ค่ายซานตง
องค์รัชทายาทพาน้องสาวมานั่งที่ห้องโถงบัญชาการ ให้นางนั่งเก้าอี้ ส่วนตัวเขายืนกอดอกมองหน้าน้องสาวเขม็ง “บอกพี่มา ทำไมจึงอยากเข้าไปฟังการประชุมขุนนาง” นางเงยหน้าขึ้นไปเห็นพี่ชายใบหน้าเรียบเฉย จะให้เหตุผลเช่นไรดี จะออดอ้อนเหมือนเช่นที่ทำกับเสด็จพ่อคงไม่ได้ผลเสียแล้ว จึงได้แต่ยิ้มกว้างขวาง “หม่อมฉันอยากช่วยเสด็จพี่ตามหาคนที่ลอบสังหารเสด็จพี่”
พี่ชายนิ่ง “เ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนสั่งสังหารพี่อยู่ในเหล่าขุนนาง”
“หม่อมฉันไม่มั่นใจว่าเป็คนเ่าั้หรือไม่ แต่จนป่านนี้เื่ขันทีลอบเข้าวัง โจรชุดดำที่ลอบสังหารเสด็จพี่บนถนน และยังเสนาบดีเฮ่อหยุนถูกสังหาร เพราะเกี่ยวพันกับหลักฐานคนคิดชิงบัลลังก์ ทั้งที่เป็หน้าที่ของกรมอาญาแต่กลับตามจับใครไม่ได้เลย เราทุกคนต่างทุ่มเทกับการฝึกทหารในค่ายจนแทบจะลืมเื่นี้ไปแล้ว”
“เื่นี้มันเกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของเ้า ยิ่งเ้าติดตามเื่นี้มากเท่าไหร่ เ้าจะยิ่งมีอันตรายมากขึ้นเท่านั้น” พี่ชายกล่าว
“หม่อมฉันกลับมาต้าซ่ง เพราะเสด็จพี่กำลังมีภัยนะ” นางเริ่มดึงชายผ้าพี่ชายเตรียมจะประจบ
“พี่รู้แล้ว ถ้าเป็เพราะเหตุผลนี้จริงๆ พี่เองก็ไม่อยากให้เ้ากลับมา แต่อยากให้เ้าท่องเที่ยวไปในยุทธภพกับองค์ชายอี้จิน ออกไปแสวงหาความรู้ ฝึกวิชายุทธ์ ไปเรียนรู้การค้าขาย มีเื่ที่จะให้เ้าอยากทำอีกมากมายมิใช่หรือ”
“ไม่ไปเพคะ เสด็จพ่อกับเสด็จพี่กำลังถูกปองร้าย หม่อมฉันไม่อาจนิ่งเฉยได้” พี่ชายมองหน้าอี้อัน รู้สึกซาบซึ้งในความตั้งใจของนาง พยักหน้ายอมรับอย่างอ่อนใจ นางยิ้มกว้างตอบเสด็จพี่ โผเข้ากอดเอวพี่ชาย พี่ชายตบไหล่นางเบาๆ
อาหารเที่ยงวันนี้ ฮองเฮา โปรดให้นางกำนัลนำมาส่งให้ที่หน้าค่าย แล้วทหารหน้าประตูนำมาส่ง วันนี้เป็อีกมื้อทั้งสี่กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย พี่ชายมองน้องสาวกินอาหารอย่างอารมณ์ดีเขายิ้มเล็กน้อยแล้วคีบอาหารส่งให้นาง “กินให้มากๆ หน่อย เสด็จแม่ตั้งใจส่งอาหาร มาเพื่อเ้าโดยเฉพาะ” นางแหงนหน้ายิ้มกว้างส่งให้พี่ชาย แล้วบรรจง คีบอาหารใส่ชามพี่ชายอย่างช้าๆ แบบมีเลศนัย พี่ชายชะงักหันมองหน้าน้องสาวตัวดี
“วันนี้มีอะไรอีก” นางไม่ตอบแต่คีบอาหารเพิ่มอีกชิ้นใส่ชามพี่ชาย “ว่ามา” เสียงพี่ชายเริ่มเข้มขึ้น สองพระสหายแอบยิ้ม
“เสด็จพี่ . พรุ่งนี้หลังประชุมขุนนางตอนเช้า หม่อมฉันนั่งรถม้าเสด็จพี่มาค่ายด้วยนะเพคะ” พี่ชายไม่ตอบรับแต่หรี่ตามองน้องสาว
“วันนี้ให้เฟยฉีตามไปรับใช้เสด็จพี่ที่ตำหนักบูรพาด้วยนะ” ประโยคหลังนางทำเสียงอ่อยๆ ราวกับกำลังขอร้อง “ทำไมต้องให้เฟยฉีไปอยู่กับพี่ เ้าจะให้ลูกศิษย์เ้าทำอะไร”
“เขาบอกว่ารู้จักขุนนางแทบทุกคนในนครเปี้ยนจิง หม่อมฉันอยากรู้จักขุนนางในราชสำนักเพคะ” พี่ชายไม่ได้ทำสีหน้าแปลกใจแต่อย่างใด คนที่ใกลับเป็สองสหายของพี่ชาย “องค์หญิงคิดจะทำอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” จางเหยาถาม
“ข้าจะเข้าไปฟังพวกท่านประชุมขุนนางในตอนเช้างัย” นางตอบแล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ จางเหยา เสวี่ยซิง หันไปทางองค์รัชทายาทเป็เชิงถาม “ฝ่าาทรงอนุญาตให้นางอยู่ด้านหลังแท่นที่ประทับ” องค์รัชทายาทตอบพระสหาย แล้วก้มกินอาหารต่อไป
อี้อันท้วง “ไม่ใช่แอบฟัง ฝ่าาให้หม่อมฉันนั่งฟังอยู่ด้านหลัง” นางรีบชี้แจงข้อเท็จจริงแต่สีหน้าแววตาสองสหายเหมือนยังไม่ได้คำตอบ
“แค่นางอยากรู้อยากเห็นมากเกินไปเท่านั้นเอง เ้าก็อย่าได้ถามอีกเลย” ว่าแล้วองค์รัชทายาทคีบอาหารใส่ปาก จางเหยาจึงวางชามข้าว มองมาที่องค์หญิง แล้วคีบเนื้อชิ้นใหญ่ใส่ชามข้าวองค์หญิงอี้อัน จ้องลูกตานาง จางเหยามองอย่างเ้าเล่ห์
“ท่านเ้าสำนัก มีภารกิจใดให้กระหม่อมรับใช้หรือไม่” เสวี่ยซิง กระทุ้งเอวสหาย แต่เขาไม่สนใจเพื่อน
“ตอนนี้ .... ยังไม่มี” แล้วนางก้มหน้ากินข้าวต่อไปไม่สนใจมองจางเหยา จางเหยามองไปยังสองพี่น้องคู่นี้ หัวเราะหึหึ ... ท่านสองคนพี่น้องคิดจะปิดบังตำรวจลับอย่างข้าหรือ .....
ท้องพระโรงว่าราชการต้าซ่ง
เหล่าขุนนางยืนตามลำดับขั้น ด้านหน้าสุดองค์รัชทายาทสวมเครื่องแบบสีม่วงเข้ม ตามด้วยองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว องค์ชายรองเหยียนชี่ องค์ชายสี่เหยียนเฟิง องค์ชายห้าเหยียนเจี๋ย ถัดไปเป็อัครเสนาบดีเฉินเสี่ยง เสนาบดีหวังไฉ ผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ จางซื่อเจิน ถัดไปเป็เสวี่ยซิง จางเหยา เป็ชุนนางขั้น 5 สวมเครื่องแบบสีแดง นอกนั้นนางไม่รู้จักผู้ใดเลย
ด้านหลังอี้อันนั่งมองการประชุมขุนนางผ่านช่องพระแท่นที่ประทับมีผ้าม่านพรางสายตา เฟยฉียืนใกล้ๆ เวลาที่ขุนนางคนใดกราบทูลรายงานหรือแสดงความเห็นหรือคัดค้าน เฟยฉีทำหน้าที่ตอบว่าคนนี้ชื่ออะไร ตำแหน่งอะไร นิสัยเป็อย่างไร บ้านอยู่ที่ใด
หลังการประชุมขุนนาง ฝ่าาเสด็จออกจากท้องพระโรงดำเนินมาตามทาง ซื่อกงขันทีคนสนิท และแม่ทัพเสวี่ยิ เดินตามหลัง ระหว่างทางเดินในพระราชวัง องค์หญิงอี้อันคุกเข่าถวายบังคม ส่วนเฟยฉี ก้มคำนับหน้าผากแตะพื้น ฝ่าาทรงมองนางเล็กน้อยแล้วผ่านไปไม่ตรัสอะไร ภายหลังเสด็จผ่านไปแล้ว นางลุกขึ้นแล้วเดินไปด้านหน้าพระราชวัง มีองค์รัชทายาท เสวี่ยซิงและ จางเหยา ยืนรออยู่ที่รถม้า แม่นมเฉิน และนางกำนัลสองคน ยืนถือกล่องอาหารเช้ารออยู่ นางทำความเคารพพี่ชาย ลอบมองแล้วยิ้มกว้างให้เสวี่ยซิง ทุกคนทำความเคารพนาง นางก้มคำนับตอบ
“เสด็จพี่ ขุนนางที่ชื่อ พานโฮ่ว เป็ใครหรือ” บนรถม้า อี้อันถามพี่ชายขณะกัดกินลูกเหอเถาไปด้วย
“ขุนนาง พานโฮ่ว เป็รองเ้ากรมกลาโหม กรมนี้มีหน้าที่ช่วยเหลือกองทัพ ช่วยจัดหาอาวุธและเสบียงให้กองทัพ ที่ประจำชายแดน เขาเป็พี่ชายพระชายาของพี่” ฟังถึงตรงนี้น้องสาวอ้าปากค้าง ลืมกินลูกเหอเถาไปชั่วขณะ จริงสิ... นางไม่รู้เื่ของพี่ชายตนเองเลยว่าทรงมีพระชายาแล้ว “น้องสาวขุนนางพาน เป็พระชายาเสด็จพี่หรือ”
“ทำไม เ้าไม่รู้เื่นี้หรือ?” นางส่ายหน้า มองหน้าพี่ชายอย่างเกรงๆ “หม่อมฉันไม่ดีเอง และขอทรงอภัยเสด็จพี่ที่หม่อมฉันไม่ได้ไปคารวะพี่สะใภ้” นางก้มคำนับพี่ชายอย่างจริงใจ
“ช่างเถอะ พี่ไม่ต่อว่าเ้าหรอกเพราะพี่ไม่ได้บอกกับเ้าเอง เอาล่ะ ส่วนเ้ากรมกลาโหมคือเสนาบดีหวังไฉ เป็บิดาของพระสนมหวังกุ้ยเฟย เป็ท่านตาขององค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว องค์ชายรองเหยียนชี่”
“เสนาบดีพานคนนี้ไม่ชอบท่านแม่ทัพหยางเหยียนเจาเ้าเมืองไต้ และด่านเยี่ยนเหมิน เช่นนั้นหรือ” นางเคี้ยวลูกเหอเถาต่อ พี่ชายยังไม่ตอบแต่มองหน้านาง “ทำไมเ้าคิดเช่นนั้น”
“ฎีกาที่แม่ทัพหยางเหยียนเจารายงานว่า หลายเดือนที่ผ่านมามีชาวเหลียวแอบลักลอบเข้าด่านมากับพ่อค้าชาวจงหยวน เมื่อตรวจพบและจับกุมพ่อค้ากลุ่มนั้น กลับพบว่าชาวเหลียวนอกด่านที่ลอบเข้ามาหายตัวไปแล้ว ส่วนพ่อค้าที่ถูกขังกลับถูกฆ่าตาย ในฎีการ้องขอให้ทางเมืองหลวงและนายอำเภอช่วยตรวจสอบและจับคนที่น่าสงสัย เสนาบดีพานกลับเอาแต่กล่าวโทษแม่ทัพหยางบกพร่องต่อหน้าที่ กรมกลาโหมกลับไม่คิดตามหาที่มาของพ่อค้าพวกนั้น ไม่คิดหาทางแจ้งเมืองต่างๆ ช่วยกันสอดส่องคนแปลกหน้า จนหม่อมฉันรู้สึกว่าเสนาบดีคนนี้ใจคอคับแคบไปหน่อย”
อี้อันยื่นหน้าออกมาจากรถม้า ยิ้มกว้างถามเสวี่ยซิง “พวกเขาเคยทะเลาะกันหรือ?”
“ไม่ใช่ทะเลาะกัน แต่เป็เื่เมื่อครั้งรุ่นบิดา แม่ทัพหยางเหยียนเจา เป็บุตรชายตระกูลหยาง แม่ทัพหยางเย่” นางพยักหน้าช้าๆ แววตาที่สุกใสแวววาวที่มองเสวี่ยซิง เริ่มนิ่งลง นางเริ่มนึกคิดอะไรบางอย่าง เสวี่ยซิงเล่าต่อไป “ส่วนเสนาบดีพานโฮ่ว เป็บุตรแม่ทัพพานเหม่ย ในอดีตเคยเป็ผู้บังคับบัญชาของท่านแม่ทัพหยางเย่ เมื่อ 13 ปีก่อน ฝ่าาประสงค์บุกแคว้นเหลียวเพื่อทวงคืนดินแดน 16 จังหวัดทางภาคเหนือคืน โปรดให้แม่ทัพพานเหม่ยเป็แม่ทัพ ท่านแม่ทัพหยางเย่เป็รองแม่ทัพ นำทัพไปพร้อมกับแม่ทัพอีกหลายคน กองทัพของท่านแม่ทัพหยางเย่ สามารถยึด 4 หัวเมืองคืนมาได้ แต่กองทัพซ่งอีกด้านหนึ่งกลับพ่ายแพ้ ฝ่าาทรงให้กองทัพซ่งคุ้มกันราษฎร 4 จังหวัดอพยพลงใต้มาก่อน ท่านแม่ทัพหยางเย่นัดแนะกับแม่ทัพพานและแม่ทัพคนอื่นๆ ให้ซุ่มโจมตีทัพทหารเหลียวที่หุบเขาเฉินเจียกู่ ปรากฏว่าแม่ทัพพานเหม่ยและแม่ทัพคนอื่นๆ หนีกลับไปก่อน สุดท้ายบุตรชายแม่ทัพหยางเย่ และทหารทั้งกองทัพต่อสู้กับข้าศึกจนเสียชีวิตทั้งหมดที่หุบเขานั้น ส่วนท่านแม่ทัพหยางเย่ ถูกจับเป็เชลยและเสียชีวิตระหว่างทางไปเมืองซ่างจิง แคว้นเหลียว”
“แล้วแม่ทัพพานเหม่ยและแม่ทัพคนอื่นๆ เล่า” นางซักไซ้ต่อ
เสวี่ยซิงเล่าต่อ “เขาถูกลดขั้นลงเป็ขุนนางระดับสาม ส่วนผู้ช่วยแม่ทัพพานเหม่ย 2 คนถูกให้ออกจากราชการไปอยู่ชายแดน” ...
... องค์รัชทายาทนิ่งไม่กล่าวอันใดแต่เขาขบกรามแน่น นางเห็นพี่ชายนิ่งเช่นนั้นจึงไม่กล่าวอันใดอีกด้วยเกรงจะกระทบจิตใจของพี่ชาย เพราะลูกสาวแม่ทัพผู้นั้นเป็พระชายาของพี่ชายตนเอง เช่นเดียวกับ จางเหยา ขี่ม้าขนาบข้างรถม้าพระที่นั่งรัชทายาท เขานิ่งเงียบมองตรงไปข้างหน้า แต่แววตานั้นชิงชังยามเมื่อพูดถึงศึกพลีชีพของตระกูลหยางครั้งนั้น เพราะเมื่อเยาว์วัย นอกจากฝึกวิชายุทธ์พร้อมกับองค์รัชทายาท กับ เสวี่ยซิง แล้ว ยามกลับจวนเขาจะไปเรียนเพลงทวนกับ หยางเหยียนเจา บุตรชายคนที่หกของ ท่านแม่ทัพหยางเย่ที่จวนตระกูลหยางเสมอๆ จึงมีความสนิทสนมกับเสอไท่จวิน และสมาชิกจวนตระกูลหยาง
ค่ายซานตง
กองทิศเหนือ องค์รัชทายาทควบคุมการฝึกยิงธนู ที่ผ่านมาพลทหารในกองยิงธนูได้แม่นยำขึ้นทุกคน วันนี้การฝึกซ้อมยิงธนูระยะไกลขึ้นอีกครึ่งหลี่ ถึงจะเป็การยิงในระยะไกลขึ้น แต่ยังคงหวังผลให้ลูกธนูตรงเป้าหมาย พวกเขาต้องเพิ่มแรงง้างเชือกให้กว้างขึ้น การฝึกนี้มีคัดเลือกพลทหารในกองที่มีความ สามารถโดดเด่นขึ้นมาเป็ผู้ช่วยฝึก
กองทิศตะวันออก เสวี่ยซิง สอนกระบวนท่าเพลงกระบี่ เน้นการพุ่งเข้าจู่โจมศัตรู ทั้งแทง และสะบัดคม ใช้พลังกระบี่ยืมพลังอาวุธอีกฝ่ายซัดย้อนกลับไปท้ายคู่ต่อสู้เอง เขาเลือกพลทหารที่สามารถใช้เพลงกระบี่ได้คล่องแคล่วกว่าคนอื่นๆ เข้ามาช่วยจัดตำแหน่งการจับกระบี่ของเพื่อนทหารในกองฝึก
กองทิศใต้ จางเหยา สอนเพลงทวน วันนี้สอนท่าการใช้ทวนวงเดือน ปลายทวนแหลม ด้านข้างตีเป็รูปจันทร์เสี้ยว ที่สามารถพลิกแพลงใช้ประโยชน์ทั้งแทงและฟันศัตรูต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน รวมไปถึง่ชิงอาวุธในมือคู่ต่อสู้ให้หลุดร่วง เขาเลือกพลทหารที่สามารถใช้ทวนได้คล่อง แคล่วขึ้นมาเป็ผู้ช่วยเขา เพื่อตรวจตราท่าทางการใช้ทวน
กองทิศตะวันตก เ้าสำนัก ยืนมองลูกศิษย์ฝึกซัดอาวุธบิน เวลานี้เริ่มมีบางคนซัดถึงกระดานหญ้าที่ห่างไป 3 จั้ง (10เมตร) ได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่เข้ากลางเป้าหมาย นอกนั้นตกพื้นเสียก่อน เพราะพลังซัดไม่มากพอที่จะส่งไม้ยวี๋มู่ไปถึงเป้าหมาย นางเลือกมู่ไป๋ ให้ขึ้นมาเป็ผู้ช่วยฝึก เพราะเขาสามารถซัดอาวุธถึงเป้าได้เป็ลำดับที่หนึ่ง เ้าสำนักเดินไปที่กระดานฝึกอ่านชื่อเ้าของไม้ที่ปักบนกระดานฝึก “ต้าหล่าง” ผู้ถูกขานชื่อ ตาเบิกโตอย่างดีใจสุดๆ คำนับเ้าสำนักอย่างตื้นตัน “ขอบคุณท่านเ้าสำนัก
“ฮุ่ยชิว” ผู้ถูกขานชื่อทำท่าลิงโลด เขาทำได้แล้ว
“เฉาสวี่” ผู้ถูกขานชื่อตบมือดีใจที่ตนเองทำได้สำเร็จเช่นกัน
“เอาหล่ะ พวกเ้าที่ยังทำสำเร็จอย่าเพิ่งหมดกำลังใจ ทำตามข้า”
เ้าสำนักยืนบนสนามแล้วเริ่มสอน “ยกไม้ขึ้นมา ดึงลมจากธรรมชาติเข้าไป โคจรลมปราณไปไว้ที่ข้อมือเ้า เอาจิตของเ้าส่งไปที่ปลายไม้อย่างแน่วแน่ แล้วสะบัดข้อมือออกไปอย่างมั่นใจ ......เริ่ม”
ครานี้มีไม้ยวี๋มู่ พุ่งไปปักแผ่นกระดานฝึกเพิ่มขึ้น ถึงไม่อยู่เข้าเป้าหมายที่กำหนดไว้ก็ตาม เมื่อซัดครบ 200 คน ให้เริ่มต้นใหม่ทำเช่นนี้ซ้ำๆ ถึงจะมีผู้ทำสำเร็จไม่มาก บางคนซัดถึงกระดานแต่แรงไม่พอมันจึงหลุดร่วงลงพื้นก็มี แต่ความสับสนอลม่านกลับลดลงกว่าครั้งแรกที่ฝึก พวกเขาเริ่มรู้สึกได้ถึงทิศทางไม้ยวี๋มู่ของตนได้มากขึ้น ขณะที่กำลังเก็บไม้ของตนเองอยู่ เ้าสำนักกล่าวเสียงดังว่า “หากเ้าสามารถซัดไปแล้วปักบนกระดานได้ทั้ง 200 คน พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเ้าไปฝึกล่าสัตว์ในป่า”
พอได้ยินเงื่อนไขอันยั่วยวนเช่นนี้ ทุกคนต่างตื่นเต้น ทุ่มเทพลังเต็มที่ “ทุกคืนพวกเ้ายังคงต้องฝึกโคจรลมปราณไปที่จุดกวานหยวน พวกเ้าปฏิบัติกันหรือไม่”
“ปฏิบัติขอรับ ท่านเ้าสำนัก” นางยิ้มกว้างอย่างพอใจกับคำว่า “เ้าสำนัก” นางคิดเสมอว่า คำนี้ยามไปท่องยุทธภพ ช่างดูโอ่อ่าน่าฟังกว่าคำว่า “องค์หญิง” เป็ไหนๆ “เหตุผลที่ข้าให้เ้าไปฝึกกับสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้ จงจำไว้ คู่ต่อสู้ข้างหน้าเ้าจะไม่หยุดนิ่งให้เ้าซัดอาวุธอย่างง่ายดาย ดังนั้นจงใช้แรงให้มากพอเพื่อให้ศัตรูตายในไม้เดียว”
มื้อเที่ยงวันนี้ มีอาหารที่ฮองเฮาส่งมาให้ วันนี้เป็อีกวันที่กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย เพราะมีเขานั่งกินข้าวอยู่ข้างๆ “ท่านจางเหยา ท่านฝึกอาวุธทวนจากสำนักไหนหรือ”
เขาตอบนาง “กระหม่อมฝึกกับแม่ทัพหยางเหยียนเจาพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าเคยได้ยินคำกล่าวขวัญถึงเพลงทวนของตระกูลหยางั้แ่ข้าอยู่ต้าหลี่ เสด็จพี่อี้หลงเคยกล่าวถึงว่าเพลงทวนนี้ว่าทั้งท่าปัดป้อง ท่าไม้ตาย ท่าพิฆาต ล้วนมีความหนักแน่น แต่รุนแรงดั่งพายุ”
“องค์หญิงกล่าวไม่ผิดแม้แต่น้อย” แล้วจางเหยากินข้าวต่อไป นางแปลกใจยิ่งนักที่วันนี้เขาพูดน้อยผิดปกติ
องค์รัชทายาทมองดูน้องสาวยืนสนทนากับหัวหน้าค่ายสักครู่ แล้วหัวหน้าค่ายทำความเคารพ เดินกลับไป นางเดินกลับมาที่รถม้า มีพี่ชายและสองสหายยืนคอยอยู่ อี้อันขึ้นรถม้านั่งข้างพี่ชาย จนกระทั่งรถม้าเข้าประตูเมืองมาแล้ว
“เสด็จพี่ วันนี้หม่อมฉันอยากแวะตลาดซื้อขนมได้หรือไม่เพคะ?”
“ในวังไม่มีขนมให้เ้ากินแล้วหรือ?”
“เสด็จพี่ .....” นางกล่าวยังไม่จบพี่ชายดันหลังนางขึ้นรถม้าแล้วดันนางเข้าไปใน เขาตามเข้าไปนั่ง นางจับแขนพี่ชายเขย่า
“ให้หม่อมฉันแวะตลาดครู่เดียวเองนะเสด็จพี่” พี่ชายนิ่งมองหน้าน้องสาว คาดเดาว่านางคิดจะทำอะไรพิสดารอีกแล้ว
“เ้าคิดจะทำอะไร”
“หม่อมฉันอยากกินขนมของร้านค้าบ้าง”
“แล้วจะให้พี่ทูลเสด็จแม่ว่าอย่างไร” พี่ชายถาม น้องสาวยิ้มกว้างอีกแล้ว “ทูลว่าขนมของเสด็จแม่อร่อยที่สุด” ว่าแล้วนางพลันโดดออกทางประตูรถม้า พี่ชายเองไม่ได้ดึงรั้งแขนนางไว้แต่อย่างใด เมื่อนางโดดไปเช่นนั้นเขานึกตำหนิน้องสาวเพียงเื่เดียว “อี้อัน เ้านะเ้า ... จะเดินลงไปอย่างงดงามเช่นองค์หญิงสูงศักดิ์ไม่ได้หรืออย่างไรนะ” แล้วส่ายหน้าอย่างระอาใจ
“เสวี่ยซิง ท่านช่วยตามไปอารักขาอี้อันด้วย” เขาสั่งการออกจากรถม้า “พ่ะย่ะค่ะ” เสวี่ยซิงทำความเคารพแล้วลงจากม้าปล่อยให้ทหารจูงม้าเขาไป เดินไปยังทิศทางที่องค์หญิงอี้อันหายเข้าไปในหมู่ชนที่กำลังสัญจรไปมาอย่างคับคั่ง
“ท่านเ้าสำนัก” องค์หญิงอี้อันหันไป เห็นเฟยฉี และฮุ่ยชิวยืนยิ้ม แล้วทำความเคารพ “อยู่ข้างนอกต้องเรียกเช่นนี้ถูกต้องแล้ว” ว่าแล้วนางก็เดินนำไป ก้าวไปได้สองก้าวพลันชะงัก “ไม่ใช่สิ เ้าต้องนำทางข้าไปจึงจะถูก.... พาข้าไปร้านขนมอร่อยที่สุดในเมืองนี้ก่อน” “ขอรับ” ว่าแล้วทั้งสองนำหน้าเ้าสำนักแล้วเดินไปพลางชี้ทาง
“ถนนข้างหน้า มีตรอกชื่อ เจาจือ มีร้านหนังสือขายตำราเรียนหลายแห่ง ชาวบ้านจึงพากันเรียกเป็ชื่อตรอกไป” เสียงเฟยฉี เจื้อยแจ้วเล่าเื่สลับไปมากับ ฮุ่ยชิว ทั้งเ้าสำนักกับลูกศิษย์ เดินไปตามถนน ซอย ตรอก ชี้ชวนกันดูร้านอาหาร ร้านขนมต่างๆ มองดูแล้วราวกับสหายรุ่นเดียวกันมาเที่ยวชมตลาดไม่ปาน ซึ่งอี้อัน และ เฟยฉี มีอายุ 16 ปีเท่ากัน ส่วนฮุ่ยชิวแก่กว่า 1 ปี เดินมาจนเกือบครึ่งชั่วยามเหน็ดเหนื่อยกัน นางเห็นร้านขนมเซาปิ่งไส้ถั่วเขียว นางสั่งพ่อค้า 10 ชิ้นห่อให้ด้วย ขณะยืนรอขนมอยู่นางหยิบมากัดไปหนึ่งคำ พลันตาโต บอกว่า อร่อยมากให้ลองชิมดู ศิษย์สองคนหยิบมาคนละชิ้นกัดกินตามเ้าสำนัก พยักหน้าว่าอร่อยๆ พ่อค้าส่งห่อขนมให้สองสหายแล้วบอกว่า 20 อีแปะ
สองสหายหันมาทางเ้าสำนักว่า 20 อีแปะขอรับ แต่นางบอกว่า “ข้าไม่ได้เอาเงินมา” ทุกคนยืนค้าง อ้าว.... ยกเว้นเ้าสำนักยิ้มกว้างขวางให้แต่ยังยืนกัดกินขนมอยู่เช่นนั้น พ่อค้าขายเซาปิ่งเตรียมเอะอะโวยวายเด็กหนุ่มสาวตรงหน้าเขา แต่มีมือหนักๆ บีบไหล่เขาแล้วบอกว่า “นี่เงิน รับเอาไป” เสวี่ยซิงนั่นเอง นางหันไปเห็นเขา นางยิ้มกว้างกว่าเดิมจนตาหยี สองสหายเมื่อเห็นท่านรองผู้บัญชาการหน่วยอวี่หลิน ด้วยความไม่คุ้นเคยจึงรีบทำความเคารพอย่างหวาดๆ
“คารวะท่าน....... “เขาใช้สายตาดุห้ามพลทหารสองสหาย
“ท่านรองผู้บัญชาการมาซื้อของหรือ ดีเลยขอรับ ท่านเ้าสำนักไม่ได้พกเงินมา” อี้อันหันไปทางสองหาย
“เอาหละขนมพวกนี้ให้พวกเ้า เพราะเย็นแล้วโรงครัวคงเก็บอาหารไปหมดแล้ว”
“ขอบพระทัย ท่านเ้าสำนัก ท่านใจดีกับพวกเราจริงๆ”
“เกรงใจแล้ว” เ้าสำนักยิ้มกว้างตอบสองศิษย์ “เ้าสองคนกลับค่ายไปได้แล้ว” “อ้าว... ท่านเ้าสำนักไม่ไปบ้านนั้นแล้วหรือ?”
“ไปซิ เ้ากลับไปได้แล้ว เอาขนมนี่ไปแจกเพื่อนๆ ด้วย” นางสั่งเสียลูกศิษย์ แต่สองสหายลังเล แต่สุดท้ายจึงกลับค่ายไป
“องค์หญิงท่านจะไปที่ไหนหรือ?” เสวี่ยซิงถาม “ไปเยี่ยมบ้านขุนนางของเสด็จพ่อสักหน่อย” นางตอบยิ้มกว้างให้เขา ถามต่อ “ท่านหิวหรือยัง ข้าหิวข้าวแล้ว” เขามองหน้านาง หัวเราะน้อยๆ นางบอกว่าหิวข้าวแล้ว ทั้งที่ยังเคี้ยวขนมอยู่ในปาก เขาพานางมานั่งที่ร้านเกี๊ยวแห่งหนึ่ง ครั้นนั่งลงสั่งอาหารแล้ว จึงถามนางเบาๆ
“องค์หญิงจะไปเยี่ยมบ้านขุนนางคนไหนหรือ”
“เสนาบดีเ้ากรมกลาโหม หวังไฉ”