แสงแดดกระทบใบหน้าชายผู้นอนพักอยู่บนเกวียนเขาลืมตาขึ้น รูบนหลังคาที่เป็ช่องทางให้แสงสาดมาโดนหน้าเขาน่าจะเกิดมาตอนระหว่างการต่อสู้เขาหันออกข้าง ข้าวของที่ทะลักออกมาก่อนหน้านี้ถูกจัดไว้เป็ระเบียบเรียบร้อยเต็มคันเกวียนแล้ว
เขาบิดตัวหันเข้าอีกด้านแต่กลับไม่เจอผนังเกวียนอย่างที่คาดจมูกเขาทิ่มเข้ากับอะไรที่ค่อนข้างนิ่ม ผ้าเนื้อดีสีแดงปนดำตำตาข้างหน้าเขาก็ไม่คุ้นเสียเท่าไหร่ไม่เหมือนผ้าที่เขาเคยขนมาขายเลย แต่เขารู้สึกตัวได้ว่ากำลังหนุนบางอย่างอยู่ที่นิ่มและสูงกว่าพื้นเกวียนสักพักอลัมก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาเอนนอนตรงที่นั่งคนขับข้างหน้าแต่เขากลับตื่นขึ้นในตัวรถ เขามองเอียงขึ้นข้างบนอีกที ตัวของยัยโลลิแวมไพร์กำลังหลังพิงผนังเกวียนอยู่ข้างหัวเขาคอของนางพับลงข้างเล็กน้อยชัดเจนว่ากำลังนั่งหลับอยู่ ปากยิ้มอ้าอย่างสบายใจจนเขาสังเกตฟันที่เรียงสวยและเขี้ยวโง้งเข้ารูปของนางได้อย่างชัดเจน
ของเหลวใสๆ หยดจากรอยยิ้มหญิงสาวมาบนหน้าอลัมกีร์เขาดันตัวลุกขึ้นมาเป็ท่านั่ง แล้วเช็ดน้ำลายที่หยดลงบนหน้าเขา
รุกแซนดราตื่นจากการขยับขึ้นของชายหนุ่มเธอเช็ดมุมปากตัวเอง ระหว่างนั้นเห็นว่าอลัมกีร์ลุกขึ้นจากตักเธอแล้วกำลังเช็ดหน้าตัวเองอยู่เธอหยุดนิ่งเพื่อคิดสักพัก ชายสายตาลงมองมือที่กำลังเช็ดน้ำลายตัวเองแล้วจับต้นชนปลายได้หน้าซีดๆ พลันแดงระเรื่อขึ้นมา เธอรีบขอโทษเ้าของเกวียนเป็ยกใหญ่
อลัมกีร์เปิดประตูหลังเกวียน เดินออกมาสำรวจภูมิประเทศเขากางแผนที่ในมือพร้อมเข็มทิศแล้วมองไปรอบๆ
“นี่ รู้ทางไปอักษะจริงๆใช่ไหม”รุกแซนดราเดินมาข้างๆ เขา ทำทีชำเลืองมองแผนที่ เขาเหลือบมองนางหนึ่งทีหรี่ตาด้วยแสงแดด หันกลับไปอีกที ก่อนกลับมาจิ้มแผนที่ “เรากำลังจะไปทางตะวัน...เฮ้ย” เขาหันไปทางนางรอบสุดท้ายแล้วสะดุ้ง “แวมไพร์มันอยู่กลางแดดได้เหรอเนี่ยจะไม่ลุกไหม้ตายเอาใช่ไหม” เขาถอยออกดูแวมไพร์สาวแรกรุ่นในชุดเดรสโกธิคแขนยาวสีแดงปนดำเป็คุณหนูหรูหรากลางแดดทะเลทราย
“นี่จะรู้สึกตัวช้าไปแล้วนะ”รุกแซนดราทำหน้างง “จริงอยู่ที่แสงแดดมันลดอัตราการฟื้นฟูของพวกเรา และเผาิัแวมไพร์ได้อยู่แค่ไม่ถึงชั่วโมงก็ผิวลอกแตกระแหงได้ แต่ก็ไม่ถึงตายหรอกนะ” เธอเล่า “แต่ฉันน่ะเป็แวมไพร์สายเืราชวงศ์ ผู้สืบทอดพร ‘sunwalker’ (ผู้สัญจรใต้ตะวัน)มาเชียวล่ะนะ” เธอแสยะยิ้มเก๊กท่า แววตาสีเืสดเรืองแสงไรๆ “แสงแดดทำอะไรฉันไม่ได้แถมรักษาระดับพลังเวทฉันได้ด้วย”
ทั้งคู่เริ่มออกเดินทางไปทางตะวันออกอลัมกีร์บอกว่าถ้าลงใต้ไปตอนนี้ มีโอกาสที่พวกซาเล็มจะไปดักหน้าที่กรุงไคร์พวกเขาจะไปทางตะวันออกจนกว่าจะถึงหุบเขาั ก่อนที่จะลงใต้ตามแม่น้ำนัวร์เหนือที่ไหลลงจากหุบเขานั้นไปกับแม่น้ำนัวร์ตะวันออกที่ไหลจากเมืองอักษะ
“พวกแวมไพร์อย่างชั้นน่ะกินเืกินเนื้อคนอื่น เพราะตัวเองฟื้นฟูิญญาด้วยตัวเองไม่ได้ หากไม่กินเลยพลังเวทจะถดถอย เจ็บป่วย และตายไป” รุกแซนดราเล่าให้สารถีผู้สงสัยฟังระหว่างเดินทาง“ถ้าไม่ได้ไปสู้รบที่ไหน ชาวบ้านก็กินแค่เืสัตว์กัน แต่ถ้าต้องใช้เวทกันจริงๆก็ต้องกินเืมนุษย์ เืปีศาจ ยิ่งกินคนแกร่งๆ มูลิญญาที่ได้จะยิ่งเข้มข้น”
เกวียนของทั้งคู่ชะลอลง อลัมกีร์เห็นบางอย่างคลับคล้ายเส้นท่อสีเขียวเทอควอยส์กองอยู่ไกลๆเขาค่อยๆขี่เกวียนเข้าใกล้ขึ้นๆ อย่างช้าๆ
สิ่งมีชีวิตหน้าตาคล้ายงูขนาดใหญ่ั์กองอยู่ข้างหน้าพวกเขาแต่ดูดีๆแล้วมันก็ไม่เหมือนงูทั่วไป มันมีขาที่มีกรงเล็บเรียวยาวสี่ข้าง แต่ขนาดตัวที่เรียวยาวราวสิบสองเมตรทำให้ดูห่างไกลความเป็กิ้งก่าหรือจิ้งเหลนบนสันหลังมีครีบแข็งๆขึ้นอยู่ทุกข้อกระดูก ปลายหางมีขนเป็พู่
“นี่มันที่เขาเรียกว่าัหรือเปล่า”อลัมกีร์สงสัย เพราะหน้าตาคล้ายภาพสเก็ตช์ที่เขาเคยเห็น
“ไม่หรอก ขนาดตัวก็ใช่อยู่ แต่บนหัวเขามันต้องแหลมๆไม่ใช่ทู่สั้นเป็เขากวาง” รุกแซนดราวิเคราะห์“ฉันไม่เคยเห็นตัวไหนมีขนขึ้นเป็แผงแบบนี้เลย” รุกแซนดราชี้แผงคอบางๆตรงคอและขนพู่ตรงศอกและเข่า“ปีกก็ไม่มี”
“เธอเคยเห็นัมาก่อนเหรอ มันน่าจะอยู่กันแถวเทือกเขาข้างหน้านี่ไม่ใช่เหรอ”อลัมกีร์หันไปถาม
“ก็นะ มันก็มีกระจายอยู่ทั่วเพชรทวีปแหละแต่ฉันก็ไม่เคยเห็นตัวเป็ๆ หรอกนะ” รุกแซนดราตอบ “แต่ตัวสตัฟฟ์ ฉันมีเต็มบ้านครบทุกสีเลย”
อลัมกีร์สะบัดหน้ายักคิ้วหันไปมองแวมไพร์สาวด้วยความไม่เชื่อหูในประโยคสุดท้ายที่ได้ยิน
รุกแซนด์ทำหน้าไม่ถูก “ก็... เป็ที่มาชื่อตระกูลนักรบัดราโกเทียร์ไง”เธอกระอักกระอ่วนกับสิ่งที่บ้านเธอมีอยู่บ้านเดียว
ทั้งคู่สำรวจสัตว์เลื้อยคลานประหลาดที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีเทอร์ควอยซ์กลางลำตัวมันมีฉมวกปักทะลุเกล็ดอยู่ ซึ่งด้ามฉมวกปักอยู่ในทราย ขาหน้าขวาของมันก็บิดแปลกๆ
ฮูมมมมมม... เสียงครางเบาๆทำให้ทั้งคู่รู้ว่ามันยังไม่ตาย อลัมกีร์รีบะโขึ้นเกวียนตนเอง ขณะรุกแซนดราพลิกตัวมันให้ฉมวกพ้นทราย
อลัมกีร์หยิบกระบอกน้ำออกมาสองสามกระบอกโยนกระบอกหนึ่งให้รุกแซนดราใช้ล้างทรายออกจากรอบแผล เขาเทน้ำอีกกระบอกผ่านร่องฟันให้มันกินดวงตาสีเหลืองส้มอำพันของมันลืมขึ้น อลัมกีร์สะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ก้มลงลูบหัวให้สิ่งมีชีวิตนั้นทำใจสบายๆ
“แผงคอนุ่มกว่าที่คิดแฮะ นึกว่าจะหยาบๆแบบสิงโตซะอีก” เขารู้สึกได้ว่าขนเส้นบางๆ ที่แผงคอนั้น นุ่มลื่นราวพู่กันราคาแพงเขาส่งสัญญาณให้รุกแซนดราค่อยๆถอนฉมวกออก
เ้างูใหญ่ดิ้นด้วยความเ็ป เขากอดหัวที่ใหญ่ยิ่งกว่าความกว้างไหล่เขาเองพร้อมลูบหัวนั้น
“หัวฉมวกเป็ไทเทเนี่ยม ลงอาคมรูนพวกคนแคระไว้ด้วย”รุกแซนดราบอก “ฉมวกัรุ่นแพงสุดเลยนะเนี่ย” อลัมกีร์เดินไปหยิบฉมวกนั้นเช็ดคราบเื แล้วเอาไปวางไว้ข้างเกวียน ก่อนจะล้างแผลมันซ้ำแล้วหยิบตลับยาตลับใหญ่ออกมาเทใส่แผลฉกรรจ์นั้น
อลัมกีร์ปาดเหงื่อ “รอยาแห้งแล้วค่อยปิดแผลก็ได้มั้งทีนี้ก็ดูขาหน้ามัน...” ทันใดนั้นร่างกายใหญ่โตนั้นค่อยๆ หดลง เปลี่ยนเป็หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆผิวค่อนข้างขาว ออกปนเหลืองเล็กน้อย ผมหยักศกสีเดียวกับเกล็ดกระซัดกระเซิงยาวถึงเอวบนหัวยังมีเขาสั้นๆทู่ๆของนางอยู่ ร่างอวบอึ๋มทั้งบนล่างอยู่ในชุดผ้าไหมขาดวิ่นอลัมกีร์รีบหันหน้าหลบทันที แต่ก็แอบหันกลับมามองอีกรอบสั้นๆ
รุกแซนดราอุ้มนางะโขึ้นเกวียน ถอดชุดที่ขาดกระจุยออกแล้วเช็ดทรายออกจากตัวให้เธอพันผ้าปิดบนล่างคร่าวๆ ตามประสาคุณหนูที่แต่งตัวด้วยผ้าผืนที่ไม่ได้ตัดเป็ชุดไม่เป็
อลัมกีร์ะโขึ้นตาม เขาพันแผลรอบเอวแล้วเข้าเฝือกแขนขวาให้นางก่อนพันผ้าแถบรอบอกและผูกกระโปรงผ่าข้างให้ ก่อนที่รุกแซนดราจะนำเสื้อโค้ตดำที่ตัวเองเคยใส่สวมให้นางเธอรู้สึกอิจฉาเล็กน้อยที่เสื้อตัวใหญ่หลวมโครกสำหรับเธอนี้ กลับติดกระดุมได้พอดีไซซ์อกนางมะโรง
“བཀའ་དྲིན་ཆེ། བཀའ་དྲིན་ཆེ།” สาวผมเขียวลืมตาที่แหลมคมราวตางูของเธอขึ้นมามองทางทั้งคู่พึมพำขึ้นมาเล็กน้อยก่อนหลับลงไป
“ท่าทางจะเป็ผู้เป็คนไม่ใช่สัตว์ป่าแหะ”อลัมกีร์พูด “อาจจะเป็ครึ่งปีศาจ ครึ่งงู หรืออะไรปนๆกันก็ได้มั้งไม่รู้พวกเผ่าฉันมันจะผสมกับอะไรมั่วไปไหน” เขาเริ่มเคลื่อนเกวียนต่อ “ลองคุยดูก่อนถ้าคุยด้วยไม่เป็ ค่อยขายคณะละครสัตว์ทีหลังก็ได้มั้ง”
หลายวันผ่านไป อลัมกีร์เดินทางผ่านหมู่บ้านตำบล ริมน้ำนัวร์เหนือหลากหลายหมู่บ้าน ผ่านบรรยากาศป่าสะวันนาเข้ามาสู่ป่าชื้น ระหว่างทางเขาพยายามสอนภาษาอิวริก ภาษากลางของเหล่าปีศาจให้ทั้งสองนางตลอดหลายวัน
ตัวอลัมกีร์พูดได้หลายภาษาด้วยการเดินทางของเขาเขาพูดภาษาอิวริกและเกรเซียได้ จริงๆ เนื่องจากพ่อเขาเป็ชาวเรมัน เกรเซียเป็ภาษาที่เขาใช้พูดกับพ่อเป็หลักเสียด้วยซ้ำเขาก็ยังพูดภาษาดรากิล ภาษาของพวกั เพราะแม้ว่าจะไม่มีัในซาเล็มแล้วก็ตามแต่ชาวเมืองก็ยังสื่อสารกันด้วยภาษาดรากิลกันทั่วไป นอกจากนั้น เขาก็ยังพูดภาษาฮิสปินเนียฟรังกีส และ ภาษาราชนาวี ของพวกผู้ปกครองในระดับพอสื่อสารได้
เขาค้นพบว่ารุกแซนด์พูดภาษาแวมพีเรียของแดนเธอภาษาเกรเซีย และ ภาษาดวอฟย์ ที่ใช้กันในโดมิเนียนแห่งดวอฟย์ได้คล่องดีในขณะที่ภาษาฟรังกีส เธอเองก็พูดได้เล็กน้อย
ส่วนทางนางสาวหัวเขียวเธอพูดได้เพียงภาษาแปลกๆ ของแดนเธอ เขาสื่อสารกับเธอได้เล็กน้อยผ่านภาษาปาซีร์ ภาษาของจักรวรรดิพวกอสูรทางตะวันออกของจักรวรรดิเรมันแต่ทั้งคู่ก็แทบพูดภาษานั้นไม่ได้เลย การสื่อสารจึงยังคงไม่เป็ศัพท์จับต้นชนปลายไม่ถูก รู้แค่เธอชื่อ มายา เพียงเท่านั้น
เกวียนทั้งคู่เข้าสู่เขตป่าชื้น จากฝนประจำฤดูที่คอยพรำเป็ระยะป่ารอบข้างบางส่วนถูกถางทำเป็พื้นที่เกษตรกรรม กำแพงเมืองผุๆ ข้างหน้าตั้งเด่น แม่น้ำนัวร์เหนือที่พวกเขาตามลำน้ำมาไหลผ่าเข้าใต้กลางกำแพงเมืองกำแพงเมืองด้านหลังสร้างขนานกับแม่น้ำนัวร์ตะวันออก ต่อถึง แม่น้ำนัวร์ใหญ่
พวกเขามาถึงเมืองหน้าด่านชายแดนของอบิเซียแล้วข้างหน้าพวกเขาคือเมืองจุดรวมสายน้ำ ปมเืใหญ่แห่งทมิฬทวีป เมืองคางทูม
