อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 7 ได้ดูแล (3)

    รสาเดินลงบันไดอย่างระมัดระวังก่อนจะเดินไปนั่งลงบนโซฟารับแขกแล้วกดเปิดโทรทัศน์ให้เสียงดัง เพราะเธอชักจะรำคาญพวกเสียงรอบบ้านของภาวิน ถึงแม้มันจะไม่วุ่นวายเท่าโรงพยาบาล แต่เธอก็ไม่ชอบมันเท่าไรเหมือนกันภาวินกลับมาพร้อมกับข้าวต้มใส่ไข่สองถุง รสาเดินตามชายหนุ่มไปทางห้องครัวก่อนจะนั่งลงรอเจ้าของบ้านคอยบริการให้ทั้งสองนั่งกินข้าวต้มกันไปเงียบ ๆ แต่ก็ยังคอยเหลือบมองกันอย่างหยั่งเชิงว่าใครจะเป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อนกัน“ลม ฉันอยากกลับบ้าน” รสาพูดขึ้นอย่างนั้น ภาวินเลยเงยหน้าขึ้นก่อนจะวางช้อนลง“แต่บ้านเธอไม่ปลอดภัยเลยนะ รสา ผมคิดว่ารอให้รสาหายก่อนแล้วค่อยกลับไม่ดีกว่าเหรอ” รสาถอนหายใจออกมากับสิ่งที่ภาวินพูดออกมา“ถึงฉันจะเกลียดบ้านหลังนั้น แต่มันสงบพอที่ทำให้ฉันไม่ต้องมาได้ยินเรื่องชาวบ้านอย่างนี้ บ้านตรงข้ามกำลังดีใจที่กำลังจะมีลูก บ้านข้างๆ กำลังคุยเรื่องจะไปวัด บ้านอีกข้างก็กำลังทะเลาะกันเรื่องที่ลูกไม่เก็บของให้เข้าที่ บ้านถัดไปก็กำลัง...” รสากำลังจะสาธยาย ภาวินก็ยกมือขึ้นห้ามก่อน“รสาได้ยินไกลแค่ไหน”“ไกลมาก แย่ชะมัดเลยนะ ฉันต้องมารู้เรื่องชาวบ้านจนจะปวดหัวอยู่แล้ว” รสาพูดขึ้น แต่มือก็ยังกินข้าวต้มต่อไป“แต่ผมเป็นห่วง รสาอยากฟ้องไหม สิ่งที่พวกนั้นทำคือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ผิดกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420”“แต่กฎหมายแพ่งยอมความก็จบ แล้วก็แค่จ่ายค่าสินไหมทดแทน แล้วนายคิดว่าเงินพวกนั้นมาจากไหนล่ะ อีกอย่างเราไม่ได้มีหลักฐานว่าใครเป็นคนทำกันแน่ พอฉันจะแจ้งความ ทุกคนก็จะบอกว่าฉันเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่พึ่งเข้ารับการรักษาเมื่อไม่กี่วันก่อน คำพูดของฉันก็ขาดน้ำหนักแล้ว” รสาพูดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่ตรงข้าม เธอก็เห็นภาวินมองมานิ่ง“เธอเคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อนใช่ไหม” ภาวินพูดขึ้น แต่รสาก็พยักหน้า“ฉันเคยโกรธ เคยเกลียดที่โลกนี้ไม่ยุติธรรมกับฉัน ฉันเคยอยากทำทุกอย่างให้ทุกคนได้รับสิ่งแย่ ๆ เหมือนที่ทำกับฉัน แต่ยิ่งฉันร้อนรนเท่าไร ไฟพวกนั้นไม่ได้ทำลายพวกนั้นหรอก มันกลับกลายเป็นทำลายฉันเอง ฉันไม่รู้เหมือนกันนะลมว่าพวกนั้นต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ที่ฉันคิดออกก็แค่ว่าฉันรวย พวกนั้นก็แค่อยากได้เงิน แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเอากล้องพวกนั้นมาติดทั้งบ้านฉันอย่างนั้นด้วย”“ถ้าจะไปดูกล้องวงจรปิดว่าใครเป็นคนทำ ตอนนี้ภาพพวกนั้นก็คงจะถูกตัดทิ้งไปแล้วสินะ” ภาวินพูดขึ้นพร้อมกับมองเจ้าของปัญหากำลังกินข้าวต้มราวกับไม่ทุกข์ร้อนอะไร“เธอไม่รู้สึกร้อนใจหรือกินข้าวไม่ลงเลยเหรอ” ภาวินถามพร้อมกับยกมือขึ้นเท้าคางมองคนที่กำลังกินอยู่ รสามองคนถามก่อนจะก้มลงมองข้าวต้มในถ้วยที่พร่องจนเกือบหมด“ลม ฉันไม่ได้พึ่งเจอเรื่องพวกนั้นเมื่อวานนี้ซะหน่อย ถ้าทนไม่ไหวก็แค่หลบไปที่อื่น พอพร้อมแล้วก็กลับไปใหม่ก็แค่นั้น นายอย่ากังวลให้มากไปเลย”“ปกติเธอหลบไปอยู่ที่ไหน ในป่านั่นเหรอ” ภาวินถามขึ้นก่อนจะขมวดคิ้วขึ้น “มันอันตรายมากนะรสา ถ้าเกิดไปเจอสัตว์หรือพวกโจรขึ้นมา มันอันตรายยิ่งกว่าคนพวกนั้นอีกนะ”“ใครจะไปบ้าอยู่ในป่าตลอดกันล่ะ เมื่อก่อนข้างบ้านฉันมันไม่ใช่ป่าหรอก แต่เป็นสวนผลไม้ ฉันขี้เกียจทำแล้วไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายให้ปวดหู มันก็เลยรกร้างอย่างนั้น” รสาบอก แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนที่มองคนที่พูดพอใจขึ้นมาเท่าไร“เธอไปอยู่ที่ไหน แล้วไปยังไง” เสียงทุ้มถามขึ้นอย่างจริงจัง“บ้านสวนใกล้ ๆ นั่นแหละ เดินผ่านป่าที่นายเห็นไปสักพักก็ถึง ฉันไปซื้อทิ้งเอาไว้น่ะ พอดีตากับยายไม่มีลูกไม่มีหลาน แล้วมีคนรู้จักมาหลอกให้เซ็นค้ำประกันจนเจ้าหนี้จะมายึด ฉันก็เลยไปซื้อต่อแล้วให้ดูแลไปเหมือนเดิมก็แค่นั้น” รสาบอกอย่างนั้น ภาวินก็มองคนตรงหน้าก่อนจะพยักหน้า“อย่างน้อยก็ไม่บ้าถึงขนาดนอนในป่า” ภาวินพูดขึ้นก่อนที่จะสงสัยขึ้นมา “แล้วน้าจินดาไม่รู้หรือยังไงถ้าเธอเอาเงินไปซื้อที่ดินขนาดนั้น”“เงินของฉัน ฉันก็ต้องเก็บเองจะให้ใครมาเก็บให้ ไม่อย่างนั้นพวกนั้นจะมาหาวิธีตกทรัพย์ฉันอย่างนี้เหรอ” รสาพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าเบื่อหน่าย แต่ภาวินกลับขำออกมา“เธอไม่ได้โง่สักนิดนี่ รสา” ภาวินบอกออกมาอย่างนั้น แต่รสากลับยักไหล่“ฉันน่ะทั้งรวย สวย และฉลาด แต่มาพลาดนิดเดียวเลยต้องมาทำตัวโง่ ๆ อย่างนี้” รสาทำหน้าเบื่อยิ่งกว่าเดิม แต่ภาวินกลับขมวดคิ้วขึ้น“พลาดอะไร”“พลาดที่มาเลี้ยงนายน่ะแหละ เสียเงินไปเท่าไร แม้แต่แขนก็ไม่ได้จับ” รสาพูดขึ้นพร้อมกับกลอกตาอย่างนึกเซ็ง แต่ภาวินก็ได้แต่ส่ายหน้าเมื่อเห็นรสาทำท่าจะเปลี่ยนเรื่อง“ผมคิดว่าเราจับกันมากกว่าแขนแล้วนะ” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็หน้าแดงขึ้นมาทันทีเมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อเช้าขึ้นมา“ฉันล้อเล่นน่ะ ลืมที่ฉันพูดไปเถอะนะ” รสารีบพูดขึ้นอย่างนั้นจนภาวินก็หัวเราะออกมา“ลืมอะไร ผมยังไม่ทันได้คิดอะไรเลย” ภาวินยิ้มออกมาก่อนจะย้อนถามไปถามเรื่องเดิน “รสาพลาดอะไร”“ฉันพลาดเองเรื่องของนาย ถ้าวันนั้นฉันจัดการเองเงียบ ๆ นายก็คงไม่ต้องเจอเรื่องลำบากใจอย่างนี้ เพราะอาของฉันหรอก ฉันขอโทษที่เลี้ยงนายไม่ดี ทำให้ต้องเจอเรื่องลำบากใจแบบนั้น” รสาพูดขึ้นพร้อมกับหน้าหงอยลง แต่ภาวินกลับเหมือนถูกกระชากอารมณ์ลงมาจนทำหน้าไม่ถูก“รสารู้ไหมว่าที่ผ่านมาผมรู้สึกเหมือนเป็นพวกขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่รัก ให้แต่เงิน แต่ไม่เคยให้เวลาผมเลย” ภาวินพูดขึ้นก่อนจะยกมือขึ้นลูบท้ายทอย “น่าตลกเนอะ ตอนแรกผมไม่มีแม้แต่โอกาสคิดถึงอนาคตตัวเองด้วยซ้ำ แต่พอผมมีโอกาสได้ทำสิ่งที่อยาก ผมกลับอยากได้รับความสนใจ ผมไม่เคยรู้สึกพอกับสิ่งที่มีเลย”“นายเป็นมนุษย์ ไม่แปลกหรอกที่จะอยากได้อยากมี แต่ความอยากได้อยากมีของนายมันไม่ได้ไปทำร้ายใครสักหน่อย เอาเป็นว่าฉันจะไม่ทำให้นายเป็นเด็กขาดความอบอุ่นอีกแล้วกัน” รสาพูดขึ้นก่อนที่จะเอื้อมมือไปตบไหล่คนที่อยู่ตรงข้าม“ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้ผมไม่ได้เป็นพวกขาดความอบอุ่นแล้ว” ภาวินพูดแล้วก็จับมือบางที่แตะไหล่ตัวเองมากุมเอาไว้ “ผมแค่ทำตัวเหมือนเด็กเรียกร้องความสนใจก็แค่นั้น ผมคิดว่ารสาไม่สนใจผม”“พูดอย่างกับนายชอบฉันอย่างนั้นแหละ ก่อนหน้านี้นายชอบทำท่าเหมือนเกลียดฉันจะตาย” รสาพูดออกมาก่อนจะดึงมือตัวเองกลับมาก่อนจะยิ้มออกมาบาง ๆ ให้คนตรงหน้า “ฉันรู้ว่านายคิดอะไร ขอบคุณที่คอยเป็นห่วง ฉันยอมรับว่าเป็นเพราะนายที่ทำให้ฉันอยากกลับมามีชีวิตต่อ ฉันยังห่วงนายว่าจะเจอเรื่องไม่ดี แต่ฉันไม่ใช่คนที่ใครจะอยู่ด้วยได้ง่าย ๆ หรอกนะ นายยังมีโอกาสที่จะได้เจอคนที่เหมาะสมกับนายในทุกเรื่อง เชื่อฉันเถอะนะลม”“รสาปฏิเสธผมตั้งแต่ผมยังไม่พูดอะไรเลยนี่นะ หรือเป็นเพราะผมไม่รวย” ภาวินพูดขึ้นเสียงเรียบ“ถึงนายจะมีแต่ตัวหรือรวยล้นฟ้าฉันก็ไม่สนหรอก เพราะฉันรวยอยู่แล้ว แต่ฉันรู้ตัวเองนะลม ฉันไม่ใช่คนปกติเท่าไรหรอก ฉันโตมากับแม่โรคจิต พ่อที่ไม่เคยสนใจอะไร ฉันโตมากับพวกเขาเกินครึ่งชีวิต ฉันชินกับการทำตัวไม่ปกติมากกว่าที่จะเป็นคนปกติแบบตอนนี้ด้วยซ้ำ” มือบางเอื้อมมือขึ้นไปลูบใบหน้าของภาวินอย่างแผ่วเบา “ฉันอยากเห็นนายมีชีวิตที่ดี มีความสุข สำหรับฉัน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ถ้าเราอยู่ด้วยกัน เราอาจจะไม่มีความสุขเลยก็ได้”“เธอเพ้อเจ้อมากเลยนะรสา เธอรู้ไหมว่าทุกอย่างที่เธอคิดมีแต่อดีตกับอนาคต แล้วปัจจุบันของเธออยู่ตรงไหน” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้นก่อนจะขยับเข้าไปจนแทบจะสัมผัสลมหายใจของกันและกันได้ “ผมยอมรับว่าอยากรู้อดีตของรสา เพราะผมอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้รสาต้องเจ็บปวดอยู่อย่างนี้ แต่ผมจะไม่สนว่าอนาคตจะเป็นยังไง อีกห้านาทีบ้านหลังนี้อาจจะไฟไหม้แล้วเราอาจตายอยู่ในนี้ก็ได้ หรือผมเดินข้ามถนนหน้าศาลแล้วรถมาชนตายคาที่อยู่ตรงนั้น หรือรสากลับไปบ้านร้างนั่นแล้วฝ้าเพดานตกลงมาจนทับตาย ไม่มีใครรู้หรอกว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะไม่ห้ามให้รสาไม่ถึงคิดอดีตหรืออนาคต เพราะผมก็คิดถึงเรื่องพวกนั้นเหมือนกัน แต่รสาต้องคิดถึงปัจจุบัน ตอนนี้ เวลานี้ มากกว่าอดีตที่ผ่านไปแล้วหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง”“ลม” เสียงของหญิงสาวดังขึ้นอย่างแผ่วเบา มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นจับใบหน้าของคนตรงหน้า“ถ้าที่ผ่านมาผมเป็นความสุขของรสา ต่อจากนี้รสาก็จะเป็นความสุขของผม” ภาวินมองสายตาดำขลับของหญิงสาวนิ่งก่อนจะยิ้มออกมา ต่อให้เธอจะไล่เขาให้ไปไหน เขาก็จะไม่ไปทั้งนั้น เพราะถ้าหากเขาฟังสิ่งที่เธอพูดออกมาโดยปราศจากอคติ มันไม่มีสิ่งไหนเลยที่เธอจะคิดถึงตัวเองมากกว่าเขาเลยด้วยซ้ำ-------------------------------------