บทที่ 9 skull(สคัล) พาร์ท 4
“ข้าพึ่งจะกำหนดเหยื่อเป็หมายเลข 9 ของสมาคมนักล่า”
เธอเกือบจะลืมสิ่งที่อาคอนย้ำเตือนเธอเื่ที่ให้เธอบอกเกี่ยวกับการเล็งเหยื่อของเธอกับคาลี่ย์อย่างไรก็ตามหลังจากที่เธอบอกไปแล้ว เธอสามารถมองเห็นหัวคิ้วที่ถักเข้าด้วยกันของคาลี่ย์แทบจะทันทีที่ได้ยินสิ่งที่เธอบอก
“ทำไมงั้นเหรอหรือเขาเป็คนรู้จักของท่าน”เธออดไม่ได้ที่จะถามเพราะคาลี่ย์ดูมีปัญหากับสิ่งนี้อย่างเห็นได้ชัด
“ก็แค่คนรู้จักเคยได้ยินชื่อไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรมากมายหรอก” คาลี่ย์ตอบคำถามของเธอในขณะที่ยังคงขมวดคิ้วอยู่“อาคอนคิดจะทำอะไรทำไมถึงให้เธอเล็งเป้าเป็คนของสมาคม??”หลังจากที่เงียบไปสักพักคาลี่ย์ก็ถามไวพิเรสถึงความคิดของอาคอนเขามองว่าเธอเป็คนของอาคอนและการทำอะไรแบบนี้ก็น่าจะเป็อาคอนที่สั่งการเขาเชื่อว่าอาคอนนั้นมีเหตุผลมากพอในทุกๆเื่อย่างไรก็ตามเขายังคิดหาประโยชน์ของสิ่งนี้ไม่ได้
“เป็ข้าเองนี่แหละที่กำหนดเองพอดีมีปัญหากันนิดหน่อยที่ประตูทางเหนือ”ไวพิเรสตอบ
“แล้วอาคอนไม่ได้ห้ามเธอ??”
“ท่านอาคอนต้องห้ามข้าเหรอ??”
“สครูวไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรขนาดนั้นฉันไม่คิดว่าเธอมีสิทธิ์ที่จะกำหนดให้ใครตายแม้แต่ข้าก็ไม่ได้มีสิทธ์ตัดสินใจในเื่นั้น นี่ไม่ถูกต้อง”ในสามสุดยอดนักล่าของสมาคมนั้นคาลี่ย์เป็เพียงคนเดียวที่ไม่ได้คิดถึงเื่อำนาจและยังเป็เพียงคนเดียวที่ใช้ศีลธรรมวัดได้
ดาลัสนั้นเป็คนที่ใช้เพียงสัญชาติญาณในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆแม้เป็สิ่งที่ขัดต่อศีลธรรมแต่หากสัญชาติญาณของเขาบอกว่ามันดีเขาก็จะทำโดยที่ไม่ได้สนใจคนอื่นหรือเสียงทัดทานของใคร
ในขณะที่อาคอนนั้นเป็คนที่ศีลธรรมค่อนข้างยืดหยุ่นเขานับว่าเป็คนมีศีลธรรม แต่ศีลธรรมของเขามักจะถูกชั่งตวงด้วยผลประโยชน์ข้อดีข้อเสียต่างๆ รวมไปถึงอคติและความลำเอียงพูดง่ายๆหากไม่มีผลประโยชน์หรือเหตุผลอื่นมาเกี่ยวข้องศีลธรรมของเขาก็ไม่ต่างจากคนทั่วๆไป
“ท่านเป็คนที่ค่อนข้างแปลกนะ??”
“ข้า??ข้าเป็คนทั่วๆไป คนที่สามารถตายได้ทุกเมื่อจากแค่การตกจากที่สูงแค่สะเก็ดไฟก็สร้างาแ ร่างกายบอบบาง แทบจะทุกสิ่งสามารถฆ่าข้าได้ในโลกคงเป็เพราะแบบนั้นข้าถึงเป็คนที่เห็นค่าของชีวิตมากกว่าคนอย่างพวกเธอแล้วอีกอย่างคนส่วนใหญ่ในโลกปัจจุบันเป็แบบข้า สามารถตายได้จากแทบทุกสิ่งบนโลก..แล้วทำไมข้าถึงกลายเป็คนแปลกไปได้” คาลี่ย์อธิบายแิของเขาด้วยเหตุและผล
“สรุปว่าศีลธรรมส่วนใหญ่นั้นใช้เพื่อความชอบธรรมหรือใช้เพื่อปกป้องตัวเองเพราะจากที่ข้าฟังดูเหมือนว่าเป็เพราะอ่อนแอเลยต้องกังวลกับชีวิตที่สามารถตายได้ทุกเมื่อจึงผูกตัวเองไว้กับคำว่าศีลธรรมและยกหางตัวเองให้เป็คนที่สูงส่งกว่าคนอื่น” ไวพิเรสถามกลับถึงแนวความคิดที่เต็มไปด้วยศีลธรรมของคาลี่ย์และจี้กลับไปที่ข้อบกพร่องของแิของเขาอย่างชัดเจน
“แล้วอะไรทำให้เธอมีสิทธิ์ที่จะตัดสินชีวิตคนอื่นไม่ใช่มุมมองศีลธรรมแต่เป็มุมมองของตรรกะและเหตุผลและข้า้าคำตอบที่เป็เหตุเป็ผลมากพอที่ข้าสามารถยอมรับได้”คาลี่ย์ยังคงยืนยันแิเดิมและเปลี่ยนมุมมองจากศีลธรรมเป็มุมมองทางด้านตรรกะและเหตุผล
“ธรรมชาติ.”คำตอบของเธอนั้นง่ายและตรงไปตรงมา
“ยังไง”
“ท่านมองยังไงเกี่ยวกับสัตว์กินเนื้อที่ล่าเหยื่อตัวเล็กๆอะไรคือสิทธ์ของมัน ทั้งในด้านเหตุผลและศีลธรรม ก็แค่ธรรมชาติของมันมันไม่ได้ขาดเหตุผลเพราะมันล่าเหยื่อ มันไม่ได้ขาดศีลธรรมเพราะมันล่าเช่นกันมันแค่ทำตามธรรมชาติของมัน และเหยื่อของมันถูกมองว่าไม่ได้รับความเป็ธรรมหรือไม่”ไวพิเรสยังคงพยายามอธิบายเหตุผลในมุมมองของเธอเพื่อตอบคำถามของคาลี่ย์
“นั่นมันทำเพราะจำเป็หากไม่ทำมันก็จะตาย”
“สิ่งมีชีวิตทุกชนิดทำเกินความจำเป็สัตว์นักล่าหลายชนิดหากมันยังหาเหยื่อได้มันจะไม่หยุดล่าเพราะคำว่าพอหรืออิ่มยิ่งมีมากก็ยิ่งกินมาก คิดว่ายังไงล่ะแม้ว่ามันจะหามาได้เกินพอเพื่อรอดตายแต่มันก็ยังคงหาเหยื่อต่อไป” เธอยังคงตอบด้วยแนวความคิดของเธอเช่นเคย
“นั่นก็ยังไม่เป็เหตุผลที่ฟังขึ้นอยู่ดี”คาลี่ย์ยังคงไม่เห็นด้วย
“มันเป็ธรรมชาติและถ้าธรรมชาติเป็เหตุและผลมันก็ควรเป็เหตุและผลเช่นกันสำหรับคำตอบและการกระทำของข้า”ไวพิเรสเองก็ไม่ยอมเช่นกัน
“ถ้าคิดจะสังหารสครูว ข้าจะเป็คนหนึ่งที่ยืนขวางทางเธอ”
คราวนี้เป็ไวพิเรสที่ต้องขมวดคิ้วแม้เธอจะไม่รู้เื่ของคาลี่ย์มากนักแต่เธอรู้จักอาคอนเป็อย่างดีอาคอนเป็คนแนะนำให้เธอบอกเื่นี้กับคาลี่ย์แต่คาลี่ย์กลับต่อต้านเธอในเื่นี้นั่นจึงทำให้เธอไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิงถึงจุดประสงค์ของอาคอน
เธอไม่เชื่อว่าอาคอนไม่สามารถเดาได้ว่าคาลี่ย์จะห้ามเธอหากรู้เื่นี้เธอไม่เชื่อเช่นกันว่าอาคอนไม่เห็นด้วยกับเธอในการเลือกหมายเลข 9 ของสมาคมเป็เหยื่อแต่สิ่งที่เธอรู้อย่างแน่นอนก็คืออาคอนนั้นเป็ชายที่ทำทุกสิ่งอย่างด้วยเหตุและผลมากกว่าใครเขาใช้เหตุผลมากกว่าศีลธรรมและอคติของตัวเองดังนั้นต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้อาคอนแนะนำให้เธอบอกเื่การเลือกเหยื่อกับคาลี่ย์
น่าเสียดายที่เธอไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของอาคอนเลยแม้แต่น้อยเธอไม่รู้ว่าจะต้องดำเนินการต่อเช่นไรในปัจจุบันนั่นทำคิ้วของเธอยังคงขมวดพันกันอยู่ในขณะนี้
เธอไม่คิดว่าอาคอนหวังจะให้เธอขัดแย้งกับคาลี่ย์เพราะหากเกิดความขัดแย้งระหว่างเธอกับคลี่ย์จริงๆอาคอนน่าจะเสียประโยชน์จากการที่เธอไม่สามารถร่วมมือกับคาลี่ย์ได้ในการช่วยเหลืออาเรียควบคุมพลังเวทย์ของเธอ
และแน่นอนว่าเธอไม่คิดว่าเธอสามารถต่อสู้กับคาลี่ย์ได้แม้เธอจะไม่รู้จักคาลี่ย์มากนักและไม่รู้ว่าเขาแข็งแกร่งขนาดไหนแต่เธอรู้จักอาคอน..เธอไม่มีพลังมากพอที่จะต่อสู้กับอาคอนได้ในความเป็จริงความแข็งแกร่งของเธอห่างชั้นกับอาคอนมากและเธอพอจะเดาได้ว่าแม้คาลี่ย์อาจจะอ่อนแอกว่าอาคอนแต่ก็คงอ่อนแอกว่าไม่มากเท่าใดนักและนั่นคงเกินกำลังของเธอที่จะต่อต้าน
หากคาลี่ย์ยืนขวางทางเธออย่างที่เขาพูดเธอเองคงไม่สามารถต่อต้านได้เช่นกันนั่นหมายความว่าเธอต้องยอมปล่อยเหยื่อของเธอและหยุดความก้าวหน้าในความแข็งแกร่งของเธอเพราะศีลธรรมงี่เง่าที่เธอไม่ได้เชื่อถือนั่นเป็สิ่งที่เธอไม่สามารถยอมรับได้
‘หรือว่าข้าควรจะให้ท่านอาคอนช่วย’ ความคิดเช่นนี้แล่นผ่านหัวเธอเธอรู้สึกว่าเื่นี้เกิดจากอาคอนและอาคอนควรจะมีทางออกให้เธอสำหรับเื่นี้อย่างไรก็ตามเธอสลัดความคิดนี้ออกจากหัวของเธออย่างรวดเร็วเพราะเธอคิดว่าอาคอนได้ช่วยเหลือเธอมากพอแล้วและปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากอาคอนอย่างที่เธอคิดในตอนแรกเพราะในความเป็จริงแล้วมันก็เป็อย่างที่เธอบอกกับคาลี่ย์เธอเป็คนตัดสินใจใช้ชายคนนั้นเป็เหยื่อด้วยตัวเอง..ด้วยความขัดแย้งที่เธอเต็มใจอย่างยิ่งที่จะเข้าไปยุ่ง
‘ข้าไม่สามารถให้ท่านอาคอนช่วยเหลือข้าได้มากกว่านี้ท่านอาคอนช่วยข้ามากพอจนเหยื่อของข้าจะวิ่งเข้ามาหาข้าด้วยตัวเองด้วยซ้ำที่เหลือข้าต้องช่วยเหลือตัวเอง ..เอ๊ะ..ใช่แล้ว’ เธอคิดกับตัวเองอยู่ในใจและในที่สุดก็ดูเหมือนว่าเธอจะคิดหาวิถีทางได้แล้ว
“ท่านตัดสินใจว่าต้องขวางทางข้าเพราะว่าท่านคิดว่าสิ่งที่ข้าทำไม่ถูกต้อง??”เธอโยนคำถามของเธอด้วยรอยยิ้มสวยงามไปที่คาลี่ย์
“ใช่”แม้จะกังวลเล็กน้อยกับรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของไวพิเรสแต่คาลี่ย์ก็ยังคงยอมรับว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นถูกต้อง
“หมายความว่าท่านเข้าใจการเลือกเหยื่อของตระกูลไวเปอร์??”เธอยังคงถามคาลี่ย์พร้อมกับใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มเช่นเคย
“ข้าเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับการสังหารเพื่อการลอกคราบและเพิ่มความแข็งแกร่งของเหล่าอสรพิษ”คาลี่ย์ตอบสิ่งที่เขาทราบเขาไม่เข้าใจเท่าใดนักเกี่ยวกับความแตกต่างในแง่ของตระกูลแต่เขาเข้าใจคร่าวๆว่ามันเป็พิธีกรรมที่ต้องสังเวยและกลืนกินเหยื่อเพื่อการลอกคราบและเพิ่มความแข็งแกร่ง
ความจริงแล้วเขารู้เกี่ยวกับการเลือกเหยื่อของตระกูลไพธอนเพราะเคยมีบันทึกเกี่ยวกับการเลือกเหยื่อและการลอกคราบของตระกูลไพธอนในหอสมุดของของวิทยาลัยนักล่า
จากที่เขาทราบตระกูลไพธอนนั้นจะต้องเลือกเหยื่อที่มีพลังใกล้เคียงกันเพื่อที่จะกลืนกินหลังจากเอาชนะเหยื่อได้หากพวกเขาเลือกกลืนกินเหยื่อที่อ่อนแอกว่ามาก การลอกคราบจะไม่ถูกกระตุ้นและพวกเขาจะไม่สามารถลอกคราบได้
อย่างไรก็ตามเพราะไวพิเรสพูดถึงการเลือกเหยื่อในแบบของตระกูลไวเปอร์คาลี่ย์จึงพอจะเดาๆได้ว่ามันมีความแตกต่างกันระหว่างตระกูลสำหรับพิธีการเลือกเหยื่อเพื่อการลอกคราบ
“การเลือกเหยื่อสำหรับตระกูลไวเปอร์นั้นจำเป็ต้องใช้’พิษกลั่นร่าง’ซึ่งพิษกลั่นร่างนั้นจะทำให้เป้าหมายที่ได้รับพิษนั้นดึงศักยภาพของตนออกมาได้อย่างเต็มที่พวกเขาจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากและมันไม่มีข้อเสียหรือผลกระทบอะไรเลยยกเว้นว่าเป้าหมายนั้นจะถูกกำหนดเป็เหยื่อของอสรพิษตระกูลไวเปอร์และเหมาะที่จะใช้เป็วัตถุดิบของการลอกคราบ”เธอหยุดพูดสักพักพร้อมกับมองไปที่คาลี่ย์ด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม
“แล้วมันเป็ยังไง??”
“ข้าบอกว่าที่ข้าเลือกชายคนนั้นเพราะเรามีปัญหากันเล็กน้อยความจริงคือข้าแค่ออกไปรับการโจมตีของเขาที่พยายามจะโจมตีท่านอาคอนแค่นั้น”เธอหยุดพูดอีกครั้งเพื่อรอให้คาลี่ย์ถามเธออีกครั้ง
“ต่อเลยสิ“คาลี่ย์ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าจะไม่เริ่มโจมตีชายคนนั้นก่อนยังไงก็ตามหากชายคนนั้นเลือกที่จะฆ่าข้า ข้าจะจัดการเขาโดยที่ไม่สนว่าท่านจะพยายามมาขวางข้าหรือไม่ความขัดแย้งของข้ากับชายคนนั้นความจริงมันเป็เพียงเื่เล็กน้อยอย่างไรก็ตามถ้าข้าไม่มีเหตุผลที่พอที่จะฆ่าเขา เขาเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะฆ่าข้าถึงเวลานั้นข้าหวังว่าศีลธรรมที่สูงส่งของท่านจะยังคงมั่นคง”ในที่สุดเธอก็ยื่นเงื่อนไขของเธอเธอเชื่อมั่นว่าคาลี่ย์จะไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธเื่นั้นเพราะหากเขาปฏิเสธมันจะกลายเป็ว่าศีลธรรมของเขานั้นเลือกปฏิบัติเพราะการปฏิเสธหมายความว่าเขาต้องปล่อยให้เธอไม่ได้รับความเป็ธรรม
“ตกลง ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งหากเป็กรณีนั้น”ในที่สุดคาลี่ย์ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของเธอในความเป็จริงเขาสามารถเดาผลลัพธ์คร่าวๆได้แล้วอย่างไรก็ตามเขาต้องยอมรับในครั้งนี้ว่าเธอนั้นมีเหตผลมากพอ
เธออดไม่ได้ที่จะยิ้มเหมือนคนบ้าเมื่อนึกถึงสิ่งที่อาคอนทำที่ประตูเมืองทางทิศเหนือเขายั่วยุสครูวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบจะสามารถมั่นใจได้อย่างเต็มที่ว่าเมื่อสครูวมีพลังแข็งแกร่งขึ้นแบบก้าวะโจากพิษของเธอเขาจะไม่ลืมที่จะแก้แค้นอย่างแน่นอน
ที่อาคอนให้เธอบอกกับคาลี่ย์ก่อนเพราะคาลี่ย์นั้นจะไม่เห็นด้วยแน่นอนและจะพยายามขัดขวางเธอทุกวิถีทางหรือหลังจากที่รู้ความจริงในภายหลังมันจะเป็รอยร้าวของความสัมพันธ์ในอนาคตทั้งคู่เป็พันธมิตรที่ไว้ใจได้สำหรับอาคอนสิ่งที่อาคอนไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุดคือปัญหาความสัมพันธ์ที่จะส่งผลกระทบทำให้พันธมิตรอ่อนแอ ดังนั้นการบอกความจริงและวางเงื่อนไขที่ยอมรับได้สำหรับทั้งสองฝ่ายจึงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด
*บ้านพักของอาคอนประตูทางเหนือ*
หลังจากที่อาคอนกลับมาถึงบ้านเขาก็ต้องพบกับความประหลาดใจเพราะบ้านทั้งหลังของเขานั้นส่องแสงที่มีมนตร์ขลังออกมาเขารีบตามหาต้นเหตุทันทีและในที่สุดอาคอนก็พบกับวิริดิสที่ยังคงยืนมองอาเรียอยู่ห่างๆ
“เด็กนี่กำลังทำอะไรอยู่??..เ้าสอนอะไรให้เธอกันแน่?..ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ธรรมดาเลย”วิริดิสถามอาคอนหลังจากที่เห็นอาคอนกลับมาถึงบ้านพักเขาค่อนข้างกังวลมากจึงยืนคอยจับตาดูอาเรียอยู่ตลอดเวลาเพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้นไม่ธรรมดาเลยสำหรับเขาและเขาโล่งใจขึ้นมากหลังจากที่เห็นอาคอนกลับมา
“ไม่รู้สิ...ข้าไม่แน่ใจเหมือนกัน..เธอกำลังทำอะไรอยู่??”อาคอนตอบคำถามของวิริดิสด้วยคำถามแทนเขามองไปที่ชายชราซึ่งในปัจจุบันในปัจจุบันยืนทำหน้าประหลาดใจ”..ข้าต้องรู้เหรอ??ข้าไม่ใข่นักเวทนะ..สิ่งที่เธอทำเหมือนกับกำลังใช้เวทมนตร์อยู่เลยไม่ใช่เหรอ”
“ข้าก็ใม่แน่ใจเหมือนกันว่าเธอกำลังใช้เวทมนตร์อยู่รึเปล่าแต่แสงที่ส่องไปทั่วบ้านนี่มันเป็เวทมนตร์ที่ข้าวางไว้เพื่อป้องกันที่นี่จากอันตรายเพราะว่าบ้านนี้มีของที่ข้าไม่อยากให้พังอยู่”อาคอนยังคงยืนมองไปที่อาเรียซึ่งกำลังพยายามจ่ายพลังใส่แหวนตามคำแนะนำของไวพิเรสอย่างขยันขันแข็ง
“คล้ายๆสัญญาณเตือนภัยแบบนั้นเหรอ??เวทมนตร์นี่ทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยงั้นเหรอ??”ชายชราวิริดิสถามอาคอนด้วยความประหลาดใจ
“เวททำนาย...เป็หนึ่งในหนังสือเวทเอกลักษณ์ที่ข้าพยายามไปเสาะหามาสุดชีวิตเพื่อป้องกันขุมสมบัติที่ข้าเก็บไว้ในบ้านหลังนี้” อาคอนตอบคำถามของชายชราด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยในขณะที่สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่กับลูกศิษย์ตัวน้อยของเขา
“แล้วมันเชื่อถือได้ขนาดไหนกันพอบอกว่าเป็การทำนายข้าก็ชักจะไม่มั่นใจแล้วว่ามันจะช่วยปกป้องสมบัติของเ้าได้”ชายชรายังคงมีปัญหากับคำอธิบายของอาคอน
“มันเชื่อได้เกือบๆร้อยเปอร์เซ็นแล้วก็ถ้ามันเรืองแสงครอบบ้านทั้งหลังแบบนี้ก็น่าจะเป็โคตรหายนะเลยล่ะที่รอพวกเราอยู่”