“หลีจ้าวซู่เม่ยให้แต่งกับจวิ้นอ๋องชุนชือเฉิง”
“ฝ่าา จวิ้นอ๋องชุนชือเฉิงมีชายาเอกอยู่ก่อนแล้ว”
ขันทีเฒ่าฟานกงกงเอ่ยปากทักท้วง
“ ซู่เม่ยแม้จะมีมารดาเป็สามัญชนข้าจึงไม่อาจมอบตำแหน่งองค์หญิงแต่ข้าก็จำต้องชดเชยให้กับนางเสียบ้าง นางเป็เืเนื้อเชื้อไขของข้า”
ขันทีชราก้มหน้านิ่ง
จวนอ๋อง
“ท่านอ๋อง ชายารองของท่านอ๋องเดินทางด้วยเท้ามาถึงแล้วขอรับ”อ
งครักษ์ข้างกายนามคุนหลุนประสานมือตรงหน้า
“เดินทางด้วยเท้า ไม่มีเกี้ยวมาส่งนางหรือไร”คิ้วคมบนใบหน้าหล่อเหลาขมวดเข้าหากัน
“นางเป็เพียงสามัญชนแม้จะเป็เืเนื้อเชื้อไขของฝ่าา ทว่าหามีการยอมรับไม่ ฮองเฮาปฏิเสธที่จะยกย่องนางเป็องค์หญิง”เื่นี้ไได้ยินมานานเป็เื่เล่าที่อยู่ในวังหลวงมานานมากแล้ว
“อืมมข้าเข้าใจแล้ว”ก้าวเดินออกจากห้องหนังสือ
“ท่านพี่ ข้าแวะมาดูนางได้ยินว่าฝ่าาประทานนางในตำแหน่งชายารอง”หงหยินเดิยนวยนาดเข้ามาพร้อมกับสาวใช้ข้างกาย
“ข้ารับนางได้ในฐานะสาวใช้ก็เท่านั้นในเมื่อข้ามีชายาอยู่แล้วก็คือเ้า” หงหยินยิ้ม หวานคำพูดที่เปล่งออกมาราวกับเห้นความสำคัญของหงหยินยิ่งนัก
ซู่เม่ยที่ก้มหน้าอยู่หหน้าจวนจวิ้นอ๋อง
ยิ้มบางๆ ไม่ได้คาดหวังอะไรดีเสียอีกไม่ต้องเข้าไปอยู่ในวังหลวง ยอมเข้ามาอยู่ในจวนอ๋องในฐานะอะไรก็แล้วแต่ แค่ให้พ้นจากเงื้อมมือของคนพาลที่ระรานในทุกคืนวันสู่ขอกับมารดาทั้งหัวหงอกหัวดำเพื่อให้ซูเม่ยไปเป็ภรรยาของพวกเขา
จนมารดาต้องยอมคุกเข่าขวางเกี้ยวพระที่นั่งในบ่ายวันหนึ่ง บอกเล่าเื่ราวกับฮ่องเต้ ฮ่องเต้มีบัญชาสั่งให้ซูเม่ยเข้าไปในวังหลวง
แต่ก็นั่นแหละซูเม่ยกับฝืนบัญชาไม่ยอมเข้าไปอาศัยในวังหลวงให้ถูกรังแกอย่างที่มารดากลัว
“ไม่จำเป็ต้องมารับนางให้เสี่ยวฟางคอยดูแลนางก็พอเ้าจะได้ไม่ต้องเหนื่อย เสี่ยวฟางพานางไปพำนักที่ท้ายจวนคอยมีหน้าที่ดูแลห้องหนังสือของข้า”
ซู่เม่ยย่อกาย ไม่ยอมเงยหน้า ชือเฉิงกุมมือชายาเอกหงหยินเข้าไปข้างในจวน ลมหนาวพัดโชยมาจนซู่เม่ยกอ้อมแขนขึ้นกอดรอบอก ด้วยอาภรณ์บางเบาที่เก่าคร่ำคร่า มารดาแค่เพียงคู่นอนคืนเดียวของฮ่องเต้ และบังอาจตั้งครรภ์เืเนื้อเชื้อไขของฝ่าา ซูเม่ยหากเป็บุรุษอาจได้ตำแหน่งองค์ชายแต่เทพธิดาลงทัณฑ์์ลงโทษดันเกิดเป็หญิงเสียได้
“ตามข้ามาแม่นางน้อย”เสี่ยวฟางพูดยิ้มๆ อาการเป็มิตรไม่น้อย
คุนหลุนถอดเสื้อคุมยื่นส่งให้ซู่เม่ย
“รับไว้เถิด อากาศเย็น จะไม่สบายเอาได้”ซู่เม่ยรับเอาเสื้อคลุมมากำไว้
คุนหลุนกลับดึงเอาเสื้อคลุมในมือประสานมือตรงหน้า
"ขออภัย คุณหนูคุนหลุนกลัวว่าคุณหนูจะหนาว"
แล้วคลี่เสื้อคลุมห่มให้ก่อนจะถอยออกมา
ซู่เม่ยยิ้มย่อกายลงช้าๆ ใบหน้างดงามกับขนตาดำขลับน่ามองยิ่งนัก
“ขอบคุณใต้เท้า”
วังหลวง
"สุดท้ายแล้ว ที่มารดาสามัญชนของนางอาศัยความหน้าด้านคุกเข่าขวางขบวนเสด็จของฝ่าาเพื่อให้นางได้แต่งเป็ชายารองแต่จวิ้นอ๋องชือเฉิงกลับรับนางไว้ในฐานะสาวใช้ ช่างน่าขันยิ่งนัก ดอกไม้งามไม่ต้องตาภมร"
ฮองเฮาโหว่ชิงชีวัยกลางคนที่มีใบหน้างดงามทว่าฉาบทาด้วยเครื่องประทินผิวจนแทบจะมองไม่เห็นใบหน้าจริง กรีดนิ้วเรียวยาวไปบนผ้าปักที่นางกำนัลเพิ่งจะเอามาให้ดู
"ฝ่าาทรงกริ้วหรือไม่ที่จวิ้นอ๋องไม่รับนางเป็ชายาผลักไสนางในตำแหน่งสาวใช้ ทั้งๆ ที่นางเป็ถึงเืเนื้อเชื้อไขของฝ่าาแล้วยังประทานงานแต่งให้อีกด้วย"
"ฮองเฮาเพคะนางน่าเวทนาที่สุด แม้แต่เกี้ยวรับตัวยังไม่มีกระนั้นนางก็มีทางเลือกหรือไร เลี่ยงที่จะเข้าวังแต่ยอมไปจวนอ๋อง ไม่มีงานแต่งไม่มีเกี้ยวไปรับ อาภรณ์สีแดงเ้าสาวก็ไม่มี"สาวใช้พูดด้วยอดสงสารในความเป็หญิงอาภัพของซู่เม่ยเสียไม่ได้
"จวิ้นอ๋องเดิมเป็คนที่ดื้อรั้นไม่เอ่ยปาก แต่ไม่ยอมจำนน หากไม่ยอมรับก็ยากจะฝืนใจ ดีแล้วข้าเองไม่อยากเห็นว่านางเป็ที่โปรดปรานของจวิ้นอ๋อง"
"ฮองเฮาเพคะแต่นางงดงามดั่งดอกฉาฮวาแรกแย้ม ก่อนหน้านั้นข้าน้อยได้ยินมาว่า ทั้งพ่อค้าขุนนางแก่ชราหัวงอกหัวดำล้วนส่งแม่สื่อทาบทามสู่ขอ"
"ซู่หลีนางช่างมองการณ์ไกล ครั้งนั้นฝ่าาพบซู่หลีครั้งแรกถึงกับเรียกนางเข้าถวายตัว ดีที่ข้าไหวตัวทัน นางเองคงมีใบหน้าตรึงใจบุรุษเช่นมารดาของนาง พ่อค้าขุนนางไม่ยอมยกบุตรีให้ หวังสูงเกินกว่านั้น จวิ้นอ๋องเองก็คงตระหนักถึงข้อนี้ดีจึงไม่รับนางในฐานะชายารอง และอีกอย่างฝ่าาก็ไม่เคยออกหน้ารับนางเป็องค์หญิงั้แ่เกิด เื่คราวนั้นจวิ้นอ๋องเองก็คงไม่อยากรับประกัน ไม่นานนางก็คงหาที่พักพิงใหม่หากเข้ามาใกล้ชิดฝ่าาให้เมตตานาง วังหลวงไม่เข้ามาเพราะเกรงว่าข้าจะทำร้าย ฉลาดยิ่งแล้ว"แววตาประดุจเหยี่ยวแต่คำพูดเรียบเฉยจนน่ากลัว
จวนจวิ้นอ๋อง
“ห้องหนังสือของจวิ้นอ๋องเป็ที่เก็บตำราต่างๆ แล้วจวิ้นอ๋องเองก็ชอบใช้เวลายามว่างจากงานราชสำนักที่นั่นประจำ เ้าหากว่าไม่อยากสู้หน้าท่านอ๋องก็แค่ไปเปิดห้องและเก็บกวาดแต่เช้าหน่อย พอค่ำจึงค่อยไปปิดประตู นี่กุญแจ”
เสี่ยวฟางยื่นกุญแจให้พร้อมกับนั่งลงที่โต๊ะหินอ่อน
“จวนจวิ้นอ๋องของกินมากมาย เ้าชอบไม่ชอบสิ่งใดก็เลือกกินได้ แต่ของที่จัดไว้ในถาดนั่นเป็ของพระชายา พระชายามักกินแต่ของที่ว่ากันว่าประทินผิวและบำรุงความงาม เ้าอย่าเผลอไปหยิบมาเชียว” ซูเม่ยยิ้มบางๆ
“ข้าเข้าใจแล้ว”
นั่งลงตรงข้ามกับเสี่ยวฟางกินอาหารเช้าเพื่อเตรียมตัวทำหน้าที่สาวใช้ดูแลห้องหนังสือ
ในห้องหนังสือที่จะว่า เรียบร้อยหรือก็ไม่จะว่ายุ่งเหยิงหรือก็เปล่า
ซูเม่ยจัดเรียงตำราบนชั้น จนเรียบร้อยปาดเหงื่อที่ไหลรินทั่วใบหน้าผุดผาดเขาว่ายิ่งเหงื่อออกมากยิ่งทำให้ใบหน้ามีเืฝาด เลยเวลาเที่ยงมามากแล้ว ห้องหนังสือรกเรื้อ อีกทั้งยังอึมครึมไม่น่านั่งน่านอนจัดเก็บเสียหน่อย อากาศปลอดโปร่งนั่งลงพิงชั้นหนังสือ เสียงท้องร้องจ้อกแจ้ก
เดินกลับที่ห้องเครื่องตั้งใจยกอาหารกลางวันมากิน ขากลับจะแวะเอาดอกไม้มาเสียบแจกับกระเบื้องเคลือบเสียหน่อยดอกไม้สองข้างทางในจวนอ๋องดงามยิ่งแล้ว
“ไม่มีสำหรับเ้า มาช้าไปแล้ว พระชายาให้คนเก็บอาหารไปเทให้กับหมูในคอกหมดแล้ว”
เสียงสาวใชในห้องเครื่องจวนจวิ้นอ๋องกับท่าทีขึงขังเพราะรับคำสั่งหงหยินมา
ซู่เม่ยได้แต่ยิ้ม ก้าวเดินตามทางเล็กเก็บดอกไม้หลากสีไปยังห้องหนังสือเสียบมันไว้กับแจกันกระเบื้องเคลือบอันเล็กบนโต๊ะ จัดแต่งให้มองสบายตา แล้วกลับออกมาปิดประตูไม่ได้ลงกลอน
เสียงท้องร้องอีกแล้ว คุนหลุนก้าวเดินมาตรงหน้า
ยื่นห่อผ้าในมือให้กับซู่เม่ย
“ ซาลาเปา กับขนมก้อนนิดหน่อยพอได้ประทังความหิว คราวหลังเ้าต้องยก อาหารเช้าไปมากหน่อยเก็บไว้ที่ห้องของตัวเองแล้วเวลาเที่ยงค่อยกลับไปกิน หากไปยกที่ห้องเครื่องของจวน จะทำให้เป็ที่สังเกต”
ซู่เม่ยยิ้มบางๆ
“ข้าจะจำไว้”
“ดีแล้วข้าคงไม่อาจเก้บของพวกนี้ให้เ้าได้ทุกวันคงต้องอาศัยเ้าที่.. อยู่ให้เป็ที่นี่ก้ไม่น่ากลัวเท่าไหร่” ย่อกายลงตรงหน้า คุนหลุนก้าวเดินจากไป
ร่างอ้อนแอ้นของ หงหยินที่เดินมาพร้อมกับสาวใช้ข้างกาย
“ดอกไม้ ในจวนอ๋องเป็พระชายาที่ให้คนรดน้ำพรวนดิน เ้าถือดีอย่างไรมาเก็บมันไป”
สาวใช้ร่างท้วมเอ่ยปาก หงหยินโบกมือห้ามให้หยุดพูด
“นางเพิ่งเข้ามาไม่รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร สิ่งใดเป็ของข้าของนาง เช่นนั้นเพื่อเป็การตักเตือนนาง ว่าต่อไปจะทำสิ่งใดให้ คิดไตร่ตรองให้หนัก ซูเม่ยข้าไม่บังอาจลงโทษเ้า แต่เ้าคิดว่าเ้าควรจะสำนึกผิดผิดเช่นไรดี”อาศัยคำพูดเคลือบด้วยน้ำผึ้งหวานให้ซู่เม่ย เป็คนออกปากเื่โทษทัณฑ์เอง
“พระชายาโปรดอภัย ซูเม่ยเด็ดดอกไม้นั่นเพื่อใส่แจกันให้กับท่านอ๋อง”
“อืมมม ดอกไม้งดงามเหล่านี้มีข้าเป็เ้าของ แต่ข้าก็คงไม่ใจร้ายในเมื่อเ้าทำเพื่อท่านอ๋องให้ท่านอ๋องชื่นชมเ้า ข้าลงโทษสถานเบา คุกเข่าอยู่ที่นี่จนกว่าตะวันจะยอแสง คงไม่เกินสามชั่วยามกระมั้ง หวังว่าเ้าจะไม่โกรธข้า”
หงหยินโบกมือให้สาวใช้คอยดูซู่เม่ยไว้ ส่วนหงหยินก้าวเดินจากไป ซูเม่ยทรุดกายลงคุกเข่าอยู่กลางดวงตะวันร้อนแรง