เว่ยเว่ยสาวน้อยสลับวิญญาณ

    บทที่ 52 ไต้จี้หลิงเข้าวัง

                รถม้าที่วิ่งสองคันวิ่งตามกันไปจอดยังหน้าโรงน้ำชาแห่งหนึ่งอาจารย์หวังต้าจิ้งและเด็กชายทั้งสองลงจากรถ เด็กหญิงใบหน้ากลมโผล่หน้าออกมาตะโกนบอก

                “อาจารย์เจ้าคะพวกข้าขอไปร้านขนมถนนข้างหน้านะเจ้าคะ”

                หวังต้าจิ้งหันมายิ้มให้จนตาหยี“ไปเถอะ เลือกขนมมาฝากพวกเราเยอะๆ ด้วยล่ะ”

                “ได้เจ้าค่ะ”เด็กหญิงซิวลู่ฉิงหลบเข้าไปในข้างใน

                “เจ้าทำได้ดี”ชิงเว่ยเว่ยเอ่ยชม

                “แน่นอนสิเรื่องวางแผนซับซ้อนแบบนี้ข้าถนัดนัก”

                รถม้าของเด็กหญิงทั้งสองไปจอดหน้าร้านขนมที่อยู่ห่างออกไป                ชิงเว่ยเว่ยกับซิวลู่ฉิงลงจากรถเดินเข้าไปในร้านอย่างร่าเริง

                “ตามพวกเรามาหรือเปล่า?”

                “ตามข้าแอบมองดูอยู่ ดูท่าคงจะจับตามองพวกเรามากกว่าจะสนใจรถม้าของพวกเราเสียอีก”

                “ดีมาก...อย่างนี้ก็เข้าแผนเราแล้ว”

                ทั้งสองเดินเข้าไปในร้านพร้อมด้วยผู้องครักษ์ทั้งสองส่วนสาวใช้และบ่าวรับใช้อีกสี่คนยืนรออยู่หน้าร้าน รถม้าของชิงเว่ยเว่ยวิ่งวนไปด้านข้างร้านหนึ่งในผู้องครักษ์แปลกหน้าที่มาใหม่ขี่ม้าขนาบข้างรถม้าเลี้ยวมองไปรอบๆ

                “ไม่มีคนตามมาแล้วมุ่งหน้าเข้าวังหลวงได้” เสียงบุรุษรูปร่างโปร่งบางนั้นหวานใส

                รถม้าของชิงเว่ยเว่ยมุ่งหน้าเข้าสู่วังหลวงอย่างรวดเร็วพร้อมด้วยองครักษ์ทั้งสี่ที่ขี่ม้าคอยดูแลอยู่ข้างๆ

                ชายฉกรรจ์สี่คนที่ซุ่มสะกดรอยอาจารย์ใหญ่หวังไม่พบความผิดปกติใดๆดูเหมือนชายชราจะพาเด็กชายทั้งสองมาพักผ่อนคนทั้งสามนั่งฟังการเล่านิทานในโรงน้ำชาอย่างเพลิดเพลินส่วนเด็กหญิงทั้งสองก็ซื้อขนมแล้วเดินกลับมาสมทบยังโรงน้ำชา

                “พวกเขาออกมาแค่นี้กันจริงๆ หรือ?”

                “นั่นน่ะสิ ตอนออกมาดูเอิกเกริกนัก มีองครักษ์ติดตามมากมายพอมาถึงโรงน้ำชากลับเหลือเพียงคนสนิทไม่กี่คน”

                “จะเอาองครักษ์พวกนั้นมาด้วยมากมายทำไม?”

                ชายคนแรกขมวดคิ้ว “รถม้าของพวกเขาจอดอยู่ที่ใด?”

                “จอดอยู่หลังโรงน้ำชาขอรับ?”

                “แล้วรถของคุณหนูชิงล่ะ?”

                “จอดอยู่ข้างร้านขายขนม”

                “พวกเจ้าแน่ใจหรือ? กลับไปดูเร็วเข้า!”

                ครู่ใหญ่คนที่ถูกส่งไปก็กลับมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด“ไม่อยู่แล้วขอรับ รถม้าของคุณหนูชิงหายไปแล้ว”

                “เราหลงกลแล้วล่ะพวกเจ้ารีบไปตามหารถม้าคันนั้นเร็วเข้า”

                หัวหน้าของกลุ่มสะกดรอยฉุนเฉียวทั้งๆ ที่คิดเอาไว้แล้วว่าครั้งนี้หวังต้าจิ้งน่าจะแอบนำตัวไต้จี้หลิงออกมาด้วยหรือไม่ก็ถูกแอบนำตัวไปซ่อนไว้ที่อื่นแล้วครั้งนี้หวังต้าจิ้งน่าจะออกมาหาไต้จี้หลิง

                “นานขนาดนี้เห็นทีรถม้าคันนั้นคงจะเข้าวังหลวงไปแล้ว”

     

                องครักษ์หนุ่มร่างบางที่ขี่ม้านำหน้ายกเอาป้ายอาญาสิทธิ์ของฮ่องเต้ขึ้นชูหัวหน้าทหารเฝ้าประตูวังมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นถนัดตาก็รีบหันไปสั่งคนเปิดประตู

                “นั่นราชองครักษ์กังซือเฉินพวกเจ้ารีบเปิดประตูเร็วเข้า!”

                กังเฉินที่ขี่ม้าตามมาด้านหลังยิ้มน้อยๆเขาไม่อยากจะนึกถึงใบหน้าของหัวหน้าทหารยามเมื่อได้เห็นกังซือเฉินตัวจริงที่กำลังตามมาอีกไม่เกินครึ่งชั่วยาม

                “ท่านผู้นี้ได้รับคำสั่งให้เข้าเฝ้าฮ่องเต้เป็นการส่วนพระองค์พวกท่านรีบเปิดทางเถิด”กังเฉินขี่ม้าขึ้นมาสมทบ

                “เชิญเลยขอรับ”

                รถม้าเร่งเข้าไปจอดในพระราชวังชั้นในแต่บริเวณนั้นห้ามขี่ม้าหรือมีรถม้าเข้าไปไต้จี้หลิงถูกอุ้มลงจากรถม้ามานั่งรถเข็น ล้อมหน้าล้อมหลังด้วย            ราชองครักษ์ของฮ่องเต้ที่ทรงส่งออกมารอรับ

                เมื่อรถเข็นไปถึงตำหนักของฮ่องเต้ไต้จี้หลิงถูกนำตัวไปห้องที่หมิงฮ่องเต้ทรงประทับรออยู่

                “เป็นอย่างไรบ้างไต้จี้หลิง?ได้ยินว่าเจ้าลำบากนักหนาเพราะเจิ้น”

                ไต้จี้หลิงถวายพระพรอยู่บนรถเข็น“กระหม่อมเกรงว่าคนพวกนั้นจะมิใช่เป็นโจรกบฏหากแต่เป็นพวกที่คิดรุกรานแคว้นหมิงพะยะค่ะ”

                ใต้เท้าไต้ควักเอาแผนที่ส่วนที่เหลือออกมามอบให้กับกังเฉินนำเอาไปถวายหมิงฮ่องเต้เมื่อหมิงเฟยหลงทอดพระเนตรแล้วก็ขมวดพระขนง

                “ปลอมได้เหมือนมากมีเพียงร่องรอยเล็กๆ เท่านั้นที่พอจะสังเกตได้”

                “พะยะค่ะกระหม่อมไม่คิดว่าพวกเขาจะรู้และตามล่ากระหม่อม”

                “ดีที่เจ้ารอดมาได้เจิ้นได้รับฟังเรื่องของเจ้ามาแล้วในเมื่อเจ้าเข้ามาถึงวังหลวงพวกเขาคงไม่คิดจะตามล่าเจ้าอีกเพราะหมดประโยชน์แล้ว”

                “กระหม่อมเกรงว่าแผนที่ปลอมอาจจะมีอีกพะยะค่ะ”

                “เรื่องนี้เจิ้นให้คนตรวจสอบไปกับแม่ทัพทุกคนที่ถือแผนที่แล้วหากพบเรื่องผิดปกติต้องรีบรายงาน”

                ไต้จี้หลิงจึงรายงานสถานการณ์ทางเมืองชิงหลิงให้กับหมิงฮ่องเต้ได้ทรงทราบดินแดนแถบภูเขามีคนหลายชนเผ่าอยู่อาศัยพวกเขาต่างรู้สึกเป็นราษฏรชั้นสองที่ไม่ได้รับความเป็นสนใจดังนั้นทางการจึงต้องเร่งให้ความช่วยเหลือในส่วนที่พวกเขาต้องการด้วย

                “ดินแดนแถบนั้นค่อนข้างติดต่อยากเพราะเส้นทางยังไม่ดีพอเห็นทีเจิ้นคงต้องพิจารณาสร้างถนนหนทางเพิ่มเติมเพื่อให้การติดต่อไปมาหาสู่คล่องตัวขึ้นเมืองชิงหลิงจะได้เป็นที่รู้จักและสามารถทำการค้ากับเมืองอื่นได้มากขึ้น”

                “กระหม่อมถูกคนของชนเผ่าชู่ชีที่ร่วมมือกับกลุ่มก่อการจับตัวมาซ่อนไว้ที่เขาไข่มังกรเกรงว่าจะมีคนในเป็นหนอนบ่อนไส้ด้วยพะยะค่ะ”

                “เจิ้นก็คิดเช่นนั้นเพียงแต่ขุนนางในเมืองหลวงยามนี้มีจำนวนมากขึ้นอาจจะต้องใช้เวลาในสืบเสาะมากหน่อย” ฮ่องเต้หันไปมองทางราชองครักษ์ที่ยืนยุกยิก“เจ้าไปเปลี่ยนชุดดีหรือไม่? ออกไปอย่างนั้นทั้งวันคงจะรำคาญแย่แล้ว”

                “เพคะ”

                ไต้จี้หลิงได้ยินเช่นนั้นก็ตะลึงเขาเคยได้ยินมานานแล้วว่าหลวนฮองเฮาทรงแปลงโฉมได้นับพันแบบแต่ไม่คาดคิดว่าพระองค์จะทรงปลอมเป็น          ราชองครักษ์เพื่อออกไปช่วยนำตัวเขาเข้ามาในวังหลวง เขาไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของบุรุษผู้นี้เลยสักนิดนี่น่ะเอง “เซียนพันหน้า” ที่เขาร่ำลือกัน ร่างโปร่งบางผลุบหายไปอีกห้องครู่ใหญ่จึงค่อยปรากฏกายอย่างงดงาม

                ขุนนางไต้ถวายพระพรฮองเฮาอยู่บนรถเข็นในขณะที่หลวนฮองเฮาหัวเราะร่วน

                “ภารกิจไปรับเจ้าเข้าวังในครั้งนี้สนุกมาก”

     

    *********************

               

     

     

    คล้ายกับเรื่องเว่ยเว่ยสาวน้อยสลับวิญญาณ ที่คุณอ่าน