบคำถามของเขา เขาจึงไม่ได้เซ็นชื่อ
เมื่อวานนี้เธอเดินจากไป เขาไม่ได้ขัดขวาง ไม่ใช่เพราะเธอพูดว่าเธอได้หาบ้านใหม่ไว้แล้ว แต่เพราะเธอเห็นกู้เยี่ยนหนานยืนอยู่ข้างเขา แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่มีท่าทีอะไรเลย
เื่นี้ทำให้เขาโกรธมาก
“คุณมู่ ถ้าคุณสงสัยในสัญญาหย่าฉบับนี้...”
ทนายความยังพูดไม่ทันจบ มู่จือเหยียนก็ลุกขึ้น และฉีกสัญญาหย่าฉบับนั้นทิ้ง!
“ไปพาเธอมาที่นี่!” เขาสั่งลูกน้อง
ทว่าลูกน้องก็หาลู่จิ่นเนี่ยนไม่พบ
ไม่ว่าจะเป็บริษัทหรือบ้านตระกูลลู่ เธอก็ไม่ได้ไปที่นั่น กระทั่งที่บ้านของโจวหงผิง แม่ของลู่จิ่นเนี่ยน ก็ไร้เงาเช่นกัน
มู่จือเหยียนอดคิดไม่ได้ว่า เื่นี้อาจจะเป็ฝีมือของแม่ของเขาที่อยากเลี่ยงปัญหาในอนาคต เลยส่งตัวลู่จิ่นเนี่ยนไปต่างประเทศ
แต่เสิ่นเสวี่ยฉินกลับโทรศัพท์มาสอบถามว่าเขาได้เซ็นสัญญาหย่าแล้วหรือยัง น้ำเสียงของเธอไม่มีนัยว่ารู้เื่ที่ลู่จิ่นเนี่ยนหายตัวไป
ถ้าแม่ไม่ได้ทำ แล้วเธอหายตัวไปไหน?
…
มู่จือเหยียนไม่เคยคิดว่า แท้จริงแล้วลู่จิ่นเนี่ยนไม่ได้หนีไปไกล
หลังจากที่เธอออกจากบ้านตระกูลมู่ เธอก็ไปหาแม่แท้ ๆ ของเธอ
โจวหงผิงเมื่อได้เห็นลูกสาวถือกระเป๋าเดินทาง พร้อมกับถูกไล่ออกจากตระกูลมู่ ก็โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ
“แกเป็ภรรยาตระกูลมู่แต่งงานอย่างถูกต้อง! ตอนนี้แค่มีข่าวลือเื่ชู้สาวก็ยอมหย่าแล้ว? มีสมองบ้างไหม!”
พูดจบ หล่อนก็รีบฉุดลูกสาวกลับไปตระกูลมู่
ลู่จิ่นเนี่ยนยืนนิ่งอยู่ที่เดิม “แม่ ฉันไม่อยากทนแล้ว”
“ลูกสาวที่โง่เขลาของแม่ จะหย่าไปทำไม! แบบนี้แกเสียเปรียบหมด ตระกูลมู่รวยขนาดนั้น แม่ทุ่มเทวางแผนให้แกขนาดไหนกว่าจะได้แต่งงานเข้าไป พอบอกว่าหย่าก็จะหย่าเลยอย่างนั้นเหรอ? แม่ไม่ยอม!”
“ตอนนี้ถึงแม่จะไม่ยอม ก็ต้องยอมแล้ว” ลู่จิ่นเนี่ยนหัวเราะอย่างขมขื่น
ถึงแม้โจวหงผิงจะให้กำเนิดลูกสาวตระกูลลู่ แต่ก็ไม่มีตำแหน่งอะไร ลู่เจิ้นเฟยก็ไม่ยอมรับการนอกใจครั้งนี้ของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่เคยสนใจเลยว่าเธอจะเป็หรือตาย ตลอดมา เธออาศัยเงินเลี้ยงดูจากลู่จิ่นเนี่ยนในการดำรงชีวิต
ตอนนี้ลูกสาวของตัวเองออกจากบ้านสามีมามือเปล่า เส้นทางการเงินของเธอก็ขาดลง แน่นอนว่าย่อมโมโหเดือดดาล
“แกมันไร้ค่า สิ้นเปลืองเงินที่ฉันเลี้ยงดูมา ตอนนี้ไม่มีตระกูลมู่ พวกเราแม่ลูกจะใช้ชีวิตกันยังไง?”
โจวหงผิงยกมือขึ้นเหมือนจะตบเธอ แต่สุดท้ายก็อดสงสารลูกสาวไม่ได้ จึงทำได้เพียงแค่ตบโต๊ะอย่างแรง
“แม่ เงินที่ฉันให้แม่มาตลอดหลายปี เป็เงินที่ฉันหามาจากการทำงานของตัวเอง ไม่ได้ใช้เงินของตระกูลมู่เลย แม่ไม่ต้องห่วง จากนี้ต่อไป ฉันก็เลี้ยงดูแม่ได้”
“แกจะเลี้ยงดูอะไรฉันได้? ด้วยเงินเดือนที่ได้จากบริษัทกระจอก ๆ นั่นเหรอ?” โจวหงผิงโกรธมาก “ไม่ได้ กลับไปซะ! กลับไปเดี๋ยวนี้!”
หลังจากโต้เถียง และผลักไสกันไปมา โจวหงผิงก็ไล่ลู่จิ่นเนี่ยนออกจากบ้าน ้าให้เธอกลับไปขอโทษตระกูลมู่
แต่ว่า เธอจะกลับไปได้ยังไง?
ลู่จิ่นเนี่ยนยืนอยู่หน้าบ้านนานมาก เธอมีบ้านถึงสามหลัง ทั้งบ้านแม่ บ้านตระกูลลู่ และบ้านตระกูลมู่ แต่ไม่ว่าที่ไหน ก็ไม่มีที่สำหรับเธอ
หญิงสาวถอนหายใจ คงเป็เพราะเธอไม่ได้พักผ่อนมาหลายวันเลยรู้สึกแน่นหน้าอก เธอเอนตัวพิงเสาไฟข้างถนน อดไม่ได้ที่จะอาเจียนออกมาสองสามครั้ง
“แหม แหม แหม ลู่จิ่นเนี่ยน เธอใช้ชีวิตน่าสมเพชจริง ๆ ถูกไล่ออกจากบ้าน ทำให้ตระกูลลู่เสียหน้าอีกแล้ว”
พอได้ยินเสียงเยาะเย้ยที่คุ้นเคย ลู่จิ่นเนี่ยนหันกลับไปก็เห็นลู่อวี่ชิว
เธอเก่งในการซ้ำเติมคนตกอับจริง ๆ
“คนที่ทำให้ตระกูลลู่เสียหน้า ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว”
ลู่จิ่นเนี่ยนกลั้นความรู้สึกไม่สบายตัวที่อยากอาเจียนอย่างหนัก พูดเสียงเ็า แล้วเดินผ่านลู่อวี่ชิวไป
“เธอจะไปไหน?”
ด้านหลังของลู่อวี่ชิว มีชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สวมเสื้อผ้าคล้ายอันธพาลสองคนปรากฏตัวออกมา ทั้งด้านซ้ายและขวา ขวางลู่จิ่นเนี่ยนเอาไว้
“ลู่อวี่ชิว เธอจะทำอะไร?”
“สำหรับฉัน ฉันเกิดมาพร้อมความเคียดแค้น พี่สาวคงไม่รู้สินะ?” ลู่อวี่ชิวยกมุมปาก เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
ชายฉกรรจ์สองคนเอาผ้าดำมาปิดตาเธอ มัดมือมัดเท้า จากนั้นก็ยัดหญิงสาวเข้าไปในรถตู้คันหนึ่ง
ลู่จิ่นเนี่ยนดิ้นสุดแรง แต่ก็ไร้ประโยชน์
รถวิ่งไปไม่นานก็จอด เธอได้กลิ่นอับชื้นในอากาศ เหมือนกับโกดัง
ลู่อวี่ชิวสั่งให้สองคนนั้นพาเธอลงจากรถ กดเธอนั่งลงบนเก้าอี้
ต่อมา เธอก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือ เหมือนถูกมีดกรีด เจ็บเข้าไปถึงหัวใจ