(จบ)ทะลุมิติกลายเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคในยุค 70

    บทที่ 35 เธอกลับมาอารมณ์ดีแล้ว

    บทที่ 35 เธอกลับมาอารมณ์ดีแล้ว


    ตอนบ่าย ไป๋อวี้คอยสั่งการสองพ่อลูกให้ต่อชั้นวางอยู่บ้านอย่างสบายใจเฉิบ


    เธอจะทำตู้เก็บถ้วยชามกับตู้รองเท้า


    เพราะตอนแรกคำนึงถึงรายได้ที่เหลือเลยคิดว่าจะไม่หาช่างไม้แล้ว เธอคิดว่าไม่ว่าจะออกมาหน้าตายังไงก็ใช้ถู ๆ ไถ ๆ ไปก่อน


    ไม่คิดเลยว่าฝีมือของฉินต้าซานจะไม่เลว ท่าทางก็คล่องแคล่วว่องไว


    ทุบ ๆ เคาะ ๆ ตลอดทั้งบ่าย ชั้นวางถ้วยแบบแขวนที่ระบายน้ำได้อันหนึ่งก็เสร็จ แขวนบนผนังข้างเตาปรุงอาหารให้ไป๋อวี้ตามที่เธอว่า


    หญิงสาววางจานชามกองใหญ่ในบ้านเข้าไปจนมือเป็นระวิง


    ฉินเสี่ยวซู่วนดูรอบหนึ่งแล้วกล่าว “ใช้ได้นี่นา ดูสะดวกขึ้นเยอะเลย”


    “ใช่ไหมล่ะ”


    เรื่องของเรื่องคือจานชามบ้านเขามีจำนวนไม่น้อย ลำพังแค่จานก็มีมากกว่าสิบใบ ถ้วยชามเองก็มีแทบนับไม่ถ้วน 


    ดูเหมือนจะเป็นเพราะฉินต้าซานมักจะเลี้ยงข้าวทุกคนบ่อย ๆ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มล่าสัตว์


    ปกติถ้วยชามเหล่านั้นจะถูกเก็บไม่เป็นระเบียบไว้ในตู้ไม้เก่า ๆ ใบหนึ่ง


    แต่สองพ่อลูกผู้หยาบกระด้างก็พบว่า หากเก็บถ้วยชามเข้าตู้ทั้งที่ยังผึ่งไม่แห้ง พอนานวันเข้า ตู้ใบนั้นก็จะขึ้นรา


    ภายหลังเลยจำใจต้องกองถ้วยชามไว้ข้างเตาปรุงอาหาร


    เรียกได้ว่ารกระเกะระกะ


    ไป๋อวี้ใช้น้ำส้มสายชูขัดล้างคราบราในตู้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เอาไปผึ่งลมกลางสวนรอปรับโฉมใหม่อยู่


    จากนั้นก็เป็นชั้นวางรองเท้า


    เพราะเป็นตู้ที่ทำเอง เน้นความสะดวกสบายเลยไม่ได้ทำเป็นแบบปิดผนึก แต่ชั้นวางรองเท้าแบบเปลือยก็ถือว่าพอรับได้


    เธอเลยวางชั้นรองเท้าไว้ในห้องข้างตู้ไม้ใบใหญ่พวกนั้น จากนั้นจัดเรียงรองเท้าของทั้งสี่คนขึ้นบนชั้น


    ในตอนนั้นเอง ฉินเสี่ยวกั่วที่นอนอยู่บนเตียงเตาก็ตื่นขึ้น


    เธอขยี้ตาอย่างงัวเงียแล้วขานเรียก “แม่คะ”


    ไป๋อวี้รีบหันไปอุ้มเธอทันที “ตื่นแล้วเหรอลูก”


    ฉินเสี่ยวกั่วเม้มปากดุจกลีบดอกไม้เล็กน้อย ๆ “น่าวจงล่ะคะ?”


    เหมือนเธอจะลืมเรื่องที่แม่เธอให้ดูแลรักษาของไปเสียสนิท


    ฉินเสี่ยวกั่วแอบใช้มิติลับซ่อนของไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งแล้ว


    แต่เธอยังเด็ก ปกติมักจะซ่อนไว้ จากนั้นก็จะลืมตลอด


    ไป๋อวี้สังเกตดูเล็กน้อย ตัดสินใจว่าถ้าเธอไม่พูดตนก็จะไม่ถาม “น่าวจงออกไปเที่ยวแล้ว” ไป๋อวี้หอมเธอหนึ่งฟอด “จะดื่มน้ำไหมลูก?”


    ฉินเสี่ยวกั่วหัวเราะเมื่อถูกหอม มุดหัวกับอ้อมอกของแม่


    “ดื่มค่ะ”


    ไป๋อวี้อุ้มเธอออกไปแล้วพบว่าฉินต้าซานกำลังเก็บของอยู่ในสวน


    เธอฉงนนิดหน่อย “เสี่ยวซู่ล่ะ”


    ฉินต้าซานเอ่ยโดยที่ไม่เหลียวมา “ออกไปเที่ยวแล้ว”


    ไป๋อวี้ก็ไม่ได้คิดอะไร


    เด็กโตมีนิสัยชอบเที่ยวเล่นเป็นธรรมดา


    แต่เธอได้ยินว่าละแวกฉินเจียถุนมีโรงเรียนด้วย อยู่แถวสถาบันวิจัยนี่แหละ คุณภาพของบุคลากรถือว่าสูงทีเดียว แต่เด็กแถวนี้ไม่ชอบไปเรียน


    รอสักระยะ เธอจะเกลี้ยกล่อมฉินต้าซานให้ส่งฉินเสี่ยวซู่ไปเรียนหนังสือ


    เจ้าเด็กนั่นแข็งนอกอ่อนในของแท้ ความจริงแล้วดีกับพวกเธอสองแม่ลูกใช้ได้เลย


    เธอเองก็ต้องตอบแทนด้วยการคิดถึงอนาคตของเด็กคนนี้สิ


    “กั่วเอ๋อร์ แม่จะพาลูกเข้าไปหาดูในครัวว่าจะทำของอร่อยอะไรให้พ่อกับพี่ชายกินดี”


    “ค่ะ!”


    เธออุ้มลูกเดินไปอย่างอารมณ์ดี ปากฮัมเพลงเพี้ยน ๆ ไม่ดีกับหูเอาซะเลย


    ฉินต้าซานหันมองแผ่นหลังของเธอแวบหนึ่ง


    ตอนที่กลับมาวันนี้เธอโกรธจนหน้าเขียว ใครมีตาก็ดูออกว่าเกิดเหตุร้ายขึ้น


    แต่ตอนนี้เธอกลับอารมณ์ดีมากเขาก็มองออกได้ในปราดเดียวเช่นกัน


    เขาเดาว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับจ้าวต้าหมิน เธออาจจะเจอเขาระหว่างทางกลับ เลยเสียข้าวสองถ้วยไป


    อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อสนิทใจว่าเธอไม่มีทางยั่วยวนจ้าวต้าหมิน และไม่มีทางลักขโมยแน่นอน


    ส่วนที่ว่าทำไมเขาถึงเชื่อเธอนั้น ตัวเขาเองก็คิดไม่ตกเหมือนกัน


    แต่ในเมื่อค้นตัวแล้วไม่เจอ แถมเธอก็ดูอารมณ์ดี เขาเลยไม่คิดอะไรมาก


    ส่วนเรื่องที่เธอไปเจออะไรมานั้น ค่อยว่ากันทีหลังแล้วกัน


    ……


    เจ้าคนสอดรู้สอดเห็นอย่างฉินเสี่ยวซู่ออกไปสอดเรื่องชาวบ้านแล้ว


    แม้กลางวันคนในหมู่บ้านจะน้อย แต่ก็ยังพอมีอยู่บ้างประปราย

     

    จะว่าไปไป๋อวี้ก็โชคดี ไม่มีใครเห็นตอนจ้าวต้าหมินดักรอเธอ แต่มีคนเห็นตอนที่เขาเดินกะเผลก ๆ กลับบ้าน


    จ้าวโหย่วเต๋อไปหาแพทย์แผนจีนจากหมู่บ้านข้าง ๆ มาตรวจดูอาการลูกชาย


    ระหว่างทางดันมีคนเห็นแพทย์แผนจีนเข้า


    ตอนนี้คนทยอยกลับจากการทำไร่ทำนาแล้ว ทว่าพวกเขาไม่ได้ไปยืนโวยวายอยู่หน้าบ้านเหล่าจ้าวเพื่อเป็นการรักษาหน้าของเขาไว้


    แต่ก็ต้านทานชาวบ้านที่วนเวียน หยั่งเชิง วิจารณ์แถว ๆ บ้านเขาไม่ได้อยู่ดี…


    ฉินเสี่ยวซู่รู้ได้อย่างฉับไวว่ามีเรื่องสนุกให้ดูเลยตามติดป้าเฉินแจ เพราะบ้านป้าเฉินอยู่ข้าง ๆ ตระกูลจ้าว


    เหล่าสตรีแม่บ้านตั้งกลุ่มในลานบ้านป้าเฉิน จัดการผักป่าพลางพูดคุยสัพเพเหระไปด้วย


    ฉินเสี่ยวซู่ยกม้านั่งตัวเตี้ยไปนั่งใกล้ ๆ ป้าเฉิน ช่วยเธอเด็ดผักป่า เข้ากับกลุ่มสตรีแม่บ้านได้ดีไม่ดูขัดตาเลยสักนิด!


    ป้าเฉินพูดเสียงเบา “พอจ้าวต้าหมินกลับมาก็ถูกทุบตีชนิดที่เรียกว่าสภาพอนาถ ได้ยินเสียงเขาทั้งร้องไห้ทั้งร้องตะโกนลอดกำแพงเลย”


    “นั่นสิ นึกว่ากลับตัวกลับใจแล้วเสียอีก” ป้าหม่ากล่าว


    แม่สื่อหูโพล่งขึ้นมา “คราวนี้ไปยุ่งกับคนบ้านไหนอีกล่ะ ทำไมไม่เห็นมาโวยวายที่บ้านเลย”


    ป้าหม่าถามป้าเฉินว่า “มาอาละวาดแล้วใช่ไหม แกอยู่บ้านตลอด ได้ยินบ้างหรือเปล่า”


    ป้าเฉินก็เอ่ยอย่างฉงนสนเท่ห์ “เปล่า ได้ยินแค่พวกเขาทะเลาะกันเอง”


    เพราะเหล่าจ้าวไม่ได้แพร่งพรายบอกใคร ทุกคนเลยรู้แค่ว่าจ้าวต้าหมินโดนทุบตี


    ได้ยินว่าปางตาย คงไปแทะโลมสาวน้อยสาวใหญ่ของบ้านไหนเข้าอีกแล้วแหง ๆ


    แม่สื่อหูกล่าว “โอ๊ย คงไม่ใช่แม่ม่ายหวังหรอกนะ”


    แม่ม่ายหวังที่เธอเอ่ยถึงคือ หวังเหลียน แม่ม่ายที่อยู่ฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน เพิ่งแต่งงานได้ไม่นานสามีก็ตาย


    แม่ม่ายมักเป็นที่ติฉินนินทา ได้ยินว่าเธอมีสัมพันธ์คลุมเครือกับผู้ชายมากมายมาตลอด


    พูดถึงตรงนี้เธอจงใจมองฉินเสี่ยวซู่แวบหนึ่ง


    เพราะหวังเหลียนสนิทสนมกับหลายคนในกลุ่มล่าสัตว์ ก่อนไป๋อวี้จะกลับมา ได้ยินว่าฉินต้าซานก็หมายตาเธออยู่เหมือนกัน


    ฉินเสี่ยวซู่สังเกตเห็นสายตาของเธอเลยแค่นเสียง “ป้าหู ตาข้างไหนของป้าเห็นงั้นเหรอ ถ้าไม่เห็นก็อย่าพูดซี้ซั้ว”


    แม่สื่อหูยิ้ม “ไม่งั้นจะเป็นใครได้อีก ถูกซัดขนาดนั้นต้องเป็นฝีมือผู้ชายแน่นอน ถ้าเป็นคนปกติต้องมาโวยวายถึงบ้านแน่ อันนี้ไม่เอาเรื่องเลย ต้องเป็นชู้รักอีกคนของแม่ม่ายหวังแหง ๆ”


    มันก็จริงอยู่นะ ถึงเธอจะปากพล่อย แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็ดูจะมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน


    ในตอนนั้นเองป้าหม่ากระซิบกระซาบ “อาจจะไม่ใช่แม่ม่ายหวังก็ได้ หรือจะเป็นบ้านหวังหนิว”


    ถ้าเป็นบ้านหวังหนิวก็คือหลินเยี่ยน ภรรยาของหวังหนิว ลูกสะใภ้ของหลิวไฉ่อิง


    ผู้หญิงคนนั้นมนุษย์สัมพันธ์ไม่ดีเหมือนแม่สามีเธอ ก่อนหน้านี้เอาแต่เลียขาจ้าวต้าหมินเสมอ พวกเขาสองคนนี้มีลับลมคมในหรือไม่ก็พูดยาก


    ป้าเฉินพูดทันทีว่า “งั้นใครเป็นคนซัดจ้าวต้าหมินล่ะ หวังหนิวเหรอ?”


    ป้าหม่ายิ้มทันที “ไม่มีทาง หวังหนิวยังนอนอยู่บนเตียงอยู่เลย”


    แม่สื่อหูยังบ่นกระปอดกระแปด “อิ้งหงน่าสงสาร คนเก่งอันดับหนึ่งของหมู่บ้านเรา ทำไมถึงแต่งงานกับคนพรรค์นั้น ถ้าฉันบอกให้เธอเลือกคนอื่นล่ะก็...”


    ฟังแวบแรกเหมือนเจตนาดี แต่แท้จริงแล้วก็แค่เสพติดการจับคู่


    เอาเป็นว่าถ้าไม่ใช่คู่ที่เธอเป็นแม่สื่อแม่ชัก ก็ขัดหูขัดตาเธอทั้งนั้น อยากจะให้เลิกรากันเธอจะได้แนะนำให้ใหม่


    ทุกคนก็แค่ยิ้ม ๆ เด็ดผักป่าไปพลางคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา


    สุดท้ายก็คิดว่าแม่ม่ายหวังน่าสงสัยที่สุด ต้องเป็นฝีมือของชู้รักเธอแน่นอน

    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ทะลุมิติกลายเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคในยุค 70 ที่คุณอ่าน