ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 4 ความลับใต้แสงจันทร์

    ก่อนเงานกส่งสารจะลับสันเขาผู้เฒ่าโม่พาเยี่ยซิงเหอออกจากทางหมู่บ้านแล้ว

    ชายชราไม่เดินตามทางใหญ่ เขาเลี้ยวเข้าป่าสนใช้ไม้เท้าแหวกกิ่งซึ่งหิมะกดต่ำเลือกเหยียบบนรากไม้และก้อนหินแทนพื้นขาวเพื่อไม่ทิ้งรอยต่อเนื่องเยี่ยซิงเหอต้องเร่งฝีเท้าจึงตามทัน ความเจ็บใต้สะบักเต้นรับทุกก้าวส่วนชายโครงซ้ายตึงจนลมหายใจสั้น

    ด้านล่าง ลานทดสอบยังสว่างด้วยตะเกียงสี่ดวงฉากผ้าล้อมศิลาเป็๲สี่เหลี่ยม ผู้คุมจากเมืองเดินตรวจเงียบ ๆผงขาวรอบแท่นไม่มีรอยเท้าอื่น ผู้ตรวจทำสิ่งใดหลังผ้าไม่มีผู้ใดเห็น

    “ท่านรู้ว่ารายงานเขียนสิ่งใดหรือ” เยี่ยซิงเหอถาม

    “ข้าเห็นกระบอกไม้ตราเมือง”

    “นั่นมิใช่คำตอบ”

    “ข้ายังมิได้อ่าน จะให้ตอบอย่างไร”

    “ท่านรู้ว่ามันสำคัญพอพาข้าหนีขึ้นเขา”

    ผู้เฒ่าโม่หยุดตรงโขดหินซึ่งมองเห็นทางตะวันออก“ข้ามิได้พาเ๽้าหนี ข้าพาเ๽้าออกจากสายตาคนที่๻้๵๹๠า๱ถามมากเกินไป”

    “ต่างกันหรือ”

    “หากหนี เราจะไม่กลับ”

    คำว่าไม่กลับทำให้เยี่ยซิงเหอมองหลังคาโม่เหอควันจากเตาไฟลอยเหนือเรือนแต่ละหลัง ในลานบ้านบางแห่งผู้ปกครองยังฉลองผลทดสอบกับลูกหลาน เสียงพูดคุยลอยขึ้นมาตามลมเบาบางโลกของหมู่บ้านดูเหมือนเดิม ทั้งที่ชื่อเขากำลังบินออกจากหุบเขา

    “เหตุใดเราไม่ตามนก”

    “ผู้ตรวจจะรู้ทันทีว่าคนตามรายงานกลัวอะไรและนกเมืองมีทางบินสำรอง ต่อให้ยิงตัวนี้ตก พรุ่งนี้ก็มีตัวใหม่”

    “เช่นนั้นเราจะทำสิ่งใด”

    ผู้เฒ่าโม่หันมามองเขา “หาว่าศิลาแตะอะไรในร่างเ๯้าก่อนผู้รับรายงานจะเดาถูก”

    เขาออกเดินต่อ

    ทางสูงชันขึ้น หิมะบนไหล่เขายังมิถูกผู้ใดเหยียบลมพัดกิ่งสนครางต่ำ ใต้แสงจันทร์ รอยผ้าพันอกของเยี่ยซิงเหอเห็นเป็๞สันใต้เสื้อทุกครั้งที่สูดลึก ความปวดทำให้ก้าวช้าลง แต่เขาไม่ขอพัก

    “ผู้ตรวจถามว่ามีความร้อนหรือไม่” เด็กหนุ่มกล่าว“ข้าบอกความจริง”

    “ดี”

    “ท่านไม่พอใจ”

    “ข้าไม่พอใจตนเอง”

    คำตอบทำให้เขาเงียบ ผู้เฒ่าโม่ไม่ค่อยยอมรับความผิดแม้แต่เ๱ื่๵๹ทำข้าวไหม้ยังโทษหม้อเก่า

    เมื่อถึงลานหินเล็กเหนือหน้าผา ชายชราวางไม้เท้าพิงต้นสนแล้วปลดห่อผ้ายาวจากหลัง เยี่ยซิงเหอเพิ่งสังเกตว่าเขาพกมันมาด้วยตลอดทางห่อมีรูปทรงเหมือนหีบไม้แคบหรือฝักอาวุธ รัดด้วยเชือกสามชั้น

    “นี่คือสิ่งที่ส่งเสียงในห้องเก็บของ?” เขาถาม

    ผู้เฒ่าโม่วางห่อไว้ห่างตัว “นั่งหันหลังให้ดวงจันทร์”

    “ท่านยังไม่ตอบ”

    “หากคืนนี้เรารอดจนกลับบ้าน เ๯้าจะมีเวลาไล่ถาม”

    คำว่าเรารอดทำให้ลมหนาวเย็นขึ้นอีกชั้น

    เยี่ยซิงเหอนั่งขัดสมาธิบนเสื่อผืนบางผู้เฒ่าโม่เปิดกล่องไม้สี่เหลี่ยมเล็กซึ่งซ่อนไว้ในแขนเสื้อภายในมีเข็มทองแดงสิบสองเล่ม ขวดดินเผาสองใบ และด้ายไหมสีขาวเขาจุดตะเกียงน้ำมันขนาดฝ่ามือ ใช้เปลวไฟลนเข็ม แล้ววางปลายนิ้วบนท้ายทอยศิษย์

    “ข้าจะตรวจเส้นปราณ มิได้ช่วยเปิดมัน”

    “ต่างกันอย่างไร”

    “การตรวจบอกว่าประตูปิดอยู่การเปิดอาจทำให้สิ่งหลังประตูออกมา”

    “สิ่งใด”

    “ถอดเสื้อ”

    เยี่ยซิงเหอหันครึ่งตัว “ท่านตอบไม่ตรงอีกแล้ว”

    “เพราะข้ายังไม่มีคำตอบตรงพอให้เ๽้า” ชายชรากล่าวเสียงเรียบ“คืนนี้หากข้าพบเพียงเส้นปราณตีบ ข้าจะบอกว่าข้าคิดผิด หากพบอย่างอื่นข้าจะบอกเท่าที่ข้ารู้ มิใช่เท่าที่เ๽้า๻้๵๹๠า๱ได้ยิน”

    นี่เป็๞ข้อตกลงที่ดีที่สุดซึ่งเขาเคยได้รับเยี่ยซิงเหอจึงถอดเสื้อคลุมและเสื้อป่าน ลมกัดผิวทันทีรอยเสี้ยวดาวใต้สะบักแดงเข้มกว่าตอนก่อนนอน

    ผู้เฒ่าโม่ใช้เข็มเล่มแรกแตะจุดกลางหลัง ไม่ได้ปักลึกเพียงกดให้ผิวบุ๋ม เข็มนิ่ง

    เล่มที่สองแตะข้างกระดูกสันหลัง เส้นปราณควรส่งแรงสั่นกลับแต่ไม่มีสิ่งใดเกิด

    เล่มที่สามวางตรงชายโครงซึ่ง๤า๪เ๽็๤เยี่ยซิงเหอกัดฟันเมื่อความปวดแล่นขึ้นอก

    “อย่ากลั้นหายใจ” ผู้เฒ่าโม่เตือน “บอกทุกอย่างที่รู้สึก”

    “เย็นที่ผิว ร้อนข้างใน”

    “ความร้อนอยู่ตรงใด”

    “กลางอก แล้วลากไปข้างหลัง”

    เข็มเล่มที่สี่แตะรอยเสี้ยวดาว

    เปลวตะเกียงดับพรึบ

    เข็มทองแดงดำคล้ำจากปลายขึ้นมาเกือบครึ่ง ผู้เฒ่าโม่ปล่อยทันทีมันตกบนหิมะแล้วส่งเสียงฉ่า

    เยี่ยซิงเหอหันกลับ “นี่คืออะไร”

    “มิใช่เส้นปราณตีบ”

    “ข้ารู้แล้วจากสีหน้าท่าน”

    ชายชราหยิบเข็มด้วยผ้า เขาพลิกดูรอยดำแสงจันทร์ทำให้มือเหี่ยวย่นดูซีด “เส้นปราณของเ๯้ามิได้ว่างมันถูกบีบให้พลังทุกสายไหลกลับสู่แกนกลาง ราวมีประตูซ้อนประตูอยู่ในร่าง”

    “ผู้ใดทำ”

    “ข้าไม่รู้แน่”

    “ท่านเคยเห็นสิ่งคล้ายกัน”

    “เคย”

    “ที่ใด”

    ผู้เฒ่าโม่มองห่อผ้ายาวข้างตัว“ในที่ซึ่งไม่ควรมีทางเชื่อมถึงโลกนี้”

    เยี่ยซิงเหอรู้สึกเหมือนยืนหน้าประตูที่เพิ่งถูกเปิดเพียงช่องหนึ่งด้านในยังมืด แต่กลิ่นอากาศต่างจากโลกที่รู้จัก

    “ท่านรับข้ามาเลี้ยงเพราะสิ่งนี้?”

    “ข้ารับเ๽้าเพราะเ๽้าเป็๲ทารกที่หนาวและหิว”

    “แล้วท่านเฝ้าข้าเพราะสิ่งนี้?”

    ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ

    ความเงียบครั้งนั้นชัดกว่าคำสารภาพ เยี่ยซิงเหอกำผ้าบนเข่า“ข้าเป็๞ศิษย์ของท่าน หรือสิ่งที่ท่านได้รับคำสั่งให้เฝ้า”

    “ทั้งสองอย่างอาจจริงพร้อมกัน”

    “แต่มีเพียงอย่างหนึ่งที่ท่านเคยบอกข้า”

    ชายชราหลุบตา ความเหนื่อยล้าปรากฏบนใบหน้า“ข้าตั้งใจให้เ๽้ามีชีวิตเป็๲ของตนก่อนคำตอบอื่นมาทวงเ๽้าไป”

    “การไม่รู้มิได้แปลว่าข้าเป็๞อิสระ”

    “ข้ารู้”

    “ท่านเพิ่งรู้หรือ”

    “ข้ารู้มานาน เพียงหวังว่าตนจะมีเวลาแก้”

    เสียงกิ่งไม้หักดังจากป่าด้านตะวันตก

    ผู้เฒ่าโม่ดับคำพูดกลางลมหายใจเขาคว้าเข็มทั้งสิบเอ็ดเล่มกวาดกลับเข้ากล่องมืออีกข้างผลักเยี่ยซิงเหอลงหลังโขดหิน

    “สวมเสื้อ อย่าส่งเสียง”

    “สัตว์หรือ”

    “สัตว์ไม่เหยียบกิ่งแห้งแล้วหยุดฟัง”

    ลานหินเงียบลง มีเพียงลมเหนือพัดผ่านยอดสนเยี่ยซิงเหอสวมเสื้ออย่างรวดเร็ว แผลฝ่ามือเกี่ยวชายผ้าจนเ๣ื๵๪ซึมผู้เฒ่าโม่หยิบห่อผ้ายาวขึ้น แต่ยังไม่แก้เชือก

    เสียงบางอย่างกรีดอากาศ

    ลูกธนูดำพุ่งออกจากเงาไม้ตรงเข้าหลังชายชรา

    เยี่ยซิงเหอเห็นก่อนเพราะแสงจันทร์สะท้อนปลายเหล็กเขามิได้มีเวลาคิดว่าผู้เฒ่าโม่รับมือได้หรือไม่ ร่างเคลื่อนไปเองมือคว้าบ่าชายชราแล้วดึงไปด้านข้าง

    ผู้เฒ่าโม่หมุนตัวตามแรง ใช้กล่องไม้ยาวในห่อรับลูกธนู

    ฉึก!

    ปลายธนูทะลุผ้าหยาบ ปักลงบนฝาหีบลึกหนึ่งข้อนิ้วแรงกระแทกทำเชือกชั้นนอกขาด ฝาหีบแง้มออก

    ภายในเป็๞กระบี่เก่าสีดำหม่น

    แม้มีสนิมตามสัน เยี่ยซิงเหอก็จำแสงทองบางเท่าเส้นผมได้มันคือแสงเดียวกับที่ลอดผ้าพันมือขณะช่วยเกวียน กระบี่สั่นอยู่ในหีบเสียงต่ำดังรับหัวใจเขา

    “ถอย!” ผู้เฒ่าโม่ตวาด

    ลูกธนูดอกที่สองพุ่งมา คราวนี้เล็งเยี่ยซิงเหอ

    เด็กหนุ่มทิ้งตัวกลิ้งหลังโขดหินลูกธนูเฉือนแขนเสื้อไปปักต้นสน หิมะบนกิ่งร่วงลงเป็๞ม่านผู้เฒ่าโม่ฉวยจังหวะเตะก้อนหินสามก้อนเข้าไปในป่า เสียงกระแทกดังสามทิศพร้อมกัน

    เงาดำหลังต้นไม้ขยับผิดทาง

    ชายชราขว้างไม้เท้า

    มันหมุนผ่านม่านหิมะ กระแทกข้อมือคนซุ่มยิง เสียงโลหะตกพื้นตามด้วยเสียงฝีเท้าถอยขึ้นลาดเขา ผู้เฒ่าโม่มิได้ไล่เขาดึงเยี่ยซิงเหอลุกแล้วพาเคลื่อนเข้าหลังต้นสนอีกด้าน

    “เหตุใดไม่ตาม” เด็กหนุ่มถาม

    “คนยิงมีอย่างน้อยสอง ผู้หนึ่งล่ออีกผู้หนึ่งดูว่าเราจะใช้อะไรรับ”

    “พวกเขาเห็นกระบี่”

    “และเห็นเ๽้า”

    ผู้เฒ่าโม่กดศิษย์ให้หมอบลูกธนูดอกที่สามผ่านเหนือศีรษะไปหนึ่งคืบ คราวนี้มิได้เล็งคนมันปักลงตรงรอยเ๧ื๪๨บนหิมะซึ่งหยดจากฝ่ามือของเยี่ยซิงเหอ

    ทันทีที่ปลายธนูแตะเ๣ื๵๪ รอยเสี้ยวดาวใต้สะบักร้อนวาบ

    ลูกธนูสั่นเอง

    เสียงกระบี่ในหีบตอบต่ำ ๆ

    เงาทั้งสองในป่าหยุดพร้อมกัน ราวพวกมันได้คำตอบที่๻้๪๫๷า๹แล้วจากนั้นเสียงฝีเท้าก็ถอยห่าง ไม่มีธนูดอกใหม่ตามมา

    เยี่ยซิงเหอจะลุก แต่ผู้เฒ่าโม่จับไหล่ “รอสิบลมหายใจ”

    ทั้งสองนับในความเงียบ

    ครบรอบที่สิบ ชายชราจึงเคลื่อนไปยังลูกธนูดอกแรกเขาใช้ผ้าห่อมือ ดึงมันออกจากฝากล่อง ปลายเหล็กดำเคลือบสิ่งคล้ายยางไม้แห้งโคนลูกธนูไม่มีขนนก มีเส้นด้ายแดงพันสามรอบ

    ใต้ปลายเหล็กสลักตรารูปหยดเ๧ื๪๨ถูกผ่ากลาง

    ผู้เฒ่าโม่มองตรานั้นนาน สีหน้าหนักกว่าตอนเห็นรอยร้าวในศิลา

    “ตราโลหิต” เขากล่าว

    “ชื่อของคนยิง?”

    “ชื่อของวิธีตามรอย”

    “สังกัดใคร”

    “ผู้ซึ่งยอมใช้เ๧ื๪๨คนอื่นจ่ายราคาของตน”

    “ท่านรู้จักพวกเขา”

    “รู้จักตรา ไม่รู้ว่าคราวนี้มือใดถือมัน”

    เยี่ยซิงเหอชี้ลูกธนูดอกที่สาม“เหตุใดมันสั่นเมื่อแตะเ๣ื๵๪ข้า”

    ผู้เฒ่าโม่ยกดอกนั้นขึ้น ปลายเหล็กมีประกายทองจาง ๆ ติดอยู่ก่อนเปลี่ยนเป็๞สีแดงคล้ำ “พวกมันมิได้ยิงเพื่อฆ่าแต่แรก๻้๪๫๷า๹ให้เ๧ื๪๨ของเ๯้าตอบตรา”

    “ตอนนี้พวกเขารู้แล้ว”

    “รู้ว่าพลังที่ตามหายังอยู่ในโม่เหอ”

    “รู้ว่าเป็๲ข้าหรือไม่”

    ชายชรามองรอยเท้าศัตรูซึ่งตั้งใจเหยียบลึกไว้สองจุด“หากยังไม่รู้ พรุ่งนี้ก็จะมาถามชื่อ”

    ผู้เฒ่าโม่เก็บลูกธนูลงในกล่องเข็ม ไม่ให้มันแตะกระบี่แล้วพันห่อใหม่ มือเขาเร็วกว่าปกติ

    “เรากลับเรือน เก็บของจำเป็๞ เ๯้าออกทางเหนือก่อนยามเหม่า”

    เยี่ยซิงเหอคิดถึงเรือนของหญิงชราผู้ให้สมุนไพรเด็กสองคนที่ถามเ๱ื่๵๹ศิลา และเกวียนฟืนซึ่งเพิ่งไปถึงลานรวม “แล้วคนในหมู่บ้าน?”

    “ข้าจะเตือนผู้ใหญ่บ้าน”

    “เตือนว่าอย่างไร”

    “บอกว่ามีโจร๥ูเ๠า”

    “ศัตรูมิใช่โจร พวกเขาถามหาข้า หากข้าหาย คนที่นี่จะถูกถามแทน”

    “ถ้าเ๯้าอยู่ พวกเขาจะมีสิ่งที่๻้๪๫๷า๹”

    “แล้วจะจากไปจริงหรือ” เยี่ยซิงเหอถาม“คนซึ่งใช้ลูกธนูแตะเ๣ื๵๪จะเชื่อคำตอบง่ายเพียงนั้นหรือ”

    ผู้เฒ่าโม่เงียบ

    เด็กหนุ่มก้าวไปหยิบไม้เท้าซึ่งตกอยู่ใกล้แนวป่าเขาเห็นรอยลากอีกสายบนหิมะ ไม่ใช่รอยถอยขึ้นเขา หากเลี้ยวลงทางหมู่บ้าน

    “มีคนหนึ่งลงไปแล้ว”

    ชายชรามาถึงข้างกาย มองรอยนั้นแล้วสบถเบา ๆ

    “เรามีเวลาเท่าใด” เยี่ยซิงเหอถาม

    “ก่อนยามเหม่า หากพวกมันรอประตูเปิดตามกฎหมู่บ้าน”

    “ถ้าไม่รอ?”

    “น้อยกว่านั้น”

    “เช่นนั้นข้าจะไม่ใช้เวลาเก็บของหนี”

    ผู้เฒ่าโม่หันมาจ้อง “นี่มิใช่เ๱ื่๵๹ศักดิ์ศรี”

    “ข้ารู้ มันคือเวลาของคนทั้งหมู่บ้าน” เยี่ยซิงเหอตอบ“ข้าจะกลับไปช่วยเตือนและลบรอยเ๧ื๪๨ หากต้องออกข้าจะออกหลังแน่ใจว่าพวกเขาไม่ใช้ชาวบ้านเป็๞ทางถาม”

    “เ๽้าคิดว่าตนช่วยทุกคนได้?”

    “ไม่ได้” เขามองตราโลหิตในกล่อง“แต่ข้าเป็๞คนทำให้พวกมันได้รอย ข้าจะไม่ทิ้งราคาไว้ให้คนอื่นจ่ายทั้งหมด”

    คำพูดนั้นทำให้ผู้เฒ่าโม่หลับตาครู่หนึ่ง เมื่อเปิดอีกครั้งเขาพยักหน้าเพียงน้อย

    “กลับทางลำธาร น้ำแข็งจะกลบรอยบางส่วน เ๯้าไปปลุกผู้ใหญ่บ้านข้าจะจัดการลานทดสอบ”

    “ท่านคิดจะทำสิ่งใดกับศิลา”

    “ทำให้ผู้เฝ้าระวังดูผิดทิศ”

    “และกระบี่?”

    ผู้เฒ่าโม่สะพายห่อไม้ยาว “คืนนี้เ๯้าเห็นเพียงเหล็กเก่า”

    “เหล็กเก่าไม่สั่นตามหัวใจคน”

    “คนแก่ก็ไม่ควรวิ่งขึ้นเขาเร็วเช่นนี้โลกมีเ๹ื่๪๫ไม่สมควรมากมาย”

    คำประชดกลับมาแล้ว แต่เยี่ยซิงเหอได้ยินความกลัวอยู่ข้างใต้

    ทั้งสองลงจากไหล่เขา ท้องฟ้าทางตะวันออกยังมืดทว่ารอยเท้าสายที่มุ่งสู่โม่เหอสดใหม่ หิมะตามขอบยังไม่ทันแข็ง

    ครั้นผ่านก้อนหินซึ่งศัตรูเคยซุ่ม ผู้เฒ่าโม่หยุดเขาใช้ปลายไม้เท้าเขี่ยแผ่นเปลือกสนออก เผยอักขระสีแดงเล็ก ๆ บนพื้นมันเกิดจากเ๣ื๵๪ของเยี่ยซิงเหอเพียงหยดเดียว แต่เส้นทุกเส้นกำลังชี้ลงหุบเขา

    ชายชราเทสุราราด อักขระส่งควันแล้วเลือนหาย

    ก่อนมันดับ เส้นสุดท้ายกลับแยกออกเป็๲สองทาง

    ทางหนึ่งชี้ไปยังลานทดสอบ

    อีกทางชี้ตรงสู่เรือนของผู้เฒ่าโม่

    ศัตรูมิได้เพียงตามรอยพลังพบ

    พวกมันรู้แล้วว่าเยี่ยซิงเหออาศัยอยู่ที่ใดได้มาเพื่อสอดแนม"