หลังจากโฟร์ทลุกไป ลูกค้าก็เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผมได้แต่นั่งรอเวลาไปเรื่อย ๆ อย่างเบื่อ ๆ คอยนับถอยหลังจนกว่าจะถึงบ่ายสามครึ่ง ระหว่างนั้นเมื่อโฟร์ทมีเวลาว่าง เธอก็แวะเข้ามาคุยกับผมบ้าง ช่วยให้ช่วงเวลาผ่านไปได้บ้าง
โฟร์ทเล่าให้เพื่อนร่วมงานสองคนนั้นฟังว่า ผมเป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเธอ แน่นอนว่าเธอพูดเกินจริงไปบ้าง แต่ผมก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องโกหกให้ซับซ้อนก็ได้ แต่เธอกลับบอกผมพลางยิ้มแยมว่า “แบบนี้แหละดีแล้ว”
จากนั้นเวลาก็ได้ล่วงเลยไป จนในที่สุดก็ใกล้ถึงเวลา
ผมเดินออกจากร้านคาเฟ่แล้วตรงไปที่รถ ระหว่างทางความคิดเกี่ยวกับโฟร์ทยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ผู้หญิงที่ทั้งสวย ทั้งน่ารักแบบนั้นไม่น่าเลย ไม่น่าไปชอบผู้หญิงด้วยกันเลยจริง ๆ
บางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าใช้สกิลไว้วางใจกับเธอ แล้วตามด้วยสกิลปั่นป่วน มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ
แต่สุดท้าย...ผมก็ได้แต่หวังว่า เธอจะเหมือน ๆ กับผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่ผมเคยเจอมา
ผมขึ้นรถแล้วขับออกจากลานจอดรถทันที ตรงไปที่หน้าทางเข้าของโรงพยาบาล แล้วไปหยุดตรงที่จอดชั่วคราว ผมมองดูเวลาตอนนี้ 15.31 น. แล้ว อีกไม่นานตาแก่ ธนกฤต ก็น่าจะออกมา
สิบนาทีต่อมา ผอ.ธนกฤตก็เดินออกมาจากอาคาร เคียงข้างไปกับหญิงสาวในชุดสูทสีดำเข้ารูป ผมยาวสลวย สวมแว่นกรอบบาง คนที่ผมเคยเห็นตอนเช้า ดูท่าทางแล้วเธอคงเป็นเลขาของเขาแน่ ๆ
เธอเดินนำหน้า ผอ.ธนกฤตมาเพียงสองสามก้าว ก่อนจะหยุดยืนอยู่ข้างผม ขณะที่ผมกำลังเปิดประตูรถรอ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวเธอลอยมากระทบจมูกของผมทันทีที่เธอยืนอยู่ข้าง ๆ โดยที่ไม่แม้แต่จะหันมามอง
ไม่กี่วินาทีต่อมา ผอ.ธนกฤตก็ก้าวขึ้นรถไปนั่งเรียบร้อย ผมกำลังจะปิดประตู แต่หญิงสาวคนนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า “ผอ.คะ เดี๋ยวฉันจะตามไปทีหลังนะคะ”
ผอ.เงยหน้าขึ้นมามองเธอเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “ได้สิ”
จากนั้นผมก็ปิดประตูรถเบา ๆ แล้วจึงเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับ
ยี่สิบนาทีต่อมา
รถของผมแล่นเข้าสู่เขตโรงพยาบาลบางกอกวิทยา ก่อนจะขับลึกเข้าไปทางด้านหลัง จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าทางเข้าของตึกสำนักงานที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ยามประจำตึกรีบก้าวเข้ามาเปิดประตูรถให้ทันทีอย่างรู้หน้าที่ ก่อนที่ ผอ.ธนกฤต จะก้าวลง เขาหันมาบอกผมด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า “คุณไม่ต้องไปส่งฉันที่บ้านนะ เดี๋ยวฉันกลับเอง” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ก่อนเลิกงาน อย่าลืมเขียนรายงานส่งที่ห้องธุรการด้วยล่ะ แล้วถึงจะไม่ได้ไปส่งฉันที่บ้าน...ก็ถือว่าได้ไปส่งฉันแล้ว เข้าใจไหม”
ผมพยักหน้ารับอย่างนอบน้อม “เข้าใจครับ”
เมื่อสิ้นคำตอบ ผอ.ธนกฤตก็ลงจากรถ แล้วเดินตรงเข้าไปในตึกสำนักงานอย่างสง่าผ่าเผย
ผมจ้องตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขับรถออกจากหน้าตึกแล้วมุ่งหน้าไปจอดยังลานจอดรถของโรงพยาบาลตามเดิม
ติ้ง...
[รับ-ส่งสำเร็จ คุณได้รับ 100,000 บาท]
ผมมองข้อความที่ปรากฏอยู่บนจอโปร่งแสง พลางถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเองว่า “เฮ้อ...ถึงจะได้เงินเยอะขึ้นก็เถอะ แต่ทำไมงานแบบนี้มันถึงน่าเบื่อชะมัดเลยวะ”
จากนั้นผมก็เริ่มตรวจเช็กสภาพรถและระบบต่าง ๆ ตามหน้าที่ ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพดี น้ำมันก็ลดลงไปเพียงเล็กน้อย ยังไม่ถึงเวลาต้องเติม ข้อมูลทั้งหมดนี้ผมต้องบันทึกลงในรายงานประจำวัน เมื่อตรวจเสร็จเรียบร้อย ผมก็เดินตรงไปยังแผนกขนส่งทันที
แต่ทว่าผมกลับเจอกับยามอีกคนที่ไม่ใช่คนเดิมจากเมื่อเช้า คงเปลี่ยนกะไปพักแล้วล่ะ เขากำลังคุยกับใครบางคนอยู่ พอผมเดินเข้าไปใกล้ ก็เห็นชัดว่าเป็นหัวหน้าแผนกจากป้ายชื่อที่ห้อยคออยู่ ผมจึงกล่าวสวัสดีอย่างสุภาพทันที
หัวหน้าแผนกหันมามองผมก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “อ้อ...คุณวายุใช่ไหม คนขับรถคนใหม่ของ ผอ.”
“ครับผม” ผมตอบพลางพยักหน้าเล็กน้อย
“ดีเลย พอดีมีเอกสารจากฝ่ายบริหารต้องส่งไปที่ห้องธุรการ หลังจากคุณเขียนรายงานเสร็จแล้ว ช่วยถือไปส่งให้ผมด้วยนะ”
ผมรับเอกสารมาด้วยท่าทีเรียบ ๆ “ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้”
หัวหน้าแผนกพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะเดินจากไป
หลังจากนั้นผมก็เดินเข้าไปในห้องแผนกขนส่ง ก่อนจะตรงไปหยิบสมุดรายงานประจำตัวที่มีชื่อและรูปของผมวางอยู่บนโต๊ะ ขณะนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายชื่อที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนว่า “นายวายุ มั่งมี” ซึ่งเมื่อเช้านี้ยังไม่มี คงมีใครบางคนจัดเตรียมไว้ให้ผมเรียบร้อยแล้ว
ไม่ไกลจากผม มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนรายงานอย่างตั้งใจ เขาดูจดจ่อกับงานตรงหน้าจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ผมเองก็นั่งลงเริ่มเขียนรายงานบ้าง ใช้เวลาราวสิบนาที จนในที่สุดก็เขียนเสร็จเรียบร้อย
แต่ก่อนที่ผมจะลุกขึ้น ชายวัยกลางคนคนนั้นก็ลุกจากโต๊ะ เดินตรงมาหาผมพร้อมกับถือสมุดรายงานของตัวเองไว้ในมือ เขายื่นมันให้ผม พลางเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ ว่า
“หนุ่ม...ฝากเอารายงานของผมไปส่งด้วยได้ไหม”
ผมหันไปมองเขาพร้อมยิ้มเล็ก ๆ “อ้อ…ได้ครับ” พูดจบ ผมก็รับสมุดบันทึกของเขามา
“ขอบใจมาก” เขากล่าวก่อนจะสวมเสื้อแขนยาว หิ้วข้าวของแล้วเดินออกจากห้องไป
จากนั้นผมก็เดินเข้าสู่ตัวอาคารสำนักงาน เดินไปตามทางยาว ผ่านห้องหลายห้อง บ้างก็มีคนทำงานอยู่เต็มไปหมด ท่าทางวุ่นวายและงานล้นมือ
ไม่นานผมก็เดินมาถึงห้องธุรการ ผมเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าห้องเต็มไปด้วยคนที่นั่งประจำโต๊ะของตัวเอง ผมปิดประตูแล้วกวาดตามองรอบ ๆ บางคนกำลังยุ่งกับเอกสาร บ้างก็นั่งสบาย ๆ เหมือนไม่มีงานทำ
ผมยืนนิ่งคิดอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจเดินไปหาผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาดูดี ดูแล้วน่าจะเป็นเด็กฝึกงาน
ผมก้าวไปใกล้เธอ แล้วยกสมุดรายงานขึ้น “สวัสดีครับ ผมมาส่งรายงานครับ ต้องวางไว้ตรงไหนครับ”
เธอเงยหน้ามองผมด้วยสายตาประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มรับอย่างสุภาพ “ตู้เหล็กทางนั้นค่ะ” เธอเอ่ยพร้อมชี้นิ้วไปทางตู้เหล็ก จนในที่สุดผมก็เห็นป้ายเขียนว่า “รายงานสำหรับพนักงานขับรถ”
ผมกล่าวขอบคุณก่อนจะเดินนำเอกสารไปสอดไว้ในลิ้นซัก แต่ทว่ายังเหลือเอกสารที่หัวแผนกฝากมาส่ง ผมจึงเดินกลับไปแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง
“พอดีหัวแผนกฝากเอกสารนี้มาส่งด้วยครับ ผมต้องเอาให้ใครเหรอครับ”
เธอเงยหน้าขึ้น พลางอ่านเอกสารที่ผมยกให้ดู ก่อนจะตอบอย่างสุภาพว่า “อ่อ วางไว้ที่โต๊ะฉันได้เลยค่ะ”
เธอมองผมด้วยสายตาสงสัย แล้วถามว่า “คุณเป็นพนักงานใหม่เหรอคะ ทำไมฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”
ผมยิ้มให้ก่อนตอบเบา ๆ ว่า “ใช่ครับ เพิ่งเริ่มทำวันนี้เป็นวันแรก”
“อ่อ...” เธอพยักหน้าเล็กน้อย พร้อมรอยยิ้มอ่อน ๆ แล้วพูดต่อว่า “ถ้ามีอะไรให้ช่วย ก็บอกได้นะคะ”
ผมพยักหน้าพร้อมกับตอบสั้นๆ “ครับผมขอบคุณครับ”