โหรวเอ๋อร์ยืนอยู่ใต้ชายคาระเบียงมองเงาร่างของจวินหวงที่ค่อยๆ ไกลออกไปนางเริ่มอยากรู้ขึ้นมาว่าสตรีเช่นจวินหวงจะมีวันหลุบสายตาเอียงอายหรือยิ้มอ่อนโยนให้กับบุรุษคนไหนบ้างหรือไม่และเรื่องแบบไหนถึงมีค่าพอที่จะทำให้ดวงตาของนางขุ่นมัวลงได้
ฉีเฉินยืนรออยู่ด้านนอกของจุดพักม้าในที่พักของหนานกู่เยว่นานแล้ว ในที่สุดก็เห็นสตรีหน้าตายิ้มแย้มเดินออกมาจากด้านในเขามองออกว่านางลดความระวังในตัวเขาลงมาแล้ว จึงไม่ได้พาใครติดตามมาด้วย
"ฉีเฉิน" ทันทีที่หนานกู่เยว่มองเห็นฉีเฉินดวงตาของนางพลันสว่างสดใส นางยิ้มแล้ววิ่งเข้าไปหาฉีเฉินสุดท้ายก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขาใบหน้าของนางเขินอายพวงแก้มแดงระเรื่อไม่กล้าสบตากับฉีเฉิน
เห็นหนานกู่เยว่ในท่าทางที่ดูสำรวมเช่นนี้ ฉีเฉินกลับรู้สึกไม่คุ้นเคย"องค์หญิงเวลาอยู่กับข้าไม่จำเป็นต้องระมัดระวังสำรวมกิริยามากขนาดนี้ก็ได้"
เมื่อได้ยินดังนั้นหนานกู่เยว่เงยหน้าขึ้นทันทีสายตามองเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนของฉีเฉินหัวใจของนางเต้นกระชั้นถี่ขึ้น แต่เวลานี้นางไม่ได้เบนสายตาออกไปกลับจ้องสบสายตากับเขาอยู่เช่นนี้ ราวกับว่ามองไปชั่วชีวิตก็ยังรู้สึกไม่เพียงพอ
บนถนนมีเสียงร้องเรียกเชิญชวนให้ซื้อของดังระงมบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักหนานกู่เยว่มัวแต่ใจลอยมองฉีเฉินจึงไม่ได้สังเกตเห็นว่ามีรถม้าวิ่งมาจากด้านข้างฉีเฉินรูม่านตาหดลงฉับพลัน ยื่นมือออกไปดึงหนานกู่เยว่เข้ามาในอ้อมแขนคิ้วขมวดยุ่งถามด้วยความกังวล "องค์หญิงเป็นอะไรหรือไม่?"
หนานกู่เยว่เงยหน้าขึ้นมองฉีเฉินอย่างตกตะลึงเพิ่งจะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาภายหลังจึงยิ่งซุกตัวเข้าไปในอ้อมแขนของฉีเฉินจากนั้นก็ส่ายหน้า
ฉีเฉินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในเวลานี้แสงตะเกียงก็เริ่มสว่างขึ้นแสงไฟสว่างไสวไปทั่วทั้งเมือง ตั้งแต่เล็กจนโตหนานกู่เยว่เติบโตมาในเมืองที่หนาวเหน็บไม่เคยเห็นภาพบรรยากาศแบบนี้มาก่อน ก็ตะลึงลานไปชั่วขณะ
"ทุกค่ำคืนในเมืองหลวงล้วนเป็นเช่นนี้หรือไม่?" หนานกู่เยว่ถาม
ฉีเฉินพยักหน้า "ก็เป็นเช่นนี้เอง องค์หญิงชอบหรือไม่?"
หนานกู่เยว่แหงนหน้าขึ้นมองฉีเฉินด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกลับพบสายตาของฉีเฉินที่มองตนเองอยู่อย่างรักใคร่นางรู้สึกเหมือนถูกช่วงชิงลมหายใจออกไปใบหน้าขวยเขินภายใต้แสงตะเกียงอบอุ่นของหนานกู่เยว่ได้ประทับอยู่ในหัวใจของฉีเฉินในเวลานี้
แต่... คนที่เกิดมาในราชวงศ์ จะมีใครกล้าตกอยู่ในห้วงรักตลอดไป?
จนถึงเวลานี้ ฉีเฉินยังคงรักษาความบริสุทธิ์สดใสเอาไว้ความอ่อนโยนบนใบหน้าราวกับเป็นตนเองอีกคนหนึ่ง
ในค่ำคืนที่วายุและจันทราไร้ขอบเขต หัวใจของหนานกู่เยว่ตกอยู่ในห้วงรักนางไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนเองจะชอบใครสักคนได้ง่ายดายเช่นนี้ดวงตาของคนผู้นั้นงดงามยิ่งนักแม้แต่หนานสวินผู้เลื่องชื่อในเป่ยฉียังไม่อาจเทียบได้
สายลม บุปผา หิมะ จันทรา[1] ก็งดงามเช่นนี้ความรักก็เช่นกัน หนานกู่เยว่ไม่เคยได้สัมผัสความรักที่อบอุ่นเช่นนี้มาก่อน เมื่อมันซึมลึกเข้าไปก็ไม่อาจถอนออกมาได้อีกแล้ว
หลังจากวันนั้นฉีเฉินก็ยิ่งเอาอกเอาใจหนานกู่เยว่มากขึ้นเรื่อยๆราวกับว่าไม่มีสิ่งใดที่เขาจะปรารถนายิ่งไปกว่าการสรรหาสิ่งของที่ดีที่สุดมามอบให้แก่นางและทุกๆ ครั้งหนานกู่เยว่ก็จะรับไว้ด้วยท่าทางขวยเขิน
ส่วนเว่ยหลานอิ๋งดูเหมือนจะฟังคำพูดของจวินหวงทำตัวกลับมาเป็นเหมือนเช่นตอนแรกไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างฉีเฉินกับหนานกู่เยว่อีกฉีเฉินไปหาเว่ยหลานอิ๋งอยู่สองสามครั้งก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย
วันหนึ่ง เว่ยหลานอิ๋งเอนซบอยู่ในอ้อมอกของฉีเฉินนางหลับตาฟังเสียงจังหวะการเต้นหัวใจที่แข็งแรงและทรงพลังของเขาแล้วเคลิบเคลิ้มไปเล็กน้อยตนเองยังคงเป็นคนเดิมเหมือนกับตอนแรกที่แต่งให้กับเขา แต่เขาได้เปลี่ยนไปแล้ว
ฉีเฉินกอดเว่ยหลานอิ๋งไว้ ในใจกลับคิดถึงแต่หนานกู่เยว่ คิดจนสติล่องลอยไปขนาดเว่ยหลานอิ๋งเงยหน้าขึ้นมามองเขา เขายังไม่รู้สึกตัวแววตาของเว่ยหลานอิ๋งดิ่งลงด้วยความปวดร้าว นางหายใจลึกๆ คลี่ยิ้มน้อยๆแล้วกล่าวว่า "หากฝ่าพระบาทชมชอบองค์หญิงหนานกู่เยว่จริงๆก็แต่งนางเข้ามาสิเพคะ อิ๋งเอ๋อร์จะไม่โอดครวญเลยแม้แต่น้อย"
ฉีเฉินได้ฟังก็ประหลาดใจ แม้จะกล่าวว่าหากเขาคิดจะแต่งหนานกู่เยว่เว่ยหลานอิ๋งก็ขวางไม่ได้เพียงแต่ไม่คิดว่าเว่ยหลานอิ๋งจะเอ่ยปากเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเอง
"ฟูเหรินพูดจริงหรือ?"
เว่ยหลานอิ๋งยิ้มแล้วพยักหน้าแต่ทว่าในหัวใจของนางกลับหัวเราะอย่างเย็นชาไม่หยุด ในความคิดของนางแม้ว่าหนานกู่เยว่จะได้รับความโปรดปรานจากฉีเฉินในเวลานี้ก็คงจะเหมือนกับโหรวเอ๋อร์ที่ได้รับความโปรดปรานเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หลายๆวันเข้าก็เบื่อหน่าย ยิ่งได้ยินมาว่าหนานกู่เยว่นิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจคนอย่างฉีเฉินจะทนนางได้สักกี่น้ำ?
ถึงกาลข้างหน้าแต่งนางเข้ามาแล้วอย่างไร? พอช่วยช่วงชิงตำแหน่งฮ่องเต้มาได้หนานกู่เยว่ก็หมดประโยชน์แล้ว
"ฟูเหรินรู้ใจคนเช่นนี้ เปิ่นหวางรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก"ฉีเฉินยิ้มแล้วตบไหล่เว่ยหลานอิ๋งเบาๆเขาเริ่มจินตนาการถึงหนานกู่เยว่ในยามที่อ่อนระทวยอยู่ในอ้อมอกของตนเองพอคิดถึงเรื่องนี้ในหัวใจก็รู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาเล็กน้อย
ทางด้านเว่ยหลานอิ๋งนับว่าคิดได้กระจ่างแจ้งแล้วแต่ทางด้านของฮองเฮาที่ได้รับข่าวนี้ก็พิโรธจนปัดสิ่งของบนโต๊ะตกแตกกระจายคนที่นางส่งเข้าไปเป็นสายสืบอยู่ในจวนอ๋องคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่ที่พื้นด้วยความหวาดกลัวเกรงว่านางจะไม่พอใจจนสั่งให้สังหารตนเอง
ฮองเฮาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองสิ่งของที่แตกกระจายอยู่บนพื้นแววตาคมกริบประกายวาบ "ไม่ว่าอย่างไรฉีเฉินก็ไม่น่าจะคิดแผนการแบบนี้ออกมาได้ด้วยนิสัยของเขาไม่มีทางชอบพอสตรีที่ดื้อรั้นเอาแต่ใจอย่างหนานกู่เยว่แล้วจะริแส่หาเรื่องเข้าหานางก่อนได้อย่างไร?"
"กระหม่อมอยู่ในจวนอ๋องแอบได้ยินรัชทายาทกับบัณฑิตหน้าขาวเฟิงไป๋อวี้คุยกันนี่ดูเหมือนว่าจะเป็นความคิดของบัณฑิตหน้าขาวผู้นั้น"ผู้ใต้บังคับบัญชาตอบเสียงอึกๆ อักๆ
ฮองเฮาได้ยินเช่นนั้นแววตาเย็นเยียบก็สว่างวาบ "ข้ารู้เฟิงไป๋อวี้ก็เป็นตัวหายนะคนหนึ่งไม่น่าเชื่อว่าคราวที่แล้วเหล้าพิษยังเอาชีวิตเขาไม่ได้"
"เช่นนั้นพระนางคิดจะทำอย่างไรต่อไป?"
ฮองเฮาหัวเราะเยือกเย็นออกมาเบาๆ จู่ๆ ไอสังหารผุดขึ้นในแววตา"พวกเขาอยากจะแต่งหนานกู่เยว่เข้ามาเสริมอำนาจของตนเองเช่นนั้นหรือ? เช่นนั้นพวกเราก็แค่ทำลายหนานกู่เยว่เสีย ดูซิว่าเขาจะแต่งกับใครได้"
คนที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นเงยหน้าขึ้นในฉับพลัน เหงื่อเย็นหยดติ๋งๆภายในใจก็เกิดความรู้สึกพรั่นพรึง "ความหมายของพระนางคือ...?”
ฮองเฮามองคนที่คุกเข่าอยู่ที่พื้น แล้วยื่นมือออกมาแล้วทำท่าปาดไปที่คอทุกอย่างชัดแจ้งโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา "เรื่องนี้จัดการให้หมดจดแล้วเจ้าจะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงาม" พอกล่าวจบฮองเฮาก็ยืนขึ้นยิ้มอย่างน่าสะพรึงกลัว แล้วหยิบป้ายหยกออกมาโยนไปที่คนผู้นั้นแล้วก็ยกชายกระโปรงขึ้นอย่างช้าๆแล้วเดินออกไปจากที่นี่พร้อมกับคนที่ตนเองพามาด้วย
คนที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นพลันรู้สึกหมดเรี่ยวแรง ในใจเขารู้อย่างแจ่มแจ้งหากตนเองไม่กำจัดหนานกู่เยว่ ฮองเฮาก็จะไม่ปล่อยตนเองไว้อย่างแน่นอนและหากตนเองสังหารหนานกู่เยว่แล้วถูกจับได้ ก็มีแต่ทางตายเท่านั้นเขาไม่มีทางเลือกอื่นเลย
วันนี้หนานกู่เยว่และฉีเฉินออกไปเที่ยวชมป่าเขานอกเมืองจวินหวงร่วมเดินทางมาด้วย ตลอดทางก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน หนานกู่เยว่ยังกล่าวว่าจะหาสตรีชาวหนานมู่ให้จวินหวงสักคนจวินหวงยิ้มแล้วยกมือขึ้นปรามไว้ พลางกล่าวขอบคุณในความปรารถนาดีของหนานกู่เยว่
ฉีเฉินรวบตัวหนานกู่เยว่มากอดไว้หัวเราะอย่างมีความสุข"องค์หญิงไม่รู้อะไร น้องเฟิงเป็นคนเรียบง่ายสมถะ ไม่ต้องการลาภยศชื่อเสียงช่วยเปิ่นหวางวางแผนกลยุทธ์มาหลายต่อหลายครั้งเปิ่นหวางเคยบอกว่าจะหาคู่ครองที่เหมาะสมให้เขา ใครจะรู้ว่าเขายังปฏิเสธได้"
หนานกู่เยว่ได้ยินเช่นนั้นก็มุ่นคิ้วด้วยความสงสัยชี้ไปที่จวินหวงแล้วกล่าวว่า "หรือว่าเจ้าไม่ชอบสตรี?"
จวินหวงรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นในฉับพลันมองไปทางฉีเฉินด้วยสีหน้าอยากจะร้องไห้แต่ร้องไม่ออกไม่คิดมาก่อนว่าองค์หญิงหนานมู่ผู้สง่าผ่าเผยจะปากไม่มีหูรูดเช่นนี้ยังดีที่ที่นี่ไม่มีคนนอกหากถูกผู้อื่นได้ยินเข้าก็ไม่รู้ว่านางจะถูกเอาไปพูดจนกลายเป็นเช่นไร
"องค์หญิงกล่าวเช่นนี้ทำให้ผู้น้อยพูดไม่ออกจริงๆผู้น้อยเพียงยังไม่เจอคู่ครองที่เหมาะสมเท่านั้นเอง หากหาพบได้ย่อมเป็นวาสนา"
หนานกู่เยว่พยักหน้า แล้วก็ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้นางหันไปมองฉีเฉินแล้วถามกระเซ้า "ฉีเฉินแล้วข้าเป็นคู่ครองที่เหมาะสมกับท่านหรือไม่?"
ทั้งสองคนไม่คิดว่าหนานกู่เยว่จะถามคำถามเช่นนี้ออกมาได้ ต่างก็อึ้งงันฉีเฉินก็ไม่คิดว่าหนานกู่เยว่จะถามเขาเช่นนี้ จึงไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร
คนที่มีปฏิกิริยาขึ้นมาก่อนย่อมเป็นจวินหวงนางยิ้มอย่างยั่วล้อแล้วกล่าวขึ้น "หรือว่าองค์หญิงไม่เชื่อในความรู้สึกที่ฝ่าพระบาทมีต่อพระองค์? องค์หญิงรู้หรือไม่ว่าฝ่าพระบาททรงคลั่งไคล้ในตัวพระองค์เพียงใดหากรู้เกรงว่าคงจะไม่ถามคำถามเช่นนี้ออกมาแน่"
แต่หนานกู่เยว่ยังไม่คิดจะจบง่ายๆ นางมุ่ยปากยื่นแล้วกล่าวว่า"คุณชายเป็นคนฉลาดพูดก็จะย่อมจะกล่าวเช่นนี้ แต่ที่ข้าได้ยินมาตอนแรกเขาก็โปรดปรานเว่ยหลานอิ๋งมากมายมิใช่หรือตอนนี้ก็กล่าวว่าชอบข้า คำพูดนี้ข้าควรจะเชื่อหรือไม่ดีเล่า?"
"องค์หญิงกล่าวเช่นนี้เกรงว่าจะทำร้ายจิตใจของฝ่าพระบาทนะพ่ะย่ะค่ะ"จวินหวงกล่าวพลางขยิบตาให้ฉีเฉิน ฉีเฉินเข้าใจได้ในชั่วพริบตา
"หากองค์หญิงไม่ชอบคนในจวนของข้า รอข้ากลับไปจะหย่ากับนางก็ได้"
"ท่านพูดเหลวไหลอันใด? ท่านนึกว่าข้าไม่รู้หรือว่าเว่ยหลานอิ๋งเป็นผู้ที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้หากนางไม่ได้ทำผิด ท่านจะหย่ากับนางได้อย่างไร?" นอกจากนี้นางยังกล่าวเสริมขึ้นอีก"ข้าก็เพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น หัวใจของฉีเฉินข้าย่อมรู้ดี"กล่าวจบก็พวงแก้มก็แดงเรื่ออย่างเขินอาย
จวินหวงที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็หัวเราะออกมา แล้วหันหน้ามองออกไปนอกรถม้าหูก็ได้ยินสองคนคุยกระซิบกระซาบกัน
ทันใดนั้นรถม้าก็หยุดลงกะทันหัน จวินหวงขมวดคิ้วเครียดมองไปยังคนชุดดำที่มาขวางทางไว้อยู่ด้านนอกในใจก็คิดว่าแย่แล้ว ทางด้านฉีเฉินก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นไอสังหารเขาปล่อยหนานกู่เยว่แล้วออกไปดูคนที่อยู่ด้านนอก
"พวกเจ้าเป็นใคร ถึงกล้ามาขวางทางเปิ่นหวาง?" ฉีเฉินตะคอกใส่คนเหล่านั้น
คนที่เป็นหัวหน้าเผยแววตาสังหารออกมาอย่างชัดเจน เขาชักกระบี่เหมันต์ออกมาหัวเราะเสียงเย็นเยียบแล้วกล่าวว่า "ย่อมเป็นคนที่มาสังหารเจ้า"พูดจบก็นำพี่น้องของตนเองถือกระบี่วิ่งเข้าไป
ฉีเฉินหันกลับไปมองคนสองคนที่นั่งอยู่ในรถม้าพยายามควบคุมความตระหนกเอาไว้แล้วกล่าวขึ้น "น้องเฟิงช่วยข้าคุ้มครององค์หญิงให้ดี"พูดจบเขาก็พาเว่ยเฉี่ยนออกไปต่อสู้กับคนกลุ่มนั้น
จวินหวงเคยผ่านประสบการณ์ความเป็นความตายจากการถูกสังหารมาแล้วไม่นานนางก็คืนสติกลับมาได้แต่หนานกู่เยว่ผู้ถูกประคบประหงมปกป้องราวกับไข่ในหินมาตลอดทั้งชีวิตไหนเลยจะเคยเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ นางจึงได้แต่ตกใจทำอะไรไม่ถูก
กระบี่ยาวลอยพุ่งมาแต่ไกล จวินหวงดึงหนานกู่เยว่ให้หลบวิถีกระบี่นางรู้ว่าในรถม้าไม่ใช่สถานที่ที่ควรหลบซ่อนตัว จึงดึงองค์หญิงลงมาจากรถม้าแล้ววิ่งไปทางชายป่าด้านหนึ่ง
หนานกู่เยว่หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ ครู่เดียวก็ถูกจวินหวงลากวิ่งมาไกลแล้วกว่านางจะรู้ตัวได้สติขึ้นมา ก็ไม่เห็นพวกฉีเฉินแล้วนางหน้านิ่วสะบัดมือจวินหวงออกทันที "เจ้าทำอะไร? เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกฉีเฉินยังอยู่ที่นั่นพวกเราจะเอาแต่หนีอย่างนี้ได้อย่างไร?"
"แล้วพระองค์รู้จุดประสงค์ของพวกเขาหรือไม่? องค์หญิง ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเอาแต่ใจหากรั้งอยู่ก็มีแต่จะเป็นภาระให้พวกเขา....
"เพียะ!" ไม่รอให้จวินหวงพูดจบ หนานกู่เยว่ก็สะบัดมือตบไปที่ใบหน้าของจวินหวงเสียงดังจนวิหคโรยแรงที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ยังตกใจ จวินหวงตื่นตะลึงเล็กน้อย
หนานกู่เยว่ถลึงตาใส่จวินหวงคราหนึ่ง เข้าใจว่าจวินหวงไม่รู้ดีชั่วทำตัวเหิมเกริมไม่เคารพต่อนาง จึงไม่อยากฟังคำพูดของจวินหวงอีกหมุนกายวิ่งไปทางออกของชายป่า จวินหวงยืนตะลึงอยู่นานน้ำหนักมือของหนานกู่เยว่ไม่เบาเลยจริงๆ ผ่านไปนานแล้วยังรู้สึกแสบร้อนอยู่นางยื่นมือไปลูบไล้เบาๆ แล้วถอนใจออกมาเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้กับหนานกู่เยว่จึงต้องวิ่งตามออกไป
..........................................................................................................
[1] สายลม บุปผา หิมะ จันทรา หมายถึง ความงดงามของสี่ฤดูกาลสายลมคือความงามของฤดูร้อน บุปผาคือความงามของฤดูใบไม้ผลิหิมะคือความงามของฤดูหนาว จันทราคือความงามของฤดูใบไม้ร่วง