กว่าจะกลับถึงบ้าน ก็เป็เวลาบ่ายกว่าๆ แล้ว พอใกล้จะถึงหมู่บ้าน ก็เอาของในมิติออกมา รวมไปถึงผ้า 2 พับ ที่เตรียมจะตัดชุดให้กับลูกชายด้วย
“ไปไหนมา?” จูจิ่งหลิวเดินมาขวางทางเดินเข้าบ้าน
“หลีกไป” หยางจูพูดเสียงเรียบ แค่เดินกลับบ้านก็เหนื่อยจะแย่ ยังจะมาเจอคนบ้าอีก ถึงอากาศจะเย็นสบาย แต่เดินทางไกลขนาดนั้นเหงื่อย่อมออกมาเป็ธรรมดา
“ไม่หลีก จนกว่าหล่อนจะบอกฉันได้ว่าไปเอาเงินมาจากไหนถึงซื้อของพวกนี้ได้”
“พี่สะใภ้รองอยากรู้จริงๆ เหรอ? ฉันจะบอกให้ก็ได้ ก็ไปเอามาจากบ่อนยังไงล่ะ ช่วยไม่ได้นี่คะก็ฉันมันคนไร้วาสนา ไม่ได้มีสามีที่ทำงานโรงงานเหมือนพี่สะใภ้ ถึงต้องดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่อย่างทุกวันนี้” หยางจูพูด เธอรู้อยู่แล้วว่าถ้าพูดเื่บ่อนทุกอย่างก็คือจบ
“นี่หล่อนยังไม่เข็ดอีกเหรอ? ครั้งที่แล้วก็โดนพวกนั้นกระทืบเกือบตาย ยังจะไปรนหาที่ตายอีก” พอได้ยินคนชื่นชมสามี ทำให้เธอดูเป็คนน่าอิจฉาขึ้นมาทันทีทันใด ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จับเงินเดือนของสามีเลยสักเหมาก็ตาม แต่โชคดีที่สามีไม่ได้โง่จนมองไม่เห็นครอบครัว เพราะเขาให้แค่เงินเดือน ส่วนเงินพิเศษที่ทำงานล่วงเวลานั้นก็เอามาให้เธอเก็บไว้เป็
“ทีนี้ฉันเข้าบ้านได้หรือยังคะ?”
สูจิ่งหลิวหลีกทางให้ จากนั้นหยางจูก็ถือของเดินเข้าห้องของตัวเองไป เธอเอาของกินออกมาจากในมิติไม่มาก เพราะห้องนี้ไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ ของในมิติเองก็ใช่ว่าเอาออกมาแล้วจะไม่มีวันหมด อีกอย่างวันนี้เธอใช้เงินหมดไปตั้ง 10 หยวน คงต้องหาวิธีหาเงินเพิ่ม เพราะนอกจากผ้าดิบที่ซื้อมาแล้วยังมีชุดเครื่องนอนที่ซื้อมาใหม่อีกด้วย ที่มีอยู่เธอทนนอนต่อไปไม่ไหวจริงๆ ส่วนชุดเครื่องนอนที่ถูกเก็บเอาไว้ในหีบก็ไม่กล้านำออกมาใช้ เนื่องจากว่าเ้าของเดิมได้เก็บรักษาเอาไว้อย่างดี คิดว่ามันน่าจะมีความสำคัญบางอย่าง
จัดการกับห้องนอนของตัวเองอยู่สักพัก หยางจูก็พยักหน้าอย่างพอใจ เนื่องจากว่าห้องสี่เหลี่ยมขนาด 25 ตารางเมตรของเธอกลายมาเป็์ ผ้าม่านสีขาวสะอาดตา กอปรกับผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนสีขาว และผ้าห่มสีชมพูอ่อนผืนบางถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบ
“ค่อยเหมือนห้องนอนขึ้นมาหน่อย” หยางจูเช็ดเหงื่อที่หน้าผากออกอย่างเบามือ
จากนั้นเสียงเคาะประตูห้องข้างนอกก็ดังขึ้น เธอเดินออกไปเปิดประตู สิ่งแรกที่เห็นเลยคือไม้เท้าที่แสนคุ้นตา ตามมาด้วยภาพย่าทวดกับหลานชายกำลังจูงมือกันยืนอยู่หน้าห้อง
“เข้ามาก่อนสิคะ” หยางจูเบี่ยงตัวให้สองย่าเหลนเข้ามาข้างในได้
เสียงเท้ากระทบกับพื้นปูนยังเป็จังหวะ ไม่ช้าไม่เร็ว เ้าของไม้เท้าไม่รีบร้อน ท่านสำรวจั้แ่ทางเข้าห้อง ไปจนถึงเข้ามาข้างในห้อง จากนั้นก็พยักหน้าอย่างพอใจกับภาพตรงหน้าที่ได้เห็น
ท่านไม่เคยเข้ามาในห้องนี้เลย นับั้แ่วันที่มารับตัวเหลนชายตัวน้อย ก็ไม่คิดที่จะย่างเท้าเข้ามาในห้องสกปรกโสโครกนี้อีก เป็เวลา 3 ปีแล้ว แต่ก็ต้องแปลกใจ เพราะมันแตกต่างไปจากเมื่อก่อนเป็อย่างมาก
“ฉันซื้อผ้าดิบมาแทน เพราะไปดูพวกชุดสำเร็จรูปแล้ว ราคามันสูงเกินไป อีกอย่างฉันก็ไม่มีคูปองที่จะซื้อมันด้วยค่ะ” หยางจูอธิบายเมื่อเห็นว่าสายตาของคุณย่าหวงหยุดอยู่ที่ผ้าฝ้ายดิบสีขาว 2 พับบนโต๊ะ
“อืม ปกติที่นี่เขาก็เย็บผ้าใส่เองด้วยกันทั้งนั้น” คุณย่าหวงบอก
หยางจูขมวดคิ้ว รู้สึกแปลกใจกับคำพูดของคุณย่าท่านนี้เป็อย่างมาก บางครั้งเธอก็รู้สึกว่าเหมือนท่านจะรู้อะไรมากกว่าที่เธอคิด
“ค่ะ แต่ฉันทำไม่เป็”
พอได้ยินสิ่งที่หลานสะใภ้พูดท่านก็หลุดยิ้มเยาะออกมาไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เกินไปกว่าที่ท่านคิดเอาไว้สักเท่าไหร่
“ไปหาถ่านมาสิ ฉันจะสอนวัดตัว”
หยางจูได้ยินแบบนั้นก็รีบพาตัวเองเดินไปยังห้องครัว เลือกหยิบถ่านก้อนเล็กๆ มา แต่ขากลับเดินสวนเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งในความทรงจำบอกว่าผู้หญิงวัยกลางคนท่านนี้คือ หม่าชิงจู เป็อาสะใภ้เธอนั่นเอง
“หล่อนมาทำอะไรที่นี่?” อาสะใภ้ถามขึ้น
“คุณย่าให้ฉันมาหยิบก้อนถ่านน่ะค่ะ” หยางจูชูถ่านสีดำก้อนเล็กจับถนัดมือขึ้นมาให้อีกฝ่ายดู หวังว่าถ่านเล็กแค่นี้หล่อนจะไม่โวยวายคนเกิดเื่หรอกนะ “ฉันไปได้หรือยังคะ?”
“ก็ไปสิ ใครจับขาหล่อนไว้ล่ะ” ไม่พูดเปล่า แต่สีหน้ายังแสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบขี้หน้าอีกฝ่ายมากแค่ไหน
เวรกรรมอะไรของฉัน ถึงต้องมารองรับอารมณ์ของคนในบ้านต่อจากหล่อนด้วย หยางจูนะหยางจู ขยันสร้างศัตรูไปทั่วบ้าน แล้วแบบนี้ชีวิตของเธอจะสงบสุขได้อย่างไร
หยางจูส่ายหน้าให้กับชีวิตอันบัดซบของตัวเอง จากนั้นก็รีบเดินไปหาคุณย่าหวง ผู้ที่ผันตัวเองมาเป็ครูสอนเธอเย็บผ้า
สรุปว่าวันนั้นทั้งวัน เธอและคุณย่าหวงก็ช่วยกันวัดตัวของลูกชาย ในคืนนั้นหยางจูก็เริ่มตัดผ้าตามขนาดที่วัด แล้วเริ่มลงมือตัดเย็บเสื้อผ้าชุดแรกให้กับลูกชาย
ถึงในบ้านจะมีไฟฟ้า แต่ก็ถูกจำกัดการใช้งาน ทำให้พอถึงเวลาสองทุ่มก็ต้องปิดไฟทั้งหมด จากนั้นหยางจูก็ต้องอาศัยแสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน แล้วเริ่มเย็บเสื้อผ้าต่อ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ลมเย็นๆ พัดมาจากข้างนอก ทำเอาเธอขนลุกจนต้องเดินไปปิดหน้าต่าง ตอนนี้แยกไม่ออกแล้วว่าระหว่างปวดตากับปวดนิ้วที่ถูกเข็มทิ่มอันไหนปวดมากกว่ากัน นับจำนวนรูปที่อยู่บนนิ้วแล้วรู้สึกปวดใจ จึงวางทุกอย่างลงแล้วเตรียมตัวเข้านอน
ในแต่ละคืนที่เข้านอน เธอมักจะฝันถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับร่างนี้ คืนนี้ก็เช่นเดียวกัน เธอฝันถึงวันที่ตัวเองอุ้มท้องแก่กลับไปที่บ้านเดิม แต่กลับถูกพวกเขาไล่กลับมา น้ำตาอยู่ดีๆ ก็ไหลจนเปียกหมอน เช้าวันถัดมาเป็เหตุให้หยางจูตื่นขึ้นมาแล้วตาบวม
วันนี้เป็เช้าอีกวันที่ลูกชายมาเคาะห้อง ทุกครั้งที่มาเขาจะกินมื้อเช้ามาก่อนทุกครั้ง หลายวันเข้าเธอเลยไม่ได้เตรียมอาหารเผื่อลูกชาย แต่วันนี้ต่างออกไป
เสียงท้องร้องของอีกฝ่ายที่ตั้งใจท่องหนังสือดังออกมา หยางจูชะงักมือที่คีบตะเกียบ จากนั้นก็วางทุกอย่างลง เดินไปหาลูกชายที่ก้มหน้าก้มตาท่องหนังสืออยู่มุมห้อง
“ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเหรอ?”
เด็กน้อยส่ายหน้า “วันนี้ของในครัวหาย แต่ไม่รู้ว่าใครเอาไป แม่เฒ่าเม่ยโวยวาย บอกว่าถ้าจับขโมยไม่ได้ก็จะไม่มีใครได้กินข้าว” ซึ่งแม่เฒ่าเม่ยที่เขาพูดถึงก็คือย่าแท้ๆ ของเด็กน้อยนั่นเอง แต่เพราะไม่ยอมรับเขาเป็หลาน ท่านจึงไม่อนุญาตให้เขาเรียกว่าย่าเหมือนกับหลานคนอื่นๆ
หยางจูขมวดคิ้ว มีขโมยแล้วเกี่ยวอะไรกับเด็กตาดำๆ ด้วย? แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน
“มากินนี่สิ ยังร้อนๆ อยู่เลย” หยางจูกวักมือเรียกลูกชายให้เข้าไปหา เธอเลื่อนชามข้าวของตัวเองที่เพิ่งจะกินไปได้สองคำให้ลูกชาย
“ไม่เป็ไรครับ ย่าทวดเอาซาลาให้กินแล้ว” เด็กน้อยส่ายหน้าไม่ยอมเดินไปตามคำเรียก
“ฉันไม่ชอบพูดอะไรซ้ำๆ”
จากนั้นเขาก็รีบลุกขึ้นยืน แล้วลงมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวทันที เด็กน้อยตื่นตะลึงกับรสชาติของมันมาก กลิ่นของมันหอมจนยั่วน้ำลาย พอตักน้ำซุปเข้าปาก รสชาติความหวานก็แล่นเข้ามาในลิ้น ไม่หวานและเค็มโดดจนเกินไป ไม่เหมือนกับข้าวที่กินทุกวัน จะมีรสชาติเค็มเสียเป็ส่วนใหญ่ สาเหตุที่ต้องปรุงแบบนั้นเพื่อที่จะได้ไม่เปลือง ซึ่งแน่นอนว่าเด็กอายุ 3 ขวบย่อมไม่รู้ความหมายแอบแฝงอย่างแน่นอน
“อร่อยหรือเปล่า?” หยางจูอดถามไม่ได้ เพราะเขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตากิน ทั้งยังเคี้ยวเสียงดังอีกด้วย
“ค่อยๆ กิน แล้วก็ห้ามเคี้ยวเสียงดัง”
“ย่าทวดบอกว่าเคี้ยวเสียงดังแปลว่าอร่อย” เด็กน้อยเลยพยายามทำเสียงดังให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ผู้เป็แม่จะได้รู้ว่าเขาอร่อยกับอาหารมื้อนี้มากแค่ไหน
“กินอาหารหมดจานก็แสดงออกได้เหมือนกันว่าอร่อย ฉะนั้นค่อยๆ กิน แล้วก็ห้ามเคี้ยวเสียงดัง” หยางจูถอนหายใจช้าๆ พยายามระงับอารมณ์ที่อยู่ภายใน แต่ละอย่างที่ลูกชายของเธอถูกสอนมา คนเป็แม่มือใหม่อย่างเธอถึงกับต้องปาดเหงื่อ