บทที่ 28 รัชทายาท
"เสนาบดีสวี พวกขุนนางอย่างพวกท่านคงหวังจะได้เห็นฮ่องเต้ผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่เพียงแค่นั่งอยู่บนบัลลังก์แล้วบ้านเมืองก็เป็ปกติสุขโดยเร็วใช่หรือไม่?"
จิงอวี่ส่ายหน้า "หากคิดเช่นนี้ พวกท่านยังคงมีความคิดเห็นแก่ตัวอยู่"
สีหน้าของสวีฟ่างบึ้งตึง "หากกระหม่อมเห็นแก่ตัวจริ เหตุใดกระหม่อมจึงมิผลักดันหลานชายแท้ ๆ ของกระหม่อมให้ขึ้นครองบัลลังก์กันเล่า? จะมาถกเถียงกับท่านอ๋องที่นี้ด้วยเหตุใดกันพ่ะย่ะค่ะ!"
"นั่นก็เพราะว่าอ้อยไม่มีทางหวานทั้งสองด้าน!"
จิงอวี่พูดออกมาอย่างไม่ปรานี "เสนาบดีสวี ในวันข้างหน้าท่านจะได้รับพระราชทานนามว่า 'เหวินเจิ้ง' และจะได้รับเกียรติให้เข้าสู่หอบรรพชน เช่นนี้แล้วท่านจะแบกรับคำครหาว่าเป็ญาติฝ่ายนอกที่ฉวยอำนาจได้อย่างไร?"
"ท่านอยากแสดงความสามารถ อีกทั้งยังหวังสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลภายหลัง เื่ดี ๆ ทั้งหมดในใต้หล้านี้ท่านก็จะไว้แต่เพียงผู้เดียว!"
"คำพูดของท่านอ๋องนี้เปรียบเสมือนกระบี่ที่แทงเข้าสู่หัวใจกระหม่อมเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
แม้ว่าสวีฟ่างจะเป็คนเจนโลก แต่ในยามนี้ก็อดไม่ได้ที่ใบหน้าจะแดงก่ำ "สุดท้ายแล้วที่กระหม่อมทำเช่นนี้ก็ทำเพื่อราษฎรในอาณาจักรจ้าวมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"ท่านทำเพื่อราษฎรที่ใดกัน!"
จิงอวี่แค่นเสียงเ็า "เสนาบดีสวี ที่นี่ไม่มีคนนอก ไยท่านต้องมาแสร้งทำเป็คนดีเช่นนี้!"
"หลายปีมานี้ข้าแม้จะห่างไกลจากราชสำนัก แต่ก็มิได้ปิดหูปิดตาไม่รับรู้เื่ราวภายนอก เพียงแค่ห้าปีที่ผ่านมา ในสิบสามเขตการปกครองของอาณาจักรจ้าวได้มีการปราบปรามฏชาวบ้านไปแล้วถึงเจ็ดครั้ง! ล้วนเป็ผู้คนที่อดอยากไม่มีข้าวกิน!"
สวีฟ่างกล่าวอย่างจนใจ "ท่านอ๋อง พูดเช่นนี้ก็ไร้ความหมายแล้ว การที่ราษฎรไม่มีข้าวกิน เป็เพราะภัยธรรมชาติ มิใช่สิ่งที่มนุษย์จะแทรกแซงได้... บัดนี้นับว่าเป็ปีที่ดีแล้ว! ห้าปีมีฏชาวบ้านเพียงเจ็ดครั้ง หากเทียบกับ่ปลายราชวงศ์..."
"เหลวไหลสิ้นดี! ภัยธรรมชาติบ้าบออันใดกัน เมื่อสองปีก่อนบริเวณรอบเมืองหลวงเกิดภัยแล้ง ทุ่งนาที่ส่งเสบียงให้เมืองหลวงไม่มีข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว แต่ไฉนเลยข้าถึงไม่เห็นมีผู้ใดในเมืองหลวงอดตาย?"
จิงอวี่ด่าว่า "ปีนั้นเขตชิงเหอที่อยู่ติดกับเมืองหลวงกลับมีลมฝนอุดมสมบูรณ์ เป็ปีที่ได้ผลผลิตดีหาได้ยาก แต่เหตุใดกลับมีผู้คนอดตาย? เหตุใดถึงมีผู้คนชูธงก่อฏ?!"
ริมฝีปากของสวีฟ่างสั่นระริก เงียบงันไม่พูดจา
จิงอวี่ลดน้ำเสียงลงอย่างนุ่มนวล "เสนาบดีสวี ข้าเชื่อว่าท่านมีความคิดเพื่อบ้านเมืองและราษฎร แต่เงินทองช่วยเหลือคราวยามทุพภิกขภัยนั้น มีสักเท่าไรกันที่ตกถึงมือชาวบ้านผู้ประสบภัย ท่านและข้าต่างรู้กันดี หากไม่รู้ก็ดูได้จากกองกำลังฏเ่าั้ก็จะรู้"
"แต่เื่นี้ท่านมีหนทางแก้ไขหรือ? การคดโกงของขุนนางเป็โรคเรื้อรังที่มีมาั้แ่โบราณกาล โรคร้ายเช่นนี้ในอาณาจักรจ้าวยังมีอีกมากเท่าไร ชั่วขณะนี้คงนับไม่ถ้วน"
"แม้แต่ท่านผู้มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองเช่นนี้ ยังไม่อาจแก้ไขโรคร้ายเหล่านี้ได้ ข้าที่เป็คนบ้าต่อสู้ ในหัวมีแต่เื่วิชายุทธ์ จะมีหนทางใดได้เล่า?"
สวีฟ่างอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดติดอ่างออกมาเป็คำ ๆ "ท่านอ๋องช่างเป็ผู้ที่ห่วงใยใต้หล้าจริง ๆ"
"หากข้าจะมีจิตใจห่วงใยแผ่นดิน แล้วการนั่งบนบัลลังก์ันั้นจะเป็ไร?" จิงอวี่ถอนหายใจพลางเอ่ยว่า "นี่ไม่ต่างอะไรจากการเป็ปลิงดูดเืแผ่นดิน สุดท้ายก็ไม่สบายใจ แต่หากเ้าจะให้ข้าสละทิ้งสถานะราชวงศ์ไป ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น"
"ข้าคงได้แต่ซุกหัวลงดิน หลับตาข้างเดียวแล้วทำเป็มองไม่เห็น!"
"มีเื่เก่าอยู่หนึ่งเื่ที่เสนาบดีสวีอาจไม่ทราบ เมื่อสองปีก่อน เกิดการจลาจลที่เขตชิงเหอ จนเกิดโศกนาฏกรรมที่ผู้คนต้องกินเนืุ้์ด้วยกันเอง คดีนี้ท่านพี่สี่ของข้าจ้าวิเฉิงเป็ผู้จัดการด้วยตนเอง
ภายหลังได้เขียนฎีการายงานเหตุการณ์ทั้งหมดถวายต่อหน้าเสด็จพ่อ และได้ให้ขุนนางอ่านในวงแคบ ตอนนั้นทั้งในและนอกราชสำนักมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก จนเื่ราวไม่น่าดูยิ่งนัก... จริง ๆ แล้วก่อนท่านพี่สี่จะจากไป เขาเคยชวนข้าไปด้วย แต่ข้าไม่ได้ตอบตกลง"
"สาเหตุที่ข้าไม่ได้ไปเขตชิงเหอพร้อมกับเขา เป็เพราะแม้ไม่ไปก็รู้ว่าเื่ราวเป็อย่างไร อีกทั้งข้าไม่กล้าไปเห็นความทุกข์ทรมานของราษฎรเขตชิงเหอที่ต้องประสบเคราะห์กรรมอันไม่เป็ธรรมว่าจะน่าสยดสยองเพียงใดด้วยตนเอง!"
"เพราะกลัวว่าหากไปครั้งนี้ การได้พบเห็นราษฎรที่นั่น อย่าว่าแต่จะได้เป็ฮ่องเต้เลย แม้แต่การเป็อ๋องที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระก็คงทำใจไม่สงบ!"
"มีคำกล่าวที่ว่าเมื่ออยู่ในตำแหน่งก็ต้องคิดถึงการปกครอง ผู้ครองแคว้นต้องแบกรับภาระของประชาชนทั้งแผ่นดิน... ภาระนี้หนักหนาเกินไป ข้าเป็คนที่เคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างอิสระมาตลอด จะแบกรับภาระนี้ได้อย่างไร?"
"นี่มิใช่การหลอกตัวเองและผู้อื่นหรือ..." สวีฟ่างพึมพำ
"ในโลกนี้มีเื่ที่ไม่สมหวังมากมายเพียงใด ที่ใดเล่าที่ไม่ต้องหลอกตัวเองและผู้อื่น!" จิงอวี่เอ่ยเสียงเบา "เสนาบดีสวี ขอให้พวกท่านไปหาผู้อื่นเถิด"
"นี่มัน..."
สวีฟ่างสีหน้าจนใจ ตนเองเป็ถึงอัครมหาเสนาบดีแห่งสภาขุนนาง ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องมาพบความผิดหวังจากผิงอ๋องผู้ไร้ตำแหน่งผู้นี้
ในโลกใบนี้ยังมีราชวงศ์ที่ไม่ปรารถนาจะครองบัลลังก์อยู่อีกหรือ?
—
สามวันต่อมา จู่ ๆ ก็มีพระราชโองการจากวังหลวง สั่งให้จิงอวี่เข้าเฝ้า
เมื่อจิงอวี่มาถึงหน้าประตูวัง เขาก็เห็นขบวนรถม้าของแต่ละจวนองค์ชายหลายขบวนอยู่ที่นั่นแล้ว เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้จ้าวไม่ได้เรียกเขาเข้าเฝ้าเพียงผู้เดียว แต่เรียกราชบุตรทั้งหมดเข้าเฝ้า
‘คงจะมีการหารือเื่ระเบียบแบบแผนบางอย่างแล้วสินะ…’ จิงอวี่คิดในใจ
ใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ เื่ใหญ่ที่สามารถเรียกรวมราชบุตรทุกคนมาได้ คงไม่พ้นเื่การแต่งตั้งองค์รัชทายาท
แต่เนื่องจากตนได้ปฏิเสธไปอย่างชัดเจนแล้ว ละครฉากใหญ่นี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับตนอีกต่อไป จิงอวี่จึงรู้สึกสบายใจ ย่างก้าวเบาสบาย
เมื่อเขาเข้าไปในตำหนักฉงิที่ใช้ประชุม กลับพบว่าพี่น้องทั้งหลายมาถึงกันหมดแล้ว ตนกลับกลายเป็คนสุดท้าย
บนบัลลังก์กลางตำหนักคือฮ่องเต้จ้าวเซิ่ง วันนี้ฮ่องเต้ทรงฉลองพระองค์อย่างเป็ทางการ ทรงฉลองพระองค์ัสีเหลืองทอง ทำให้ชายชราผมขาวผู้นี้ดูสง่างามน่าเกรงขามโดยมิต้องแสดงพระพิโรธ จิงอวี่เงยหน้ามอง พลันรู้สึกว่าวันนี้ฝ่าาดูไม่แก่ชราเหมือนเมื่อสามวันก่อนแล้ว
ทุกคนในท้องพระโรงแห่งอาณาจักรจ้าวล้วนมาพร้อมหน้า อัครมหาเสนาบดีนามสวีฟ่างยืนอยู่ด้านล่างของฮ่องเต้ เมื่อเห็นจิงอวี่เดินเข้ามา เขาเพียงแค่ถอนหายใจเบา ๆ
สายพระเนตรดุจเหยี่ยวของฮ่องเต้กวาดมองใบหน้าของเหล่าราชบุตรธิดาทีละคน ผ่านองค์หญิงสองผู้มีสีหน้าหม่นหมองจ้าวิเยว่ องค์หญิงสามผู้ดูครุ่นคิดจ้าวิอวี้ องค์ชายสี่ผู้แสร้งทำใจเย็นจ้าวิเฉิง องค์ชายห้าผู้มีสีหน้างุนงงจ้าวิโหลว และองค์ชายเจ็ดผู้ดูกระวนกระวายเล็กน้อยจ้าวิฝู่
ในที่สุดสายพระเนตรของฮ่องเต้ก็ทอดลงมายังจิงอวี่ผู้เพิ่งมาถึง ก่อนจะทรงหลุบพระเนตรลง
"ทุกคนมาพร้อมกันแล้ว"
"วันนี้ที่เรียกพวกเ้ามา เพื่อกำหนดผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งอาณาจักรจ้าว"
"หา?"
องค์ที่ห้าจ้าวิโหลวแสดงสีหน้าดีใจ เอ่ยซ้ำหลายครั้ง "เสด็จพ่อ หลายปีมานี้ ท่านสมควรจะทรงตัดสินใจเลือกผู้สืบทอดบัลลังก์มานานแล้ว"
"ถูกต้อง สมควรจะต้องตัดสินใจเสียที ข้าเคยคิดว่าตนเองยังมีเวลาอีกสักระยะ แต่บัดนี้ดูเหมือนว่า..." ฮ่องเต้ไอออกมาหลายครั้งอย่างรุนแรง "แค่ก! สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานโชคชะตาได้"
"เสด็จพ่อ!" เมื่อเห็นฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนัก จ้าวิโหลวรู้สึกใจสั่นสะท้าน กลัวว่าฮ่องเต้จะยังไม่ทันได้ประกาศรายชื่อรัชทายาทก็จะสิ้นพระชนม์คาตำหนักฉงินี่เสียก่อน
"ช่างโง่เขลาเสียจริง..." จ้าวิฝู่มองดูจ้าวิโหลวด้วยสายตาดูแคลน ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว "เสด็จพ่อ ไม่ต้องรีบร้อนกล่าวชอรับ พวกลูดต่างรออยู่ที่นี่ ไม่จำเป็ต้องเร่งรีบในชั่วครู่นี้"
ฮ่องเต้จ้าวชายตามองผู้เป็โอรสองค์สุดท้องของตนเล็กน้อบ ก่อนจะกล่าวเรียบ ๆ ว่า "ตำแหน่งรัชทายาทมิใช่เื่เล่น ๆ ใน่หลายวันมานี้ข้าได้ปรึกษาหารือกับขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักอย่างถี่ถ้วน จนในที่สุดก็ได้ตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสม"
"วันนี้จะมีการร่างราชโองการ"
"อวี้อ๋อง โอรสองค์ที่สี่ ิเฉิง เป็ผู้มีคุณธรรมสูงส่ง เ้ามีบุคลิกนิสัยเหมือนข้ายิ่งนัก ดังนั้นเ้าต้องสามารถสืบทอดราชบัลลังก์ให้ร่มเย็นได้เป็แน่"
"ให้สืบทอดตำแหน่งบัลลังก์ต่อจากข้า"