เมื่อมาถึงลานกว้างหน้าบ้านไร่ ทุกคนต่างก็จอดรถของตัวเองลงและแล้วก็ลงมายืนรวมกันอยู่หน้าบ้านหลังนั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“ดูมันแย่ยิ่งกว่าครั้งที่แล้วเสียอีก เธอว่าไหม”เอ็ดดี้เอ่ยถามขึ้น
เมื่อปราศจากหิมะขาวโพลนปิดบังไว้สภาพเสื่อมโทรมของบ้านไร่หลังนั้นก็ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดตัดกับพื้นหญ้าสีน้ำตาลและูเาใหญ่น้อยที่มีต้นสนขึ้นอยู่ประปราย ตัวบ้านนั้นโทรมมากเป็สีเทาหม่นหมองไม้ที่ตีประดับไว้ตามข้างฝา บอกให้รู้ถึงความไร้ฝีมือของผู้ซ่อมแซมคอกม้าที่อยู่ด้านหลังของโรงนา มองดูเหมือนไม่อาจจะขังได้แม้แต่ลูกวัวแรกเกิดและบนหลังคานั้นกระเบื้องที่มุงไว้ก็มีสีแตกต่างกันถึง 4 สี
“บ้านนี้น่ะหรือคะ” เสียงถามของเอลิสันบอกให้รู้ถึงความคิดในใจของเธอ
“ก็แม่บอกั้แ่แรกแล้วไงล่ะว่าเรายังต้องซ่อมอีกมาก”เอ็ดดี้พูดเป็เชิงเตือน
“ตอนแรกที่แม่พูดหนูคิดว่าเพียงแค่การตกแต่งให้สวยงามเท่านั้นไม่ได้นึกว่าจะต้องมาซ่อมกันอย่างมโหฬารเลยนี่คะ” เด็กสาวตอบอย่างหงุดหงิดใจ
“สิ่งแรกที่เราจะต้องทำก็คือซ่อมคอกม้าเสียก่อนเพื่อที่เราจะได้เอาม้าลงจากรถเข้าที่อยู่ของมันได้เลย”เจอรี่พูดอย่างใจเย็น
เมื่อเหลือบตามองขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องทิศตะวันตกเอ็ดดี้ก็เสริมขึ้นว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือก่อนที่มันจะมืดลงเสียก่อน”
กว่าที่งานซ่อมคอกม้าจะเสร็จลงนั้นลักษณะของงานที่ทำเกือบจะเป็การสร้างคอกขึ้นมาใหม่เสียด้วยซ้ำ ต้องเปลี่ยนเสาเอากระดานแผ่นที่ผุพังออกแล้วเปลี่ยนเอาแผ่นใหม่ใส่เข้าไปซึ่งกว่าจะเสร็จก็เข้าสู่ยามพลบค่ำพอดีแต่ถึงจะซ่อมแล้วก็ใช่ว่ามันจะดูดีขึ้นกว่าเดิมแต่อย่างน้อยทุกคนก็ยังสบายใจที่มันแข็งแรงแ่าขึ้นกว่าเดิม
ทันทีที่พระอาทิตย์ลับดวงลง ความหนาวเย็นก็คืบคลานเข้ามาเยือนถึงแม้ว่าการต้องออกแรงทำงานหนักจะเรียกเหงื่อให้ลามไหลลงแต่กระนั้นเอ็ดดี้ก็ยังรู้สึกหนาวอยู่นั่นเองเจอรี่กำลังไปจัดการเอาม้าลงจากรถบรรทุกตามคำสั่งของเอลิสันเอ็ดดี้มองไปทางตัวบ้านและกับปล่องไฟสีดำที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
“เอาอย่างนี้นะทั้งสองคนนั่นแหละไปช่วยกันเอาม้าลง ตอนนี้แม่จะเข้าไปดูในบ้านหน่อยเห็นจะต้องติดไฟในเตาผิงขึ้นเสียก่อน” ซึ่งเจอรี่ก็สนองรับคำพูดของเธอด้วยการโบกมือให้
เมื่อภายในห้องโถงนั้นไม่มีเฟอร์นิเจอร์เก่าๆของคาร์เวอร์ตั้งไว้สภาพของมันก็จะยิ่งดูทรุดโทรมกว่าที่เอ็ดดี้ได้เห็นในครั้งแรกมากความหนาวเย็นภายในห้องนั้นทำให้ดูไม่น่าอยู่เอาเสียเลย และที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือเมื่อเอ็ดดี้เดินไปกดสวิตช์ไฟเพื่อขับไล่ความสลัว ปรากฏว่าไม่มีแสงไฟเกิดขึ้นเลยไม่ว่าจะลองกดสวิตช์อันไหนก็มีผลเช่นเดียวกันความหมายของมันก็คือบ้านนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้เห็นได้ชัดว่าบริษัทไฟฟ้าประจำตำบลได้ตัดไฟไปแล้ว
เอ็ดดี้ถอนใจออกมาเบาๆเดินกลับไปหยิบไฟฉายขนาดใหญ่ที่ติดมาด้วยจากรถคันที่เธอขับมาเองเธอรู้ว่าในกล่องที่จัดมาอย่างเรียบร้อยนั้นมีทั้งเทียนไขและตะเกียงเ้าพายุอยู่และถ้าโชคดีเธอก็อาจจะหามันพบจากกล่องบนสุดนั่นเอง
แสงจากไฟฉายสว่างพอที่เธอจะตรวจตราดูเตาผิงเพื่อให้แน่ใจว่าช่องระบายอากาศถูกเปิดออกแล้วก่อนจะติดเตาขึ้นเมื่อไฟลุกโชนได้ที่ เธอก็เดินออกจากห้องรับแขก ตรวจตราดูส่วนอื่นๆ ของตัวบ้านสิ่งที่เธอได้พบเห็นมันยิ่งทำให้จิตใจสลดหดหู่ลงอย่างช่วยไม่ได้ นึกถึงคำพูดของแอนสันคาร์เวอร์ที่ว่าความสกปรกอีกนิดหน่อยที่เพิ่มขึ้นมันไม่ใช่ของแปลกสำหรับบ้านหลังนี้เลยภายในห้องชั้นในมีทั้งหยากไย่ ฝุ่นละออง และคราบโคลนตมที่เขรอะไปทั่วมันไม่น่าเชื่อเลยว่าบ้านหลังนี้คือ บ้านไร่ในความฝันหลังใหม่ของเธอ
เสียงประตูบ้านด้านหน้าเปิดออก ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินกระแทกปังๆเข้ามา
“หนูหิวจะตายแล้วนะคะแม่” เอลิสันร้องบอก“แม่คะ แล้วทำไมที่นี่มันไม่มีไฟฟ้าล่ะ”
เธอก้าวออกไปยังห้องโถง แสงจากไฟฉายสว่างไสวไปทั่ว
“ทางบริษัทเขาคงตัดไฟไปละมังอาจจะมีความเข้าใจผิดอะไรกันสักอย่างหนึ่งก็ได้”
“โอ พระเ้าช่วย” ลูกสาวของเธอร้องอย่างไม่พอใจ“ถ้าอย่างนั้นตอนขนของลงนี่เราคงชนอะไรต่อมิอะไรกันให้แย่ไปหมดเลยละสิคะแม่และเรามีอะไรกินบ้างหรือเปล่าคะ”
“วันนี้ก็เห็นจะต้องรองท้องด้วยแซนด์วิชกันไปก่อน”เอ็ดดี้ตอบพลางถอนใจ
“จะให้ผมเอาตู้น้ำแข็งกับหีบเครื่องกระป๋องเข้ามาก่อนไหมครับเอ็ดดี้”
“ใช่แล้วก็เอากล่องที่ใส่เครื่องทำความสะอาดลงมาด้วยนะ” เธอเสริม
ตอนที่เอลิสันเดินผ่านห้องโถงด้านหน้าเข้ามานั้นก็เกิดไปโดนใยแมงมุมเข้าเต็มที่
“ต๊าย...” เธอปัดใยแมงมุมออกจากใบหน้าด้วยความไม่พอใจ“แหม...บ้านนี้มันทั้งสกปรกทั้งโสโครกจริงๆ”
“ใช่” เอ็ดดี้คล้อยตามอย่างเอาใจ“แม่คิดว่าคืนนี้เราคงจะต้องช่วยกันทำความสะอาดห้องเสียก่อนจะได้มีที่นอนกัน”
กว่าที่ห้องนอนทั้งสามห้องจะได้รับการทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยก็เกือบเที่ยงคืนจากนั้นจึงได้ขนเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอนลง ปูเตียงขึ้น เอลิสันค้นหาทั้งเทียนไขและตะเกียงเ้าพายุจนพบซึ่งก็ช่วยได้มาก
ในบ้านหลังนี้ใช่แต่จะไม่มีไฟฟ้าเท่านั้นยังไม่มีน้ำร้อนอีกด้วย ไม่มีใครกล้าอาบน้ำเย็นถึงแม้ว่าเนื้อตัวจะสกปรกเพียงไรก็ตาม เอ็ดดี้จำต้องเอาน้ำใส่ถังยกขึ้นตั้งบนเตาไฟเมื่อต่างชำระล้างคราบความสกปรกออกจากเนื้อตัวแล้ว ต่างคนก็ต่างคลานเข้านอนเหน็ดเหนื่อยจนเกินกว่าจะแคร์กับความสกปรกที่ยังไม่หมดจากเนื้อตัวอีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้นจึงได้ช่วยกันเอาเครื่องแต่งบ้านที่เหลืออยู่ลงจากรถบรรทุกเอ็ดดี้ทิ้งเอลิสันกับเจอรี่ไว้ที่ไร่เพื่อให้ช่วยกันทำความสะอาดต่อและจัดข้าวของให้เข้าที่เข้าทาง ส่วนตัวเธอนั้นขับรถเข้าไปในเมืองไปยังบริษัทรถเช่าเพื่อส่งคืนรถ และไปติดต่อกับบริษัทจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อจะได้รู้ว่ามีปัญหาขัดข้องอย่างไรเกิดขึ้นเธอคาดว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยประมาณเที่ยงวันจึงนัดหมายเจอรี่ให้ไปรับที่ร้านค้า
แต่กว่าที่เธอจะมาพบเขาได้ก็บ่ายสามโมงเย็นเจอรี่ซื้อเครื่องกระป๋องและเครื่องใช้ที่จำเป็ได้ครบแล้วทุกรายการ และเอาใส่รถรอไว้แล้วด้วย
“ผมกำลังสงสัยอยู่พอดีว่ามันเกิดอะไรขึ้นคุณถึงได้หายไปนานขนาดนี้” เจอรี่เหลือบตามองหน้าแม่เลี้ยงพร้อมกับซ่อนรอยยิ้มด้วยความขบขันไว้ สีหน้าของเอ็ดดี้ยามนี้หมกหมุ่นจนน่าเห็นใจ “คงไม่ต้องถามละมังครับว่าเพราะอะไรถึงได้ช้า”
“โอย ต้องวิ่งเสียแทบตายแน่ะ” เอ็ดดี้ว่าเมื่อตัวเข้าไปนั่งข้างเขาในรถ “ไปโต๊ะหนึ่งแล้วก็ยังต้องไปอีกโต๊ะหนึ่งในบริษัทไฟฟ้านี่มันล้วนแต่ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่กันทั้งนั้นตอนแรกเขาบอกว่าเราไม่ได้ยื่นคำร้องขอติดตั้งไฟฟ้าไว้ก่อน”
“อ้าวแล้วคุณเอาสำเนาจดหมายที่เราส่งมาให้เขาดูหรือเปล่าล่ะครับ” เจอรี่ติดเครื่องพารถแล่นออกจากที่นั่น
“ก็ให้ดูน่ะสิ” เอ็ดดี้ทอดสายตามองดูทางเดินที่ต่อกันอยู่เป็สะพานไม้ตามสไตล์ของอาคารร้านค้าแถบตะวันตก “เสร็จแล้วเขาก็บอกว่าเราไม่ได้วางเงินมัดจำไว้อีกฉันไม่เคยติดต่อที่ไหนที่คนมันไม่ให้ความร่วมมืออย่างที่นี่เลย”
“แล้วในที่สุดแก้ปัญหาตกหรือเปล่าล่ะครับ”
“ก็ต้องใช้เวลานานพอดูเชียวละเห็นเขาบอกว่าบ่ายวันนี้จะต่อไฟฟ้าให้เราใช้นี่” เธอเอนหลังพิงพนักที่นั่งอยู่ยกมือขึ้นกดขมับที่ปวดตุบๆ
“เราคงไม่ต้องรออีกแล้วนะครับ” เจอรี่ว่า
“คิดว่าไม่มีปัญหาแล้วละ คืนนี้ฉันอยากจะอาบน้ำให้สบายด้วย”เธอหลับตาลงพยายามที่จะไม่โกรธ “ที่บ้านเป็ไงบ้างล่ะ”
“ก็เรียบร้อยดีเอลิสันกำลังทำความสะอาดห้องครัวอยู่ ตอนที่ผมออกมา...ก็ทำไปบ่นไปละครับ” เขาตอบปนหัวเราะ
เอ็ดดี้ลืมตาขึ้นมองหน้าเขาแววขบขันฉายอยู่ในดวงตาเมื่อกล่าวว่า
“หวังว่าเมื่อเรากลับไปถึงเขาจะทำเสร็จแล้วนะเราจะได้ไม่ต้องเข้าช่วยอีกแรงหนึ่ง”
นั่นน่ะสิครับ” เจอรี่หงายหน้าขึ้นหัวเราะดังๆ “แค่นี้มือผมก็แทบจะบวมแล้ว”
เอ็ดดี้หลับตาลงอีกครั้งปล่อยให้เสียงเครื่องยนต์ขับกล่อมให้เธอผ่อนพักลงอย่างน้อยชั่วครู่ก็ยังดีเมื่อเจอรี่พาเลี้ยวเข้าไปตามถนนโรยกรวดเธอก็ลืมตาพิจารณาภูมิภาพที่ปรากฏอยู่นอกหน้าต่างรถมองเห็นทิวสนที่กระหนาบอยู่สองฟากถนน ราวกับช่องทางเดินที่คลุมไว้ด้วยหลังคาสีเขียวเมื่อมองลอดกิ่งก้านออกไปจะเห็นทุ่งหญ้าสีเหลืองกว้างไกลเส้นทางที่คดโค้งเลาะขึ้นไปตามไหล่เขานั้นทำให้การขับรถสลับกันอยู่ระหว่างเงาและแสงตะวันและถ้ามองเลยไกลออกไปก็จะเห็นทิวเขาใหญ่น้อยตั้งตระหง่านอยู่กับขอบฟ้าตรงช่องว่างระหว่างหุบเขาคือพื้นหญ้าเขียวขจี บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขสงบ
“ถึงแม้ว่าเราจะต้องเจอกับปัญหาที่ไม่ได้คาดคิดไว้ตั้งมากมายแต่ฉันก็ยังดีใจที่เราได้มาอยู่ที่นี่อยู่ดี” เอ็ดดี้เอ่ยขึ้น
“ผมก็เหมือนกันแต่ที่จริงเราก็ไม่ได้หวังอยู่แล้วว่าจะต้องมาอยู่ในที่ซึ่งมีแต่ความสะดวกสบายอะไร”เจอรี่หันมาส่งยิ้มให้ “เราไม่เคยกลัวต่อความลำบากอยู่แล้วเพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงเวลานี้ เราก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปกลัวมันอยู่ดี”
“จริงด้วยสิ” เอ็ดดี้หัวเราะเบาๆข้างหน้ายังมีไร่ปศุสัตว์ที่จะต้องสร้างและมีอนาคตรออยู่
“พรุ่งนี้เราคงจะต้องขี่ม้าออกไปตรวจแนวรั้วกันหน่อยแล้วละ”