บทที่ 30 ดื่มเหล้ามงคลแก้วนี้เสีย
[ความอยากรู้อยากเห็นฆ่าแมว: มีใครสังเกตไหม สตรีมเมอร์ยุ่งตั้งแต่เช้ายันเที่ยง ยังไม่ได้กินอะไรเลยสักคำ? ไม่หิวเหรอ?]
[ครูภาษาจีนไม่สอนพละ: การแต่งงานแบบโบราณ เจ้าสาวต้อง ‘นั่งเฝ้าเตียง’ ห้ามเดินเพ่นพ่าน เพื่อลดการขับถ่าย วันนี้เจ้าสาวต้องกินน้อยดื่มน้อย]
[หลงรักใบหน้าของเจ้า: งั้นต้องอดทั้งวันเลยดิ?]
จี้หานลั่วที่เบื่อจะตายชัก ทำได้แค่รอไปพลาง โต้ตอบกับคนดูในห้องถ่ายทอดสดไปพลาง นางกดไลก์ให้คอมเมนต์ของ ‘ครูภาษาจีนไม่สอนพละ’
ตอบกลับ @หลงรักใบหน้าของเจ้า: แถวนี้มีธรรมเนียมแปลก ๆ เจ้าค่ะ วันแต่งงานเจ้าสาวห้ามกินข้าว กินข้าวบ้านเดิมก็กลัวจะทำบ้านเดิมจน กินข้าวบ้านสามีก็กลัวจะทำบ้านสามีจน
ในขณะที่นางเตรียมใจว่าจะต้องอดข้าวทั้งวัน
ประตูห้องหอก็เปิดออก เด็กสาวอายุราวสิบสามสิบสี่ สวมชุดสีแดงสดใสเดินเข้ามา ในมือถือไข่ต้มสองฟอง เดินตรงมาที่หน้าม่านแดง
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าชื่อเซี่ยงเฉิงอวี่เจ้าค่ะ พี่ใหญ่กลัวท่านหิวเลยให้ข้าเอาของกินมาให้” เด็กสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะยัดไข่ต้มสองฟองใส่มือจี้หานลั่ว
“พี่สะใภ้ ข้าจะเฝ้าประตูให้ ท่านรีบกินเถอะ”
จี้หานลั่วก้มมองไข่ต้มในมือ อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก
นางคิดไม่ถึงว่าวีรบุรุษหนุ่มผู้ห้าวหาญคนนั้น จะมีมุมที่ละเอียดอ่อนและใส่ใจถึงเพียงนี้
ระหว่างทาง นางเคยสอบถามเซี่ยงเฉิงหลีเกี่ยวกับคนในตระกูลเซี่ยง ทำให้รู้ว่าเด็กสาวที่เอาไข่ต้มมาส่งคนนี้ คือน้องสาวแท้ ๆ ของเขา เป็นลูกคนที่สาม
“ขอบใจมากนะ น้องสาม”
จี้หานลั่วมองผ่านระบบถ่ายทอดสด ทำให้เห็นหน้าตาของเซี่ยงเฉิงอวี่ได้อย่างชัดเจน หน้าตาของนางมีความคล้ายคลึงกับเซี่ยงเฉิงหลีถึงสี่ส่วน
คิ้วเข้มตาโต จมูกโด่งเป็นสัน ผิวสีน้ำผึ้ง ดูงดงามและองอาจห้าวหาญในเวลาเดียวกัน
ดูจากโหงวเฮ้งแล้ว เป็นเด็กสาวที่นิสัยเปิดเผยจริงใจ
ในขณะที่จี้หานลั่วกำลังพิจารณาเซี่ยงเฉิงอวี่ อีกฝ่ายเองก็กำลังพิจารณานางเช่นกัน
เซี่ยงเฉิงอวี่ยืนยิ้มอยู่หน้าม่านแดง
สายตาจับจ้องไปที่มือเรียวงามขาวผ่องดุจต้นหอมของจี้หานลั่ว
ในใจคิดว่า มือของพี่สะใภ้คนนี้ช่างบอบบางน่าทะนุถนอมเหลือเกิน
ไม่รู้ว่ามือที่อ่อนนุ่มปานนี้ จะทนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้นานแค่ไหน?
ปีนั้นที่ตระกูลเซี่ยงล่มสลาย นางเพิ่งอายุ 7 หนาว ก็เคยมีมือที่ไม่เคยแตะต้องน้ำเย็นเช่นนี้ แต่พอย้ายมาอยู่เขาหมอบเสือได้แค่สามเดือน ผิวก็กรำแดดจนกลายเป็นสีข้าวสาลี
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เซี่ยงเฉิงอวี่ก็อดเป็นห่วงพี่สะใภ้ที่ดูบอบบางคนนี้ไม่ได้
“คุณหนูสาม นี่เป็นขนมจากเมืองหลวงที่เรานำติดมาด้วย ลองชิมดูสิเจ้าคะ” สาวใช้หงโต้วเห็นเซี่ยงเฉิงอวี่จ้องเจ้านายของตนไม่วางตา จึงยกจานขนมเข้ามาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
เซี่ยงเฉิงอวี่มองดูขนมกุ้ยฮวาที่คุ้นเคยในวัยเด็ก แล้วเผลอเม้มปาก
“น้องสาม ขนมพวกนี้เก็บไว้นานแล้ว รสชาติอาจจะไม่ดีนัก เจ้าลองกินแก้ขัดไปก่อนนะ” จี้หานลั่วเห็นท่าทางอยากกินแต่ไม่กล้าหยิบของเด็กสาว จึงเอ่ยเสียงนุ่ม “รอผ่านช่วงนี้ไปก่อน พี่สะใภ้จะลงมือทำให้เจ้ากินเอง”
สาวใช้หงโต้วหรี่ตามอง
ในใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ
คุณหนูของนางเพิ่งจะเคยเข้าครัวใหญ่ของจวนกั๋วกงไปไม่กี่ครั้งหลังจากหมั้นหมาย
ทำไมถึงกล้าคุยโวว่าจะทำขนมให้คุณหนูสามกินกันนะ?
“น้องสาม พอจะเล่าเรื่องเขาหมอบเสือให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่?” จี้หานลั่วอยากอาศัยช่วงเวลานี้ เรียนรู้สภาพความเป็นอยู่ของเขาหมอบเสือ เพื่อจะได้ปรับตัวเข้ากับตระกูลเซี่ยงได้เร็วขึ้น
เซี่ยงเฉิงอวี่เองก็อยากผูกมิตรกับพี่สะใภ้ใหญ่
ทั้งสองจึงพูดคุยหยอกล้อกันอย่างถูกคอ จนกระทั่งค่ำมืด เสียงแขกเหรื่อภายนอกยังคงดังเซ็งแซ่
จี้หานลั่วมองผ่านหน้าจอถ่ายทอดสด เห็นเซี่ยงเฉิงหลีถูกคนสองคนพยุงเข้ามาในห้องหอ ฝีเท้าของเขาดูโซเซ เหมือนคนเมาไปแล้วเจ็ดส่วน
นางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “คุณชายเซี่ยง ไหวหรือไม่เจ้าคะ?”
“ฮูหยิน เรียกเกินไปหนึ่งคำแล้ว” เซี่ยงเฉิงหลีใช้คันชั่งเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ แล้วดูดวงตาสีนิลคู่นั้นสิ...มีความเมามายเสียที่ไหน?
จี้หานลั่ว: “...”
“ท่านแกล้งเมา?”
เซี่ยงเฉิงหลียิ้มแต่ไม่ตอบ เขาหยิบสุรามงคลที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา ยัดแก้วหนึ่งใส่มือจี้หานลั่ว แล้วเลิกคิ้วขึ้น
“ฮูหยิน ดื่มเหล้ามงคลแก้วนี้เสีย พวกเราจะได้รีบเข้านอนกัน”
จี้หานลั่วยิ้มบางๆ ยกแก้วขึ้น คล้องแขนกับเขาเพื่อดื่มเหล้าประสานใจ ทว่านางเพิ่งจะจิบไปได้เพียงอึกเล็ก ๆ...
ก็ถูกเซี่ยงเฉิงหลีแย่งแก้วไป เขากรอกเหล้าลงคอจนหมดในรวดเดียว จากนั้นก็โน้มตัวลงมาประกบริมฝีปาก เข้ากับริมฝีปากแดงอิ่มของนางทันที...
ในชั่วพริบตานั้น ลมหายใจของนางถูกช่วงชิง ริมฝีปากที่แข็งกร้าวและเผด็จการไล่ต้อนนางอย่างกระชั้นชิด บดขยี้คลอเคลียเพื่อหาทางรุกราน เสียงลมหายใจข้างหูเริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ
ชายผู้นี้ดุดันราวกับจะจับนางกลืนลงท้องไปทั้งตัว
[หลงรักใบหน้าของเจ้า: กรี๊ดดด ภาพต่อจากนี้ยังฉายให้ดูได้อยู่ไหม? ข้าอยากดูนะ แต่กลัวจะเป็นตากุ้งยิง มอบรางวัล 999 เหรียญดวงดาว]
[ชอบดูเรื่องวุ่นวาย: พวกเราแค่มามุงดูเฉย ๆ อย่าเพิ่งเปย์นะ เดี๋ยวสตรีมเมอร์รู้ตัวแล้วปิดไลฟ์ คราวหน้าไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหน...]
[น้องสาวรีบมาซบอกพี่: ว่าแต่สตรีมเมอร์อายุน้อยอยู่เลยนี่นา ยังไม่บรรลุนิติภาวะใช่ไหม?]
[นินี่ผู้น่ารัก: ในที่สุดคืนนี้คุณชายเซี่ยงของข้าก็จะได้กินเนื้อแล้ว มอบรางวัล 9,999 เหรียญดวงดาว]
เสียงแจ้งเตือนการโดเนทนี้เอง ที่ทำให้จี้หานลั่วได้สติกลับมา
นางรีบใช้จิตสั่งการ ปิดห้องถ่ายทอดสด ทันที พร้อมกับพยายามใช้มือผลักอกเซี่ยงเฉิงหลีออกสุดแรง
แต่อนิจจา เรี่ยวแรงช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
นางไม่อาจขยับภูเขาหินลูกนี้ได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว
เทียนมงคลในห้องเผาไหม้ส่งเสียงดังเปรี้ยะ ๆ คู่บ่าวสาวจูบกันอย่างดูดดื่มแนบแน่น
ครู่ใหญ่ผ่านไป ในที่สุดเซี่ยงเฉิงหลีก็ยอมผละออกจากฮูหยินตัวน้อยอย่างอาลัยอาวรณ์ ดวงตาสีนิลสว่างไสวจนน่ามอมเมา “ฮูหยิน เจ้าเติบโตมาด้วยการกินน้ำผึ้งหรืออย่างไร? ถึงได้หวานล้ำถึงเพียงนี้”
แก้มทั้งสองข้างของจี้หานลั่วร้อนผ่าวจนแทบจะทอดแป้งสุก เมื่อเงยหน้าสบตากับสายตาอันร้อนแรงของชายหนุ่ม สมองของนางก็ขาวโพลนไปหมด
น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงเจือความยั่วยวนโดยไม่รู้ตัว “ท่านพี่ ท่านกับข้ายังเยาว์วัยนัก หากร่วมหอเร็วเกินไป จะกระทบต่ออายุขัยนะเจ้าคะ ข้าอยากจะอยู่ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรไปกับท่าน”
หัวใจของเซี่ยงเฉิงหลีแทบจะหลอมละลาย เขาก้มลงจูบแก้มแดงปลั่งเหมือนลูกแอปเปิ้ลของนาง แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็เช่นกัน”
“ฮูหยิน ลองเรียกข้าว่า ท่านพี่ อีกสักสองคำสิ แล้วข้าจะยอมปล่อยเจ้าไป”
“...ท่านพี่ ท่านพี่ ท่านพี่” จี้หานลั่วเรียกติดต่อกันสามคำ อาศัยจังหวะที่ชายหนุ่มกำลังเคลิบเคลิ้ม นางอดใจไม่ไหว ยื่นหน้าเข้าไปขบกัดที่มุมปากของเขาเบาๆ แล้วรีบถอยออกมา
หารู้ไม่ว่าการกระทำนั้นเปรียบเสมือนการแหย่รังแตน
ชายหนุ่มตื่นตะลึงกับการกระทำของนาง “ฮูหยิน เจ้ากล้าจงใจยั่วยุข้ารึ?”
ทันใดนั้น วีรบุรุษหนุ่มผู้ไร้เทียมทานก็แผ่กลิ่นอายกดดัน พุ่งเข้าตะครุบกดนางลงกับเตียง
เขากักขังนางไว้ในอ้อมกอด มอบจูบที่ดุดันและเรียกร้อง ประทับลงบนริมฝีปาก ดวงตา ปลายจมูก หลังใบหู และซอกคอ จนกระทั่งนางหายใจไม่ทัน ต้องเอ่ยปากร้องขอชีวิต...
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
จี้หานลั่วเพิ่งจะยกน้ำชาคารวะแม่สามีเสร็จ ก็ต้องตัวสั่นสะท้านกับคำพูดของเหลิงเซียงจื่อ
“หานลั่ว ร่างกายแม่ไม่ค่อยดี ต่อไปตระกูลเซี่ยงต้องฝากเจ้ากับหลีเอ๋อร์ดูแลแล้ว” เหลิงเซียงจื่อพยักพาวให้สาวใช้ซิ่วหรงนำสมุดรายชื่อปึกหนึ่งมาวาง
“เล่มบน คือรายชื่อคนทั้งหมดในเขาหมอบเสือ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูลเซี่ยง”
“ส่วนเล่มล่าง คือบัญชีรายรับรายจ่ายตลอดหกปีที่ผ่านมา ที่หลีเอ๋อร์ต้องขายทรัพย์สินเก่าแก่ของตระกูลเพื่อประทังชีวิต”
จี้หานลั่วรับสมุดบัญชีมาด้วยความเคลือบแคลงสงสัย แม่สามีคิดจะมอบอำนาจการดูแลบ้านให้นางตอนนี้เลยหรือ? จะไม่รีบร้อนไปหน่อยหรือ?
แต่ทว่า...เมื่อนางเปิดดูสมุดบัญชีเล่มล่าง ร่างทั้งร่างก็พลันแข็งทื่อไปในทันที