เย้ยฟ้า ข้าขอเป็นเซียน!

    การทดสอบ(2)

    หลังจากที่มู่เยว่ชิงได้รับการทดสอบแล้ว เวลาผ่านไปไม่นานจนทุกคนได้รับการทดสอบและมีเพียง 10 กว่าคนเท่านั้นที่ได้เข้ามาข้างใน ในสายตาของผู้ที่อยู่ในลานกว้างนะตอนนี้ทั้งสิบคนตอนนี้ถือว่ามีสถานะสูงมาก





    เย่หมิงอยู่หันไปพูดคุยกับมู่เยว่ชิงด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้นและแสดงความยินดีกับนางอย่างเต็มที่



    "ผู้เพาะปลูกจะต้องมีจิตวิญาณที่แข็งแกร่ง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั่นคือความเพียร แม้แต่ผู้ที่ไม่ผ่านครั้งแรกเช่นพวกเจ้า ด้วยความขยันพวกเจ้าอาจจะมีโอกาศได้เป็นสาวกของนิกายเช่นกัน!"พูดจบอาวุโสหยางหลิงกวาดสายตาไปยังเหล่าผู้คัดเลือกที่ไม่ผ่านการทดสอบในรอบแรก



    "การทดสอบรอบที่สองคือความเพียร!"


    หลังจากกล่าวจบอาวุโสหยางหลิงให้ผู้ทดสอบทั้งที่ผ่านและไม่ผ่านมาเรียงแถวเรียงกัน สำหรับผู้ที่ผ่านรอบแรกแล้วต่อให้ไม่ผ่านรอบที่ 2 หรือรอบที่ 3 ก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าสำนักอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถเป็นศิษย์ภายนอกได้ เป็นได้แค่คนรับใช้เท่านั้น หากจะเข้าเป็นศิษย์นอกนั้นจะต้องผ่านการทดสอบที่ 1 กับ 3 เสียก่อน นั้นคือการทดสอบจิตวิญญาณและการทดสอบรากจิตวิญญาณ


    "อดทนหลังจากผ่านไป 30 นาทีการทดสอบที่ 2 จะสิ้นสุด หากผู้ใดไม่สามารถทนเพียงแค่ตะโกนว่ายอมแพ้ออกมาดังๆและข้าจะหยุดเอง"หลังจากเสร็จสิ้นคำแนะนำบรรยากาศรอบตัวเขาก็เปลี่ยนไป เหล่าเด็กหนุ่มยังไม่ทันตั้งตัว แรงกดดันมหึมาถาโถมเข้ามาทับตัวราวกับจะขยี้ให้แบนไปกับพื้นดิน



    มู่เยว่ชิงไม่ได้ตั้งตัวในตอนแรกจนเธอเกือบจะคุกเข่า สำหรับนางแล้วที่การเพาะปลูกเยอะกว่าคนอื่นนั้น นางจะไม่ยอมให้ตัวเองอับอายเพียงเพาะแรงกดดันเพียงเท่านี้



    ยืดหลังตรง ดวงตาแน่วแน่มองไปที่อาวุโสหยางหลิง ซึ่งอีกฝ่ายก็หันเหสายตามาสบตาของนางเหมือนกัน พลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจพร้อมกล่าว "ไม่เลว ต้นกล้าที่ดี"



    ภายในบริเวณโดยรอบแล้วนอกจากมู่เยว่ชิง อีกหลายๆคนไม่ได้โชคดีเท่านาง บางคนลงไปนอนกับพื้นพร้อมรอยแตกร้าวบนพื้นดินบ้างตะโกนบอกให้หยุด บางคนคุกเข่าและกัดฟันใบหน้าเปียงโชกเต็มไปด้วยเหงื่อรวมทั้งเส้นเลือดสีฟ้าที่ปูดโปนบนผิวหนัง มู่เซว่หยิงมองไปทางเย่หมิงหยูซึ่งสภาพของนางตอนนี่ไม่ค่อยดูนัก


    แก้มกลมน่ารักเปียงโชกไปด้วยเหงื่อ ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นแต่นางก็ยังสามารถยืนได้อยู่แม้ขาจะสั่นก็ตาม มู่เยว่ชิงไม่แปลกใจสำหรับลูกหลานตระกูลใหญ่สมบัติกับสมุนไพรย่อมไม่ขาดแคลนอยู่แล้วรวมทั้งการฝึกวิชากำลังภายนอกซึ่งเป็นวิชายุทธของมนุษย์เพื่มเสริมสร้างความเข็มแข็งให้กับร่างกาย



    "ข้ายอมแพ้!"





    หลังจากผ่านไปไม่ถึง 15 นาที มีบางคนที่ทนไม่ไหวจนต้องตะโกนออกมา หลังจากมีคนแรกแล้วก็เหมือนห่วงโซ่




    "ข้ายอมแพ้!"



    "ข้ายอมแพ้!"




    "ข้ายอมแพ้!"





    หลายคนถอดใจยอมแพ้ตามกันไป หลังจากกล่าวจบแรงกดดันที่กดทับพวกเขาอยู่ก็หายไป แต่ละคนนั่งอยู่บนพื้นด้วยความเหนื่อยล้า







    มองไปทางด้านขวามือของเธอถัดจากเย่หมิงหยูเป็นเด็กชายที่คุ้นเคย หลี่ชิงหยู แต่ตอนนี้ใบหน้าที่เคยดูหยิ่งของเข้าหันไปน่าเกลียด ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ เส้นเลือดปูนโปนสีฟ้าตามผิวหนัง เนื่องจากมันเป็นบุตรของเจ้าเมืองจึงรักสบายไม่ค่อยเจอความลำบากแม้ว่าจะฝึกวิชาต่างมันก็ทำแบบขอไปทีซึ่งแตกต่างจากเย่หมิงหยูที่มีใจรัก มองจากคนภายนอกมันจึงมีดีแค่พรสวรรค์เท่านั้น ดังนั้นมันจึงแทบจะยืนไม่อยู่ แต่เพราะกลัวความอับอายจึงทำให้มันฝืนยืนอยู่ได้แม้ขาจะสั่นยิ่งกว่าเย่หมิงหยูก็ตาม





    หลังจากมองสำรวจไปโดยรอบแล้วมู่เยว่ชิงจึงแกล้งขาสั่นและบีบเหงื่อออกมา แม้ว่าจะดูเหมือนไม่เหนื่อยมากนักแต่ก็ไม่แปลกแยกจนเกินไป นางยังไม่อยากเด่นตั้งแต่แรก ไม้ต้นเล็กควรทำตัวให้ลู่ลมเข้าไว้ถ้าไม่อย่างงั้น มันยังไม่ทันเติบโตขึ้นคงโดนลมพัดแรงจนหักซะก่อน





    "หมดเวลา , มีเพียง 23 คนเท่านั้นที่ผ่านรอบที่ 2 ส่วนที่เหลือไม่ผ่าน!" เจ็ดคนจากรอบแรกผ่านไปและ 16 คนที่มาใหม่





    เช็ดเหงื่อบนใบหน้าเล็กน้อยมู่เยว่ชิงเดินไปหาเย่หมิงหยู





    "เจ้าเป็นยังไงบ้าง ยังไหวอยู่ไหม"ด้วยรอยยิ้มซน มู่เยว่ชิงถามด้วยการหยอกล้อ





    จากเดิมใบหน้าของเย่หมิงหยูที่มีอาการไม่สู้ดีนัก กลายเป็นใบหน้าที่จริงจัง พร้อมตอบกลับไปว่า "แน่นอนอยู่แล้ว! หากข้าไม่ไหวมีรึเจ้าจะไหว" หลักจากกล่าวจบทั้งคนมองหน้ากันและหัวเราะ






    ในตอนที่ทั้งสองคนกำลังเล่นตลกกันอยู่นนั้น อาวุโสหยางหลิงที่ปล่อยให้เหล่าผู้คัดเลือกพักกันชั่วขณะนึงก้าวออกมาและเรียกให้แต่ละคนกลับไปเข้าแถวเหมือนเดิม แต่คราวนี้แยกออกเป็นสามแถว แถวแรกคือผู้ที่ผ่านทั้งรอบแรกและรอบที่สอง ส่วนแถวที่สองคือผู้ที่ไม่ผ่านรอบแรกแต่ผ่านรอบที่สอง และแถวที่สามคือผู้ที่ไม่ผ่านทั้งสองรอบ






    หลังจากแยกเสร็จแล้วอาวุโสหยางหลิงกล่าวต่อ





    "หลังจากที่ทดสอบไปสองรอบแล้ว ครั้งแรกคือจิตวิญญาณ ครั้งที่สองคือความเพียร แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือรากฐานทางจิตวิญญาณ ไม่ว่าเจ้าจะมีความเพียรมากแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีรากจิตวิญญาณก็ไม่สามารถฝึกตนได้ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องเสียเปล่า สำหรับผู้ที่ผ่านการทดสอบจิตวิญญาณนั้นโดยปกติแล้วจะมีรากจิตวิญญาณอยู่แล้ว เพราะงั้นข้าจะไม่กลาวอะไรมากนัก แต่สิ่งที่ข้ากำลังจะบอกต่อไปนี่เป็นความสำคัญต่อผู้ที่ผ่านรอบที่สองแต่ทดสอบรอบที่สามแล้วไม่มีรากจิตวิญญาณ อย่างแรกเจ้าสามารถไปที่นิกายและเลือกเป็นคนรับใช้ที่อยู่ประตูภายนอกได้แน่นอนว่าเงินเดือนไม่ต่ำ อย่างที่สองคือการยกเลิกผลการทดสอบและกลับบ้านไปซะ" มองไปที่ปฎิกิริยาของแต่ละคนอาวุโสหยางหลิงกล่าวต่อ




    "และสำหรับผู้ที่ไม่ผ่านรอบแรกและรอบที่สองเมื่อถึงเวลาทดสอบรอบที่สาม หากวัดแล้วมีรากจิตวิญญาณเจ้าจะสามารถเข้าไปที่นิกายได้เช่นกันแต่เนื่องจากไม่ผ่านรอบแรกและรอบที่สอง เจ้าจะต้องไปเป็นคนรับใช้ภายนอกก่อนและหากปฎิบัติตัวได้ดีจึงสามารถเข้าไปเป็นศิษย์ด้านนอกได้"







    "แม้จะไม่ใช้ศิษย์ด้านนอกตั้งแต่ต้นแต่พวกเจ้าก็ไม่ต้องเสียใจไป ถ้าเจ้ามีรากจิตวิญญาณก็จะสามารถปลูกฝังได้ เรื่องกลายเป็นศิษย์ด้านนอกเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น"







    หลังจากผู้อาวุโสหยางหลิงกล่าวจบ ก็มีเสียงฮือฮามาจากแถวที่สองและแถวที่สาม บางคนกลัวว่าตนเองนั่นอาจจะไม่มีรากจิตวิญญาณ ทำให้ตนไม่มีความหวังและเสียเวลามาทดสอบ บางคนก็มั่นใจว่าตนเองนั่นมีรากจิตวิญญาณ แต่ละคนต่างก็แสดงอารมณ์แตกต่างกันไปบ้างกังวลบ้างมั่นใจ






    "เอาละ , เราจะเริ่มทดสอบอย่างทีสามกันเลย เจ้าขึ้นมา" กล่าวจบอาวุโสหยางหลิงชี้ไปที่ชายหนุ่มคนแรกในแถวที่สาม