“พระสนม ! พระสนมโปรดช่วยหม่อมฉันด้วย”
เสียงร้องเรียกนั้นทำให้เฟิงอี๋หยุดที่หน้าห้องขังห้องหนึ่ง นางมองเห็นนักโทษหญิงผู้นั้นถูกตรวนเหล็กพันธการไว้ทั้งมือและเท้า ตาตัวเต็มไปด้วยรอยเืแห้งกรังจากการถูกโบยด้วยแส้หนาม ริมฝีปากนางแห้งแตกจนมีเืไหลซึมออกมา แววตาของนักโทษหญิงผู้นั้นความกับมองเห็นแสงเรืองรองปรากฏอยู่ตรงหน้า
“นักโทษผู้นี้เป็ใคร”
เฟิงอี๋ถามผู้คุมแ่เบา
“อี๋เหนียง นางกำนัลในตำหนักของพระนางพ่ะย่ะค่ะ”
เขาตอบอย่างแข็งขัน แต่ในใจนั้นก็นึกฉงนว่า เหตุใดพระนางจึงจำนางกำนัลข้างกายไม่ได้
อี๋เนียงตะเกียกตะกายโผ่เข้ามาเกาะที่ลูกกรงห้องขัง จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งอย่างอยากลำบากว่า
“พระสนม..... หม่อมฉันไม่รู้เื่อันใด... ยะ ยาถ้วยนั้น หม่อมฉันเพียงแค่ทำตามรับสั่งของพระนาง !”
เฟิงอี๋ขมวดคิ้วเข้าหากัน แม้นคำพูดนั้นจะทำให้นางตื่นใอยู่บ้าง แต่การรักษาอำนาจในวังหลังสิบปีทำให้นางเก็บซ่อนความสงสัยไว้จนสุดลึก แล้วเอ่ยด้วยท่าทีราบเรียบกับผู้คุมว่า
“เปิดประตูห้องขัง เรามีเื่จะซักถามนางกำนัลผู้นี้สักหน่อย”
ผู้คุมเปิดประตูห้องขังให้พระสนมเข้าไปหานักโทษ จากนั้นก็ยืนรักษาความปลอดภัยอยู่ห่าง ๆ และภาวนาในใจขอให้ใต้เท้าจ้านรีบมาด้วยเถิด
เฟิ่งอี๋โน้มกายลงข้าง ๆ นางกำนัลผู้นั้น แล้วเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า
“เมื่อสักครู่ เ้าบอกว่า ข้าเป็คนสั่งให้เ้านำยาถ้วยนั้นมาให้เรารึ”
“เพคะ พระสนม”
นางกำนัลตอบ พลางพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“เ้าจงคิดให้ดี ๆ เ้าคงจะไม่ถูกลงทัณฑ์จนสมองเลอะเลือนหรอกนะ เรารึจะสั่งให้เ้าเอายาพิษมาให้ตนเองกินเพื่อปลิดชีพตนเอง เหลวไหลสิ้นดี”
เฟิงอี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
ท่าทีและคำพูดนั้น ทำให้นางกำนัลรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งกายอย่างประหลาด จึงละล่ำละลักออกมาว่า
“พระสนมไม่ได้รับสั่งให้นำยามาปลิดชีพตนเอง แต่พระนางสั่งให้หม่อมฉันไปนำยาขับเืจากหมอกว่างมาให้พระองค์เสวยเพคะ”
ได้ยินดังนั้น หัวใจของเฟิงอี๋ก็เต้นแรงขึ้น รีบหันหน้าไปมองดูผู้คุม เขายังคงยืนหันหลังนิ่ง อีกทั้งเขายังยืนอยู่ด้านนอกไกลจากจุดที่นางสอบถามนักโทษ คำของนางกำนัลเมื่อครู่เขาอาจจะไม่ได้ยิน ถึงได้ยินก็คงจะจับใจความไม่ได้ เพราะเสียงของนางกำนัลแหบแห้ง อีกทั้งยังรัวคำพูดด้วยความตื่นใ
เื่นี้ซับซ้อนกว่าที่นางคิดไว้ ดีไม่ดีนางอาจจะถูกบั่นหัวไปด้วยเช่นกัน ถ้ายาถ้วยนั้นเป็ยาขับเื นั่นหมายความว่าลูกในท้องของฟางเหรินกุ้ยไม่ใช่เืเนื้อเชื้อัเป็แน่แท้ แต่ลูกของนางเป็ลูกชู้ !
เฟิงอี๋หันกลับมาจ้องอดีตนางกำนัลข้างกายกุ้ยเฟย แล้วยกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่ริมฝีปากเป็สัญลักษณ์บอกให้นางเบาเสียงลง ก่อนเอ่ยต่อไปว่า
“อี๋เหนียง ข้าถูกยาพิษจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เมื่อฟื้นขึ้นมาข้าก็จำอะไรไม่ได้ หากเ้าอยากให้เราช่วยชีวิตเ้าก็เล่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เราฟังอีกครั้ง”
เฟิงอี๋ใช้น้ำเสียงปลอบประโลม กึ่งบังคับนางให้เล่าความจริงออกมา
“พระสนม วันนั้นก่อนที่จะเสด็จไปตำหนักเฉียนชิง พระนางรับสั่งให้หม่อมฉันไปเอายาขับเืจากหมอกว่างมาให้พระนางเสวย หม่อมฉันเพียงแค่ทำตามพระประสงค์ของพระนางไหนเลยจะทราบว่ายาที่นำมาเป็ยาพิษ มิใช่ยาขับเื”
อี๋เหนียงพูดเสียงเบาลงอีกหลายส่วน เพราะรู้ดีว่าเื่ที่นางเอ่ยนี้เป็เื่ร้ายแรงมหันต์ หากถูกผู้ใดล่วงรู้เข้าแม้อยากมีชีวิตอยู่ต่อก็ไม่อาจทำได้
“ตอนที่ใต้เท้าจ้านสอบปากคำ เ้าสารภาพไปเช่นใด”
เฟิงอี๋รีบถามอย่างร้อนใจ เพราะหากกรมอาญาสืบความได้ว่าฟางเหรินกุ้ยเฟยลักลอบเล่นชู้ ชีวิตที่ฟื้นขึ้นจากความตายของนางเพื่อแก้แค้นเป็อันจบสิ้นแน่
“พระสนมวางพระทัยได้ หม่อมฉันตอบที่พระนางสั่งไว้ทุกอย่าง ยาที่นำมาเสวยคือ ยาบำรุงครรภ์”
อี๋เหนียงรีบบอก
“นับว่าเ้ายังภักดีต่อเราอยู่”
เฟิงอี๋พิจารณานางกำนัลอย่างใคร่ครวญ นางผู้นี้จงรักภักดีต่อกุ้ยยิ่งนัก แม้นรู้ว่ากุ้ยเฟยกำลังทำเื่ที่ผิดศีลธรรมอยู่ก็ยังสนับสนุนนางอย่างเต็มที่
“หม่อมฉันมิบังอาจทรยศหักหลังพระนางเพคะ พระนางลืมไปแล้วหรือ หม่อมฉันเป็พี่เลี้ยงที่ติดตามพระนางเข้าวังมา”
อี๋เหนียงนึกไม่ถึงว่า ยาพิษชนิดนั้นจะร้ายแรงมากจนทำลายความทรงจำของพระสนมไปหมด
“เราจำไม่ได้จริง ๆ”
เฟิงอี๋แสร้งทำสีหน้าให้เวทนาตนเองอย่างสุดแสน จากนั้นก็เอ่ยปากถามต่อไปว่า
“เหตุใดเ้าขอยาขับเืจากหมอกว่างได้ง่ายนัก ยาชนิดนี้เป็ยาต้องห้าม หากถูกจับได้ขึ้นมาหัวเ้าอาจหลุดจากบ่าได้”
“พระสนม.... ทรงจำไม่ได้อีกแล้วรึเพคะ”
นางกำนัลทอดถอนลมหายใจออกมาคราหนึ่ง จากนั้นก็เล่าย่อ ๆ ให้ฟังว่า สาเหตุที่นางกำนัลผู้หนึ่งสามารถเบิกยาต้องห้ามในวังหลวงได้ เพราะหมอกว่างผู้นั้นถูกดึงมาเป็พรรคพวกของพระสนม โดยมีเฟินหนิงกุ้ยเหรินซึ่งเป็พี่สาวแท้ ๆ ของพระสนมคอยชี้แนะ รวมถึงเื่ที่ทรงวางแผนร่วมกันกำจัดฮ่องเฮา
เมื่อนางกำนัลเล่าจบ เฟิงอี๋ก็แค่นเสียงขึ้นมาคำหนึ่ง พี่น้องตระกูลน่าตายนัก ! บังอาจรวมหัวกันใส่ร้ายนางจนตาย แต่สุดท้ายก็หันมาฆ่ากันเอง อนิจจาความริษยาช่างน่ากลัวถึงเพียงนี้
“แล้วเ้ารู้ไหมว่า... เราตั้งครรภ์กับผู้ใด”
เฟิงอี๋กลั้นใจถาม เพราะคำถามนี้สำหรับเ้าของร่างแล้วช่างโง่เง้าสิ้นดี ที่ไม่รู้ว่าใครทำนางท้อง !
และเป็จริงดังคาด ดวงตาของอดีตนางกำนัลผู้นั้นเบิกกว้างราวกับใสุดขีด นางนึกไม่ถึงว่าแม้แต่ชายคนรักของตน พระสนมก็ทรงลืมไปแล้ว
“พระสนมทรงลืมใต้เท้าเกอหลางไปแล้วหรือ”
คำตอบนั้นราวกับมีผู้ใดเปิดไฟให้สว่างวาบขึ้นในหัว มิน่าเล่า เหตุใดหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นจึงมาถึงห้องบรรทมของนางก่อนที่นางกำนัลจะวิ่งมาถึงเสียอีก
“เอาละ... อีกไม่นานความทรงจำของเราจะค่อย ๆ ฟื้นคืนเอง ขอบใจเ้ามาก จำเอาไว้ว่า หากอยากมีชีวิตรอด ให้เก็บความลับทั้งหมดเอาไว้ แล้วเราจะหาทางช่วยเ้าเอง”
“เพคะ”
“ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะพระสนม”
เสียงทุ้มกังวานดังขึ้นด้านนอกห้องขัง เฟิงอี๋ในร่างของกุ้ยเฟยจึงยืนขึ้น แล้วก้าวออกไปเผชิญหน้ากับใต้เท้าจ้าน แห่งกรมอาญา
“พระสนมเสด็จมากะทันหัน กระหม่อมมิได้เตรียมการต้อนรับ ขอพระนางโปรดประทานอภัย”
ใต้เท้าจ้านรีบประสานค่อมศีรษะลง เกรงว่าจะถูกจับผิดเื่ที่หาตัวคนร้ายลอบวางยาพิษพระสนมไม่ได้เสียที
“ไม่รบกวนใต้เท้าจ้าน ข้าแค่แวะมาดูหน่อยก็เท่านั้น เมื่อสักครู่นางกำนัลผู้นั้นได้บอกข้าว่า นางไปรับยาบำรุงครรภ์มาให้เราจากหมอหลวงกว่าง แต่นึกไม่ถึงว่ายานั้นจะเป็ยาพิษ ไม่ทราบว่าตอนนี้หมอหลวงผู้นั้นถูกกุมขังอยู่ที่ใด”
เฟิงอี๋เอ่ยถามเสียงเรียบ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าผู้ใดที่แพร่งพรายเื่ที่นางตั้งครรภ์ให้สองพี่น้องตระกูลฉือทราบ จนเป็เหตุให้พวกเขาหาเื่ใส่ความนางจนตาย
“อะ...เอ่อ...”
ใต้เท้าจ้านอึกอักในนลำคออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้ายอมรับผิดว่า
“กว่าจะสอบถามได้ความว่า ยานั้นมาจากที่ใด หมอกว่างก็หลบหนีออกจากวังไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้กรมอาญากำลังเร่งตามหาหมอชั่วผู้นั้นอย่างสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
“สุดความสามารถแล้วรึ ผ่านมากี่วันแล้ว... ใต้เท้าจ้าน.... นอกจากจะจับคนร้ายตัวจริงไม่ได้ ท่านยังขังนางกำนัลของเราที่ไม่รู้เื่ไม่รู้ราวเอาไว้อีกรึ”
นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่กลับทำให้คนฟังเหงื่อแตกเต็มใบหน้าอวบอูมของใต้เท้าชรา
“กระหม่อมยอมรับผิดแล้ว ขอพระสนมโปรดอย่าทรงกริ้ว”
ใต้เท้าจ้านรีบคุกเข่าลงดังตุบ ผู้คุมที่ยืนอยู่ต่างพากันคุกเข่าตามนาย
“เอาเถอะ เื่นี้เราจะไม่ถือสา เราจะไม่บอกเื่นี้กับฮ่องเต้ แต่ใต้เท้าต้องปล่อยนางกำนัลของเราไป”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ แต่โปรดรออีกสองสามวัน ให้กระหม่อมได้ทำตามระเบียบของกรมอาญา แล้วจะส่งนางกำนัลผู้นี้คืนตำหนักพระสนมพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินใต้เท้าจ้านกล่าวเช่นนั้น เฟิ่งอี๋จึงออกจากคุกหลวง แล้วขึ้นเกี้ยวกลับวัง ระหว่างที่นางกำลังใคร่ครวญว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เกี้ยวของนางก็หยุดลง ขันทีจึงเข้ามากระซิบข้าง ๆ หน้าต่างเกี้ยวว่า
“พระสนม... เฟินหนิงกุ้ยเหรินมาขวางเกี้ยวเอาไว้ บอกว่ามีเื่จะหารือกับพระนางพ่ะย่ะค่ะ”
“อ่า....”
เฟิ่งอี๋บ่นลมหายใจออกมาคราหนึ่ง พลางยกยิ้มที่มุมปาก นางยังไม่ทันจะใส่เหยื่อลงไปในเบ็ด ปากก็มาติดเบ็ดแล้วหรือนี่ !
...................................... จบตอน.............................................