ก่อนเงานกส่งสารจะลับสันเขาผู้เฒ่าโม่พาเยี่ยซิงเหอออกจากทางหมู่บ้านแล้ว
ชายชราไม่เดินตามทางใหญ่ เขาเลี้ยวเข้าป่าสนใช้ไม้เท้าแหวกกิ่งซึ่งหิมะกดต่ำเลือกเหยียบบนรากไม้และก้อนหินแทนพื้นขาวเพื่อไม่ทิ้งรอยต่อเนื่องเยี่ยซิงเหอต้องเร่งฝีเท้าจึงตามทัน ความเจ็บใต้สะบักเต้นรับทุกก้าวส่วนชายโครงซ้ายตึงจนลมหายใจสั้น
ด้านล่าง ลานทดสอบยังสว่างด้วยตะเกียงสี่ดวงฉากผ้าล้อมศิลาเป็สี่เหลี่ยม ผู้คุมจากเมืองเดินตรวจเงียบ ๆผงขาวรอบแท่นไม่มีรอยเท้าอื่น ผู้ตรวจทำสิ่งใดหลังผ้าไม่มีผู้ใดเห็น
“ท่านรู้ว่ารายงานเขียนสิ่งใดหรือ” เยี่ยซิงเหอถาม
“ข้าเห็นกระบอกไม้ตราเมือง”
“นั่นมิใช่คำตอบ”
“ข้ายังมิได้อ่าน จะให้ตอบอย่างไร”
“ท่านรู้ว่ามันสำคัญพอพาข้าหนีขึ้นเขา”
ผู้เฒ่าโม่หยุดตรงโขดหินซึ่งมองเห็นทางตะวันออก“ข้ามิได้พาเ้าหนี ข้าพาเ้าออกจากสายตาคนที่้าถามมากเกินไป”
“ต่างกันหรือ”
“หากหนี เราจะไม่กลับ”
คำว่าไม่กลับทำให้เยี่ยซิงเหอมองหลังคาโม่เหอควันจากเตาไฟลอยเหนือเรือนแต่ละหลัง ในลานบ้านบางแห่งผู้ปกครองยังฉลองผลทดสอบกับลูกหลาน เสียงพูดคุยลอยขึ้นมาตามลมเบาบางโลกของหมู่บ้านดูเหมือนเดิม ทั้งที่ชื่อเขากำลังบินออกจากหุบเขา
“เหตุใดเราไม่ตามนก”
“ผู้ตรวจจะรู้ทันทีว่าคนตามรายงานกลัวอะไรและนกเมืองมีทางบินสำรอง ต่อให้ยิงตัวนี้ตก พรุ่งนี้ก็มีตัวใหม่”
“เช่นนั้นเราจะทำสิ่งใด”
ผู้เฒ่าโม่หันมามองเขา “หาว่าศิลาแตะอะไรในร่างเ้าก่อนผู้รับรายงานจะเดาถูก”
เขาออกเดินต่อ
ทางสูงชันขึ้น หิมะบนไหล่เขายังมิถูกผู้ใดเหยียบลมพัดกิ่งสนครางต่ำ ใต้แสงจันทร์ รอยผ้าพันอกของเยี่ยซิงเหอเห็นเป็สันใต้เสื้อทุกครั้งที่สูดลึก ความปวดทำให้ก้าวช้าลง แต่เขาไม่ขอพัก
“ผู้ตรวจถามว่ามีความร้อนหรือไม่” เด็กหนุ่มกล่าว“ข้าบอกความจริง”
“ดี”
“ท่านไม่พอใจ”
“ข้าไม่พอใจตนเอง”
คำตอบทำให้เขาเงียบ ผู้เฒ่าโม่ไม่ค่อยยอมรับความผิดแม้แต่เื่ทำข้าวไหม้ยังโทษหม้อเก่า
เมื่อถึงลานหินเล็กเหนือหน้าผา ชายชราวางไม้เท้าพิงต้นสนแล้วปลดห่อผ้ายาวจากหลัง เยี่ยซิงเหอเพิ่งสังเกตว่าเขาพกมันมาด้วยตลอดทางห่อมีรูปทรงเหมือนหีบไม้แคบหรือฝักอาวุธ รัดด้วยเชือกสามชั้น
“นี่คือสิ่งที่ส่งเสียงในห้องเก็บของ?” เขาถาม
ผู้เฒ่าโม่วางห่อไว้ห่างตัว “นั่งหันหลังให้ดวงจันทร์”
“ท่านยังไม่ตอบ”
“หากคืนนี้เรารอดจนกลับบ้าน เ้าจะมีเวลาไล่ถาม”
คำว่าเรารอดทำให้ลมหนาวเย็นขึ้นอีกชั้น
เยี่ยซิงเหอนั่งขัดสมาธิบนเสื่อผืนบางผู้เฒ่าโม่เปิดกล่องไม้สี่เหลี่ยมเล็กซึ่งซ่อนไว้ในแขนเสื้อภายในมีเข็มทองแดงสิบสองเล่ม ขวดดินเผาสองใบ และด้ายไหมสีขาวเขาจุดตะเกียงน้ำมันขนาดฝ่ามือ ใช้เปลวไฟลนเข็ม แล้ววางปลายนิ้วบนท้ายทอยศิษย์
“ข้าจะตรวจเส้นปราณ มิได้ช่วยเปิดมัน”
“ต่างกันอย่างไร”
“การตรวจบอกว่าประตูปิดอยู่การเปิดอาจทำให้สิ่งหลังประตูออกมา”
“สิ่งใด”
“ถอดเสื้อ”
เยี่ยซิงเหอหันครึ่งตัว “ท่านตอบไม่ตรงอีกแล้ว”
“เพราะข้ายังไม่มีคำตอบตรงพอให้เ้า” ชายชรากล่าวเสียงเรียบ“คืนนี้หากข้าพบเพียงเส้นปราณตีบ ข้าจะบอกว่าข้าคิดผิด หากพบอย่างอื่นข้าจะบอกเท่าที่ข้ารู้ มิใช่เท่าที่เ้า้าได้ยิน”
นี่เป็ข้อตกลงที่ดีที่สุดซึ่งเขาเคยได้รับเยี่ยซิงเหอจึงถอดเสื้อคลุมและเสื้อป่าน ลมกัดผิวทันทีรอยเสี้ยวดาวใต้สะบักแดงเข้มกว่าตอนก่อนนอน
ผู้เฒ่าโม่ใช้เข็มเล่มแรกแตะจุดกลางหลัง ไม่ได้ปักลึกเพียงกดให้ผิวบุ๋ม เข็มนิ่ง
เล่มที่สองแตะข้างกระดูกสันหลัง เส้นปราณควรส่งแรงสั่นกลับแต่ไม่มีสิ่งใดเกิด
เล่มที่สามวางตรงชายโครงซึ่งาเ็เยี่ยซิงเหอกัดฟันเมื่อความปวดแล่นขึ้นอก
“อย่ากลั้นหายใจ” ผู้เฒ่าโม่เตือน “บอกทุกอย่างที่รู้สึก”
“เย็นที่ผิว ร้อนข้างใน”
“ความร้อนอยู่ตรงใด”
“กลางอก แล้วลากไปข้างหลัง”
เข็มเล่มที่สี่แตะรอยเสี้ยวดาว
เปลวตะเกียงดับพรึบ
เข็มทองแดงดำคล้ำจากปลายขึ้นมาเกือบครึ่ง ผู้เฒ่าโม่ปล่อยทันทีมันตกบนหิมะแล้วส่งเสียงฉ่า
เยี่ยซิงเหอหันกลับ “นี่คืออะไร”
“มิใช่เส้นปราณตีบ”
“ข้ารู้แล้วจากสีหน้าท่าน”
ชายชราหยิบเข็มด้วยผ้า เขาพลิกดูรอยดำแสงจันทร์ทำให้มือเหี่ยวย่นดูซีด “เส้นปราณของเ้ามิได้ว่างมันถูกบีบให้พลังทุกสายไหลกลับสู่แกนกลาง ราวมีประตูซ้อนประตูอยู่ในร่าง”
“ผู้ใดทำ”
“ข้าไม่รู้แน่”
“ท่านเคยเห็นสิ่งคล้ายกัน”
“เคย”
“ที่ใด”
ผู้เฒ่าโม่มองห่อผ้ายาวข้างตัว“ในที่ซึ่งไม่ควรมีทางเชื่อมถึงโลกนี้”
เยี่ยซิงเหอรู้สึกเหมือนยืนหน้าประตูที่เพิ่งถูกเปิดเพียงช่องหนึ่งด้านในยังมืด แต่กลิ่นอากาศต่างจากโลกที่รู้จัก
“ท่านรับข้ามาเลี้ยงเพราะสิ่งนี้?”
“ข้ารับเ้าเพราะเ้าเป็ทารกที่หนาวและหิว”
“แล้วท่านเฝ้าข้าเพราะสิ่งนี้?”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ
ความเงียบครั้งนั้นชัดกว่าคำสารภาพ เยี่ยซิงเหอกำผ้าบนเข่า“ข้าเป็ศิษย์ของท่าน หรือสิ่งที่ท่านได้รับคำสั่งให้เฝ้า”
“ทั้งสองอย่างอาจจริงพร้อมกัน”
“แต่มีเพียงอย่างหนึ่งที่ท่านเคยบอกข้า”
ชายชราหลุบตา ความเหนื่อยล้าปรากฏบนใบหน้า“ข้าตั้งใจให้เ้ามีชีวิตเป็ของตนก่อนคำตอบอื่นมาทวงเ้าไป”
“การไม่รู้มิได้แปลว่าข้าเป็อิสระ”
“ข้ารู้”
“ท่านเพิ่งรู้หรือ”
“ข้ารู้มานาน เพียงหวังว่าตนจะมีเวลาแก้”
เสียงกิ่งไม้หักดังจากป่าด้านตะวันตก
ผู้เฒ่าโม่ดับคำพูดกลางลมหายใจเขาคว้าเข็มทั้งสิบเอ็ดเล่มกวาดกลับเข้ากล่องมืออีกข้างผลักเยี่ยซิงเหอลงหลังโขดหิน
“สวมเสื้อ อย่าส่งเสียง”
“สัตว์หรือ”
“สัตว์ไม่เหยียบกิ่งแห้งแล้วหยุดฟัง”
ลานหินเงียบลง มีเพียงลมเหนือพัดผ่านยอดสนเยี่ยซิงเหอสวมเสื้ออย่างรวดเร็ว แผลฝ่ามือเกี่ยวชายผ้าจนเืซึมผู้เฒ่าโม่หยิบห่อผ้ายาวขึ้น แต่ยังไม่แก้เชือก
เสียงบางอย่างกรีดอากาศ
ลูกธนูดำพุ่งออกจากเงาไม้ตรงเข้าหลังชายชรา
เยี่ยซิงเหอเห็นก่อนเพราะแสงจันทร์สะท้อนปลายเหล็กเขามิได้มีเวลาคิดว่าผู้เฒ่าโม่รับมือได้หรือไม่ ร่างเคลื่อนไปเองมือคว้าบ่าชายชราแล้วดึงไปด้านข้าง
ผู้เฒ่าโม่หมุนตัวตามแรง ใช้กล่องไม้ยาวในห่อรับลูกธนู
ฉึก!
ปลายธนูทะลุผ้าหยาบ ปักลงบนฝาหีบลึกหนึ่งข้อนิ้วแรงกระแทกทำเชือกชั้นนอกขาด ฝาหีบแง้มออก
ภายในเป็กระบี่เก่าสีดำหม่น
แม้มีสนิมตามสัน เยี่ยซิงเหอก็จำแสงทองบางเท่าเส้นผมได้มันคือแสงเดียวกับที่ลอดผ้าพันมือขณะช่วยเกวียน กระบี่สั่นอยู่ในหีบเสียงต่ำดังรับหัวใจเขา
“ถอย!” ผู้เฒ่าโม่ตวาด
ลูกธนูดอกที่สองพุ่งมา คราวนี้เล็งเยี่ยซิงเหอ
เด็กหนุ่มทิ้งตัวกลิ้งหลังโขดหินลูกธนูเฉือนแขนเสื้อไปปักต้นสน หิมะบนกิ่งร่วงลงเป็ม่านผู้เฒ่าโม่ฉวยจังหวะเตะก้อนหินสามก้อนเข้าไปในป่า เสียงกระแทกดังสามทิศพร้อมกัน
เงาดำหลังต้นไม้ขยับผิดทาง
ชายชราขว้างไม้เท้า
มันหมุนผ่านม่านหิมะ กระแทกข้อมือคนซุ่มยิง เสียงโลหะตกพื้นตามด้วยเสียงฝีเท้าถอยขึ้นลาดเขา ผู้เฒ่าโม่มิได้ไล่เขาดึงเยี่ยซิงเหอลุกแล้วพาเคลื่อนเข้าหลังต้นสนอีกด้าน
“เหตุใดไม่ตาม” เด็กหนุ่มถาม
“คนยิงมีอย่างน้อยสอง ผู้หนึ่งล่ออีกผู้หนึ่งดูว่าเราจะใช้อะไรรับ”
“พวกเขาเห็นกระบี่”
“และเห็นเ้า”
ผู้เฒ่าโม่กดศิษย์ให้หมอบลูกธนูดอกที่สามผ่านเหนือศีรษะไปหนึ่งคืบ คราวนี้มิได้เล็งคนมันปักลงตรงรอยเืบนหิมะซึ่งหยดจากฝ่ามือของเยี่ยซิงเหอ
ทันทีที่ปลายธนูแตะเื รอยเสี้ยวดาวใต้สะบักร้อนวาบ
ลูกธนูสั่นเอง
เสียงกระบี่ในหีบตอบต่ำ ๆ
เงาทั้งสองในป่าหยุดพร้อมกัน ราวพวกมันได้คำตอบที่้าแล้วจากนั้นเสียงฝีเท้าก็ถอยห่าง ไม่มีธนูดอกใหม่ตามมา
เยี่ยซิงเหอจะลุก แต่ผู้เฒ่าโม่จับไหล่ “รอสิบลมหายใจ”
ทั้งสองนับในความเงียบ
ครบรอบที่สิบ ชายชราจึงเคลื่อนไปยังลูกธนูดอกแรกเขาใช้ผ้าห่อมือ ดึงมันออกจากฝากล่อง ปลายเหล็กดำเคลือบสิ่งคล้ายยางไม้แห้งโคนลูกธนูไม่มีขนนก มีเส้นด้ายแดงพันสามรอบ
ใต้ปลายเหล็กสลักตรารูปหยดเืถูกผ่ากลาง
ผู้เฒ่าโม่มองตรานั้นนาน สีหน้าหนักกว่าตอนเห็นรอยร้าวในศิลา
“ตราโลหิต” เขากล่าว
“ชื่อของคนยิง?”
“ชื่อของวิธีตามรอย”
“สังกัดใคร”
“ผู้ซึ่งยอมใช้เืคนอื่นจ่ายราคาของตน”
“ท่านรู้จักพวกเขา”
“รู้จักตรา ไม่รู้ว่าคราวนี้มือใดถือมัน”
เยี่ยซิงเหอชี้ลูกธนูดอกที่สาม“เหตุใดมันสั่นเมื่อแตะเืข้า”
ผู้เฒ่าโม่ยกดอกนั้นขึ้น ปลายเหล็กมีประกายทองจาง ๆ ติดอยู่ก่อนเปลี่ยนเป็สีแดงคล้ำ “พวกมันมิได้ยิงเพื่อฆ่าแต่แรก้าให้เืของเ้าตอบตรา”
“ตอนนี้พวกเขารู้แล้ว”
“รู้ว่าพลังที่ตามหายังอยู่ในโม่เหอ”
“รู้ว่าเป็ข้าหรือไม่”
ชายชรามองรอยเท้าศัตรูซึ่งตั้งใจเหยียบลึกไว้สองจุด“หากยังไม่รู้ พรุ่งนี้ก็จะมาถามชื่อ”
ผู้เฒ่าโม่เก็บลูกธนูลงในกล่องเข็ม ไม่ให้มันแตะกระบี่แล้วพันห่อใหม่ มือเขาเร็วกว่าปกติ
“เรากลับเรือน เก็บของจำเป็ เ้าออกทางเหนือก่อนยามเหม่า”
เยี่ยซิงเหอคิดถึงเรือนของหญิงชราผู้ให้สมุนไพรเด็กสองคนที่ถามเื่ศิลา และเกวียนฟืนซึ่งเพิ่งไปถึงลานรวม “แล้วคนในหมู่บ้าน?”
“ข้าจะเตือนผู้ใหญ่บ้าน”
“เตือนว่าอย่างไร”
“บอกว่ามีโจรูเา”
“ศัตรูมิใช่โจร พวกเขาถามหาข้า หากข้าหาย คนที่นี่จะถูกถามแทน”
“ถ้าเ้าอยู่ พวกเขาจะมีสิ่งที่้า”
“แล้วจะจากไปจริงหรือ” เยี่ยซิงเหอถาม“คนซึ่งใช้ลูกธนูแตะเืจะเชื่อคำตอบง่ายเพียงนั้นหรือ”
ผู้เฒ่าโม่เงียบ
เด็กหนุ่มก้าวไปหยิบไม้เท้าซึ่งตกอยู่ใกล้แนวป่าเขาเห็นรอยลากอีกสายบนหิมะ ไม่ใช่รอยถอยขึ้นเขา หากเลี้ยวลงทางหมู่บ้าน
“มีคนหนึ่งลงไปแล้ว”
ชายชรามาถึงข้างกาย มองรอยนั้นแล้วสบถเบา ๆ
“เรามีเวลาเท่าใด” เยี่ยซิงเหอถาม
“ก่อนยามเหม่า หากพวกมันรอประตูเปิดตามกฎหมู่บ้าน”
“ถ้าไม่รอ?”
“น้อยกว่านั้น”
“เช่นนั้นข้าจะไม่ใช้เวลาเก็บของหนี”
ผู้เฒ่าโม่หันมาจ้อง “นี่มิใช่เื่ศักดิ์ศรี”
“ข้ารู้ มันคือเวลาของคนทั้งหมู่บ้าน” เยี่ยซิงเหอตอบ“ข้าจะกลับไปช่วยเตือนและลบรอยเื หากต้องออกข้าจะออกหลังแน่ใจว่าพวกเขาไม่ใช้ชาวบ้านเป็ทางถาม”
“เ้าคิดว่าตนช่วยทุกคนได้?”
“ไม่ได้” เขามองตราโลหิตในกล่อง“แต่ข้าเป็คนทำให้พวกมันได้รอย ข้าจะไม่ทิ้งราคาไว้ให้คนอื่นจ่ายทั้งหมด”
คำพูดนั้นทำให้ผู้เฒ่าโม่หลับตาครู่หนึ่ง เมื่อเปิดอีกครั้งเขาพยักหน้าเพียงน้อย
“กลับทางลำธาร น้ำแข็งจะกลบรอยบางส่วน เ้าไปปลุกผู้ใหญ่บ้านข้าจะจัดการลานทดสอบ”
“ท่านคิดจะทำสิ่งใดกับศิลา”
“ทำให้ผู้เฝ้าระวังดูผิดทิศ”
“และกระบี่?”
ผู้เฒ่าโม่สะพายห่อไม้ยาว “คืนนี้เ้าเห็นเพียงเหล็กเก่า”
“เหล็กเก่าไม่สั่นตามหัวใจคน”
“คนแก่ก็ไม่ควรวิ่งขึ้นเขาเร็วเช่นนี้โลกมีเื่ไม่สมควรมากมาย”
คำประชดกลับมาแล้ว แต่เยี่ยซิงเหอได้ยินความกลัวอยู่ข้างใต้
ทั้งสองลงจากไหล่เขา ท้องฟ้าทางตะวันออกยังมืดทว่ารอยเท้าสายที่มุ่งสู่โม่เหอสดใหม่ หิมะตามขอบยังไม่ทันแข็ง
ครั้นผ่านก้อนหินซึ่งศัตรูเคยซุ่ม ผู้เฒ่าโม่หยุดเขาใช้ปลายไม้เท้าเขี่ยแผ่นเปลือกสนออก เผยอักขระสีแดงเล็ก ๆ บนพื้นมันเกิดจากเืของเยี่ยซิงเหอเพียงหยดเดียว แต่เส้นทุกเส้นกำลังชี้ลงหุบเขา
ชายชราเทสุราราด อักขระส่งควันแล้วเลือนหาย
ก่อนมันดับ เส้นสุดท้ายกลับแยกออกเป็สองทาง
ทางหนึ่งชี้ไปยังลานทดสอบ
อีกทางชี้ตรงสู่เรือนของผู้เฒ่าโม่
ศัตรูมิได้เพียงตามรอยพลังพบ
พวกมันรู้แล้วว่าเยี่ยซิงเหออาศัยอยู่ที่ใดได้มาเพื่อสอดแนม"