ป่ายังคงเงียบสนิทหลังเสียงครางแ่เบานั้นจางหายไป มีเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันแ่ๆ จากลมที่พัดผ่านเป็ระยะ ราวกับธรรมชาติทั้งหมดกำลังเฝ้ารอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปเช่นเดียวกับทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
เสียงครางนั้นยังคงก้องอยู่ในอากาศราวกับเวลาหยุดนิ่ง ชิงหยวนรู้สึกทุกเส้นเืในร่างเต้นแรงจนแทบะเิ สมองของเขาทำงานเร็วกว่าที่เคยเป็มาในชีวิต คำนวณทุกความเป็ไปได้ภายในเสี้ยววินาทีก่อนจะเลือกคำตอบเดียวที่พอมีโอกาสรอด
"สัตว์ป่า" ชิงหยวนพูดออกไปทันทีก่อนที่หัวหน้าหน่วยจะขยับเท้าเข้ามา น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับเื่นั้นไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น "ข้าดักบ่วงไว้ั้แ่เมื่อวาน เผื่อขาดเสบียงระหว่างเดินทาง มันคงาเ็อยู่ในนั้น"
หัวหน้าหน่วยหยุดชะงักเสี้ยววินาที สายตายังคงจับจ้องไปยังปากซอกหินอย่างไม่ละ "บ่วงดักสัตว์ที่ส่งเสียงครางแบบนั้นหรือ" เขาถามกลับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง "ฟังดูเหมือนเสียงคนมากกว่า"
เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังฟังหาเสียงนั้นซ้ำ นิ้วที่วางอยู่บนด้ามอาวุธเคาะเบาๆ เป็จังหวะช้าๆ ท่าทีของคนที่ไม่รีบตัดสินใจแต่ก็ไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ เช่นกัน "ท่านรู้ไหมว่าข้าเคยเห็นคนพยายามซ่อนคนไว้หลังคำโกหกแบบนี้มาก่อนกี่ครั้งแล้ว" เขาพูดต่อ น้ำเสียงยังคงเรียบเฉย "ทุกครั้งจบลงเหมือนกันหมด"
—
"บางทีท่านอาจไม่คุ้นเคยกับเสียงหมูป่าาเ็มากพอ" ชิงหยวนตอบกลับทันทีโดยไม่แสดงความลังเลแม้แต่น้อย แม้ในใจจะรู้ดีว่าคำโกหกนี้บางเกินกว่าจะทนต่อการตรวจสอบจริงจังได้นาน
หัวหน้าหน่วยไม่พูดอะไรอีก เพียงก้าวเท้าเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่งอย่างเชื่องช้า สายตาเลื่อนจากใบหน้าชิงหยวนไปยังปากซอกหินสลับกันไปมา ราวกับกำลังตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่าจะเชื่อคำพูดนั้นหรือไม่
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับพยายามดมกลิ่นบางอย่างในอากาศ "กลิ่นเืของคนกับกลิ่นเืของหมูป่าไม่เหมือนกันเลยสักนิด ท่านผู้าุโ" เขาพูดช้าๆ น้ำหนักในน้ำเสียงเพิ่มขึ้นทีละคำ "ข้าผ่านสมรภูมิมามากพอจะแยกออกได้แม้จะหลับตา"
ชิงหยวนรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน คำโกหกที่เพิ่งใช้ไปเริ่มบางลงเรื่อยๆ ในสายตาของศัตรู แต่เขาก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยืนกรานต่อไปให้ถึงที่สุด "บางทีจมูกท่านอาจเสื่อมลงจากการสวมผ้าปิดหน้ามานานก็ได้" เขาตอบกลับเสียงเ็า พยายามรักษาสีหน้าให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้
หัวหน้าหน่วยหัวเราะเบาๆ ในลำคออีกครั้ง เสียงนั้นฟังดูไร้อารมณ์ยิ่งกว่าครั้งก่อน "ปากคมดีนัก แต่คำพูดคมๆ ไม่เคยช่วยใครรอดจากคมดาบมาก่อนสักครั้งในความทรงจำของข้า"
"ถอยไปให้พ้นทาง" ในที่สุดเขาก็พูดออกมา น้ำเสียงเฉียบขาดไม่เหลือช่องให้ต่อรอง "ข้าจะดูด้วยตาตัวเอง ถ้าเป็หมูป่าจริงตามที่ท่านว่า ข้าจะขอโทษและเดินจากไปทันที"
ชิงหยวนรู้สึกเหงื่อเย็นซึมออกมาตามแผ่นหลัง ทุกทางเลือกที่เหลืออยู่ในหัวล้วนนำไปสู่จุดจบเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะเลือกยอมถอยหรือขัดขืนต่อไป ทั้งสองทางล้วนเสี่ยงเท่ากันหมด สิ่งเดียวที่ยังพอควบคุมได้คือการยื้อเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะมีอะไรสักอย่างเปลี่ยนสถานการณ์ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
เขาก้าวเข้ามาอีกครึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างสองคนเหลือเพียงแค่ความยาวแขนเดียว กลิ่นเืแห้งจากผ้าพันแขนของเขาลอยมาปะทะจมูกชิงหยวนอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าาแจากการปะทะกับคนเฝ้าก้นเหวเมื่อคืนยังไม่หายสนิทเช่นกัน เป็จุดอ่อนเดียวที่ชิงหยวนพอจะมองเห็นได้ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบทุกด้าน
—
ชิงหยวนไม่ขยับ ยืนขวางปากซอกหินไว้แน่นด้วยร่างกายทั้งหมดที่เหลืออยู่ "ข้าขอโทษ" เขาพูดเสียงหนักแน่น "แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้ใครเข้าไปรบกวนของของตัวเองได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็หมูป่าหรือสิ่งอื่นใดก็ตาม"
คำพูดนั้นราวกับเป็สัญญาณที่หัวหน้าหน่วยรอคอย มือขวาที่ถืออาวุธยกขึ้นทันที ท่วงท่าเปลี่ยนจากการทดสอบเป็ความจริงจังในพริบตา "งั้นข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเปิดทางเข้าไปเอง"
—
ในซอกหิน เฟยหลงได้ยินทุกคำสนทนาชัดเจนราวกับอยู่ในระยะประชิด หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุอก มือที่ปิดปากคนเฝ้าก้นเหวสั่นเทาแต่ไม่กล้าคลายแม้แต่นิดเดียว เขามองลงไปยังใบหน้าซีดเผือดของอาจารย์ในความมืด สังเกตเห็นริมฝีปากที่เริ่มเขียวคล้ำผิดปกติ
ความคิดบ้าๆ ผุดขึ้นมาในหัวเขาชั่วขณะหนึ่ง — ถ้าเขาก้าวออกไปเปิดเผยตัวเองตอนนี้ ยอมให้จับตัวไปแทน อย่างน้อยชิงหยวนกับคนเฝ้าก้นเหวก็อาจมีโอกาสรอดมากกว่า เขากัดฟันแน่นพิจารณาความคิดนั้นอย่างจริงจังเป็เวลาสั้นๆ ก่อนจะสลัดมันทิ้งไปอย่างเด็ดขาด เขานึกถึงคำพูดของตัวเองเมื่อครู่ที่ยืนกรานว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง — การเสียสละตัวเองแบบไร้แผนก็เป็ความเร่งรีบแบบเดิมที่เขาเคยสัญญาไว้ว่าจะเลิก เขาต้องเชื่อในชิงหยวน และต้องหาทางช่วยอาจารย์ให้รอดด้วยสติ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์
เขานึกถึงคำสอนเื่จุดกดที่คนเฝ้าก้นเหวเคยสอนไว้ตอนฝึกพื้นฐาน — จุดใต้จมูกที่กดเบาๆ จะช่วยให้สติกลับมาชั่วครู่ในยามหมดสติ เขาไม่แน่ใจว่าจะได้ผลจริงหรือไม่ในสภาพเจ็บหนักขนาดนี้ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่แล้ว มือที่ว่างข้างหนึ่งขยับไปกดจุดนั้นเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับกระซิบข้างหู "ท่านอาจารย์ ได้โปรดอดทนอีกนิดเดียว ข้าขอร้อง"
—
ราวกับปาฏิหาริย์ ร่างของคนเฝ้าก้นเหวสงบลงเล็กน้อย ลมหายใจที่เคยติดขัดเริ่มกลับมาเป็จังหวะแ่เบาอีกครั้ง แม้จะยังไม่นิ่งสนิทแต่ก็เพียงพอจะไม่ส่งเสียงออกมาซ้ำ เฟยหลงแทบร้องออกมาด้วยความโล่งใจแต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะถอนหายใจดังๆ
เขายังคงกดจุดนั้นไว้เบาๆ ต่อไปโดยไม่กล้าคลายมือ นับลมหายใจของคนเฝ้าก้นเหวทีละครั้งในใจเพื่อยึดสติตัวเองไว้ไม่ให้ล้มลงไปกับความกลัว หนึ่ง...สอง...สาม... ตัวเลขในหัวกลายเป็สิ่งเดียวที่พอทำให้เวลาที่หยุดนิ่งเดินต่อไปได้บ้าง
ข้างนอก เสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกก้าว หัวหน้าหน่วยเคลื่อนตัวเข้าประชิดชิงหยวนจนแทบจะยื่นมือแตะตัวได้ กระบี่ในมือชิงหยวนยกขึ้นป้องกันทันที ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันในระยะที่แทบไม่เหลือช่องว่างให้หายใจ
—
"ท่านคิดจะสู้กับข้าจริงๆ หรือ" หัวหน้าหน่วยถามเสียงต่ำ สายตาเย็นเยียบราวกับกำลังมองสิ่งของที่กำลังจะถูกกำจัดทิ้งมากกว่าคน "ในสภาพที่ปราณเ้าเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งจากที่ข้าััได้ตอนปะทะกันครั้งก่อน"
เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์อีกครั้งด้วยความเยือกเย็นที่ไม่เคยจางหาย "ท่านรู้ไหมว่าคนที่พยายามยื้อเวลาแบบท่านมักจบลงแย่กว่าคนที่ยอมรับความจริงั้แ่แรกเสมอ" เขาพูดต่อ น้ำเสียงไม่มีความเห็นอกเห็นใจแม้แต่น้อย "แต่ข้าก็เคารพในความดื้อรั้นนั้นอยู่บ้าง ต้องยอมรับตามตรง"
ชิงหยวนไม่ตอบ เพียงยืนนิ่งกำกระบี่แน่นขึ้น หยาดเหงื่อไหลลงมาตามขมับ ทุกวินาทีที่ผ่านไปเขารู้สึกร่างกายตัวเองอ่อนล้าลงเรื่อยๆ แต่ไม่มีทางถอยแม้แต่ก้าวเดียว เพราะรู้ดีว่าหลังร่างของตัวเองคือชีวิตของคนที่เขารักที่สุดสองคน
"ข้าเคารพคนที่พร้อมตายเพื่อบางสิ่งจริงๆ" หัวหน้าหน่วยพูดต่อ น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อยราวกับมีความรู้สึกบางอย่างแทรกเข้ามาชั่วครู่ "แต่ความเคารพนั้นไม่เคยทำให้ข้าเปลี่ยนใจจากงานที่ต้องทำสักครั้ง"
หัวหน้าหน่วยยกอาวุธขึ้นช้าๆ เตรียมพร้อมจะฟันเข้าใส่อย่างจริงจังเป็ครั้งแรก ไม่ใช่การทดสอบอีกต่อไป
ชิงหยวนมองปลายอาวุธที่ค่อยๆ ยกขึ้นด้วยสายตานิ่ง ในใจคำนวณเส้นทางการฟันที่เป็ไปได้ทั้งหมด รู้ดีว่าด้วยปราณที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง เขาอาจรับท่านี้ได้เพียงครั้งเดียวก่อนที่ร่างกายจะทรุดลง แต่ต่อให้เป็เช่นนั้นเขาก็ยังไม่คิดจะขยับเท้าถอยแม้แต่นิ้วเดียว ภาพใบหน้าของเฟยหลงและอาจารย์อาที่ซ่อนอยู่ข้างหลังผุดขึ้นมาในหัว ให้ความมุ่งมั่นที่แน่วแน่กว่าความกลัวใดๆ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เป็ครั้งสุดท้าย รวบรวมปราณที่เหลืออยู่ไม่กี่หยดให้มารวมศูนย์อยู่ที่แขนขวา ทุกกล้ามเนื้อในร่างกายเกร็งพร้อมรับแรงกระแทกที่กำลังจะมาถึง เสี้ยววินาทีนั้นยาวนานราวกับทั้งชีวิตของเขาถูกบีบอัดลงมาอยู่ใน่เวลาเดียว
—
ทันใดนั้นเอง เสียงนกหวีดแหลมสูงดังขึ้นจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็จังหวะเฉพาะที่ต่างจากเสียงไล่ล่าธรรมดา สั้นสองครั้งแล้วเว้นจังหวะ ตามด้วยเสียงยาวครั้งเดียว
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วป่าราวกับตัดขาดทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงนั้นออกจากกัน แม้แต่ลมที่พัดผ่านก็ราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
หัวหน้าหน่วยหยุดชะงักทันที มืออีกข้างที่กำอาวุธค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาที่มองผ่านผ้าปิดหน้าเปลี่ยนจากความเยือกเย็นเป็ความสนใจอย่างจริงจัง เขาเอียงศีรษะฟังเสียงสัญญาณนั้นซ้ำอีกครั้งราวกับตรวจสอบว่าฟังผิดหรือไม่
ชิงหยวนไม่กล้าขยับแม้แต่นิ้วเดียว จับตาดูทุกปฏิกิริยาบนใบหน้าที่ปิดครึ่งหนึ่งของศัตรูตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา ไม่รู้เลยว่าสัญญาณนั้นหมายถึงอะไร และไม่รู้ด้วยว่ามันจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของพวกเขาไปในทิศทางใด
ในซอกหิน เฟยหลงก็ได้ยินเสียงนกหวีดนั้นเช่นกัน แม้จะไม่รู้ความหมาย แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่านี่อาจเป็จุดเปลี่ยนสำคัญ เขากอดคนเฝ้าก้นเหวไว้แน่นขึ้น ภาวนาในใจอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ขอให้เสียงนั้นพาความหวังมาแทนที่จะเป็หายนะซ้ำอีกครั้ง