ครั้นเมื่อเรือของคหบดีเหวินและเหวินเฟิงเหอกลับมาถึงเมืองฮุ่ยหยางก็เป็เวลาพลบค่ำพอดี เขาสั่งเหล่าคนใช้ให้ขนผ้าไหมที่ซื้อมาขึ้นรถม้าที่เตรียมไว้สำหรับขนผ้าไหมโดยเฉพาะส่วนเขาและเหวินเฟิงเหอก็เดินไปขึ้นรถม้าอีกคันหนึ่งซึ่งคนใช้เตรียมไว้ให้
เมือทั้งสองขึ้นมานั่งบนรถม้า เหวินเฟิงเหอก็หาวออกมาเบาๆด้วยความเพลี คหบดีเหวินที่นั่งอยู่ด้านข้างเขามองใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าจากการเดินทางของนางก็อดที่จะสงสารไม่ได้
“เ้าคงจะเหนื่อยมากใช่หรือไม่ ข้าต้องขอโทษที่พาเ้าไปลำบากด้วย”
ใบหน้าเล็กๆค่อยๆเผยรอยยิ้มอันสดใสออกมา
“เหนื่อยอะไรกัน ข้าไม่เห็นจะรู้สึกเช่นนั้นซักนิดข้าว่าสนุกเสียมากกว่าได้ไปเที่ยวต่างเมืองแถมยังได้ช่วยงานท่านพี่ด้วย”
เขายิ้มให้กับนางพร้อมกับจับมือเล็กๆนั่นไว้
“เ้ารู้หรือไม่รอยยิ้มของเ้าเป็ดั่งยาวิเศษ เพียงข้าได้เห็นรอยยิ้มนั่นความเหนื่อยที่มีก็หายเป็ปลิดทิ้ง”
“แล้วท่านพี่รู้หรือไม่ว่าใบหน้าที่หล่อเหลาของท่านก็ทำให้ข้าหายเหนื่อยเช่นกัน”
คหบดีเหวินถึงกับหน้าแดงเมื่อได้ฟังคำหยอกเย้าของนาง ไม่นานนักรถม้าของทั้งสองก็วิ่งเข้ามาจอดในบ้านของตระกูลเหวิน
ทั้งสองต่างรีบลงจากรถม้าในทันที
“เล่าฮูหยินนายท่านกับเหวินฮูหยินกลับมาแล้วเ้าค่ะ”เสียงหลี่หยางเหมยพูดขึ้นด้วยความดีใจ
“มาแล้วเช่นนั้นเหรอ หยางเหมยเ้ารีบไปเตรียมน้ำชามาให้พวกเขาเร็วเข้า”
“เ้าค่ะเล่าฮูหยิน”
เมื่อเล่าฮูหยินเห็นคหบดีเหวินกับเหวินเฟิงเหอเดินเข้ามาในบ้านนางก็รีบเดินเข้าไปหาผู้เป็บุตรชายในทันที
“จ้วนสือ เป็เช่นไรบ้างเหนื่อยหรือไม่”นางถามเขาด้วยความเป็ห่วง
เขายิ้มให้กับเล่าฮูหยินพร้อมกับจับมือของนาง
“ข้าไม่เหนื่อยหรอกท่านแม่”
“นายท่าน เหวินฮูหยินน้ำชาเ้าค่ะ”หลี่หยางเหมยรีบยกน้ำชามาให้ทั้งสอง
“จ้วนสือ เฟิงเหอพวกเ้ามาเหนื่อยๆดื่มชาเสียก่อน แล้วนี่พวกเ้าหิวหรือไม่แม่ให้คนเตรียมอาหารไว้ให้แล้วไปที่ห้องอาหารกันเถอะ”เล่าฮูหยินพูดขึ้น
เมื่อทั้งสามมาถึงห้องอาหารเหล่าสาวใช้ก็ต่างนำอาหารมากมายมาวางไว้บนโต๊ะในทันที
“จ้วนสือเ้าเดินทางมาเหนื่อยๆทานเยอะๆนะรู้มั๊ย แม่เตรียมอาหารที่เ้าชอบทั้งนั้นเลย”นางพูดพร้อมกับคีบหมูผัดพริกหวานให้กับผู้เป็บุตรชาย
“ขอบคุณท่านแม่”เขาพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มให้เล่าฮูหยินก่อนจะคีบปลาราดพริกให้กับเหวินเฟิงเหอ
“เฟิงเหอเ้าก็ทานเยอะๆเช่นกันไปกับข้าครั้งนี้ทั้งเหนื่อยทั้งลำบาก”
เล่าฮูหยินมองดูคหบดีเหวินที่ดูเป็ห่วงเป็ใยเหวินเฟิงเหอก็อดจะหมั่นไส้ผู้เป็สะใภ้ไม่ได้
“หึ ลำบากอะไรกันแม่ว่าคนที่ลำบากน่าจะเป็เ้ามากกว่านะจ้วนสือทั้งต้องไปเลือกหาสินค้ามาขายอีกทั้งยังต้องดูแลฮูหยินที่ไม่ประสาเื่การค้าการขายพานางไปด้วยก็เหมือนกับมีตัวถ่วงไปด้วยเสียเวลา เสียงาน”เล่าฮูหยินพูดขึ้นด้วยความหงุดหงิด
หลี่หยางเหมยที่ได้ฟังเล่าฮูหยินตำหนิเหวินเฟิงเหอก็อดที่จะแอบยิ้มด้วยความสะใจไม่ได้
เหวินเฟิงเหอแสยะยิ้มให้เล่าฮูหยินอย่างไม่ใส่ใจในคำดูถูกนั่นก่อนจะคีบอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
เล่าฮูหยินที่ได้เห็นท่าทางเฉยชาไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเหวินเฟิงเหอก็อดที่จะหงุดหงิดไม่ได้
“ดูสิขนาดข้าว่าขนาดนี้เ้ายังไม่รู้จักสำนึกผิดอีก”
เหวินเฟิงเหอวางตะเกียบลงก่อนจะยิ้มให้กับเล่าฮูหยิน
“ท่านแม่หมายถึงข้าเช่นนั้นหรือเ้าคะ”
“เอ๊ะแล้วเ้าจะให้ข้าหมายถึงใครเล่าหากไม่ใช่เ้า”
“ท่านแม่ ข้าว่าท่านแม่คงเข้าใจผิดแล้ว เฟิงเหอนางหาได้เป็ตัวถ่วงของข้าไม่ นอกจากนางจะไม่ใช่ตัวถ่วงแล้วนางยังเป็ผู้ที่เจรจาต่อรองสินค้าจนข้าได้ผ้าไหมที่งดงามปราณีตมาในราคาที่เหมือนกับได้เปล่าหากท่านแม่ไม่เชื่อรุ่งเช้าท่านก็ลองไปดูร้านขายผ้าของเราได้ผ้าทั้งหมดเฟิงเหอนางเป็คนคัดเลือกด้วยตัวเอง”
“หึ นางงั้นหรือจะเจรจาต่อรองสินค้าได้ข้าไม่อยากเชื่อ นับั้แ่นางแต่งเข้ามาที่บ้านตระกูลเหวินวันๆเอาแต่นั่งท่องตำราเดินชมดอกไม้ในสวนไม่ยักเคยเห็นนางจะใส่ใจเื่การค้าการขายเลยซักนิด”
“นั่นมันข้าในเมื่อก่อนแต่นับจากนี้ไปข้าจะไปช่วยท่านพี่ดูแลร้านค้าของตระกูลเองเ้าค่ะ รับรองว่าข้าจะทำให้กิจการของตระกูลเหวินโด่งดังไปทั่วทั้งแคว้นเลยเ้าค่ะท่านแม่”
เล่าฮูหยินมองหน้าของนางอย่างไม่เชื่อ