ย้อนยุคมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยสาวชาวสวน กับ ระบบวิเศษ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 56 เงินใส่ซอง

            “ปล่อยให้นางวิ่งเต้นไปสักสองสามวันก่อน คนอย่างนางมิยอมอยู่เฉยหรอก และวันใดที่นางเผยโฉมหน้าออกมา ความตายก็อยู่มิไกลจากนางแล้ว” เพื่อบ้านหลังนี้หรือเพื่อซ่งผิง ซ่งจื่อเฉินก็มิคิดจะปล่อยเฉียวซื่อไป  เฉียวซื่อมิได้มีบุญคุณที่เลี้ยงดูเขามา สิบเก้าปีก่อนหากมิใช่เพราะพวกเขาพ่อลูก บ้านของเฉียวซื่อคงอดตายไปนานแล้ว จะได้ดีมาจนถึงวันนี้หรือ

            “ข้าฟังเจ้า” จิ่นเซวียนเม้มปากยิ้มๆ สามีของนางผู้นี้มิธรรมดา เขาเป็นหมาป่าอวดหาง[1] ชัดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้านาง เขาเล่นนอกกฎเสมอเลย!

            “เซวียนเซวียน เฉินเอ๋อร์ พวกเจ้าอยู่ในห้องหนังสือหรือไม่?” เสียงกังวานดังขึ้นนอกประตู จิ่นเซวียนสบตากับซ่งจื่อเฉินอย่างรู้กันว่าซ่งผิงมาแล้ว

            “ท่านพ่อ ท่านมาหาพวกเราเช่นนี้มีเรื่องอะไรหรือขอรับ?” ประตูห้องหนังสือถูกเปิดออก ซ่งผิงเดินเข้ามาด้านใน ในอ้อมแขนของเขามีกล่องไม้ขนาดใหญ่ คาดว่าเป็นกล่องเงินใส่ซอง

            ชาวบ้านรวมเงินใส่ซองตามสะสวก ได้มาร้อยกว่าอีแปะก็ดีมากแล้ว

            “เซวียนเซวียน เฉินเอ๋อร์ นี่คือเงินใส่ซองที่ได้จากตอนที่พวกเจ้าแต่งงาน ข้านับแล้ว มีทั้งหมดห้าสิบแปดตำลึง”

            ซ่งผิงพูดแล้วยื่นสมุดบัญชีให้จิ่นเซวียน นางจึงหยิบมาดู ฉิวจั่งกุ้ยให้เงินใส่ซองมากที่สุด เขาให้ตั้งยี่สิบตำลึง

            “จริงสิ นี่คือของที่สหายในยุทธภพของข้าฝากมาใหพวกเจ้า ข้ามิอยากให้คนในหมู่บ้านรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา ข้าเลยมิได้ลงบัญชีไว้” สหายจอมยุทธ์ส่วนหนึ่งของซ่งผิงรู้ว่าซ่งจื่อเฉินแต่งงาน พวกเขาเลยให้เงินใส่ซองกับซ่งผิงเอาไว้ล่วงหน้า รวมทั้งหมดหกสิบตำลึง แม้ชาวยุทธภพจะองอาจห้าวหาญ แต่มิค่อยมีเงินนัก

            “ท่านพ่อ ท่านเก็บเงินส่วนนี้เอาไว้เถิดเจ้าค่ะ” จิ่นเซวียนมิต้องการเงินหกสิบตำลึงนี้

            “พวกเราจะนำเงินใส่ซองที่ได้มาไปซื้อผักปลูกในดินดอน ข้าวางแผนจะจัดหาผักสดใหม่หลากชนิดส่งให้ร้านอาหารเจ้าค่ะ” จิ่นเซวียนต้องการนำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์

            “เจ้าทำตามใจเถิด มิว่าเจ้าจะทำสิ่งใด ข้ากับเฉินเอ๋อร์ล้วนสนับสนุนเจ้าทั้งสิ้น” ซ่งผิงเชื่อในฝีมือของจิ่นเซวียน

            จิ่นเซวียนอยากให้ซ่งผิงมีส่วนร่วมกับการจัดการธุรกิจ ซ่งผิงคิดและทำเพื่อสามีของนางเสมอ มิมีทางทำร้ายพวกเราแน่

            “เจ้าก็รู้ว่าข้าล่าสัตว์เลี้ยงชีพ จะรู้จักผู้ที่มีความสามารถทางด้านนี้ได้อย่างไร เซวียนเซวียน หากเจ้าอยากเปิดร้านเครื่องเรือนคงต้องใช้เงินมากยิ่งนัก ข้าเกรงว่าเงินจะมิพอ” จู่ๆ ซ่งผิงก็นึกถึงหูเหยียนซู

            “จริงสิ อาเขยเล็กของเจ้าประกอบธุรกิจก่อสร้าง เขาน่าจะมีคนรู้จักอยู่ มิสู้ให้เขาหาอาจารย์ช่างไม้ให้สักสองสามคนเล่า”

            “ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าร่วมมือกับร้านเครื่องเรือนใหญ่ๆ ดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าจะเริ่มเตรียมการเมื่อได้ข่าวจากท่านอาเขยเจ้าค่ะ” จิ่นเซวียนครุ่นคิด ในเมื่อนางมิมีอาจารย์ช่างไม้ดีๆ นางจะยอมร่วมมือกับผู้อื่นชั่วคราว ถึงเวลานั้นเมื่อนางร่วมลงทุนด้วยความรู้ทั้งหมดที่มี เท่านี้ก็ทำเงินได้แล้ว

            “ท่านพ่อ แผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นั้น สงครามสามารถปะทุได้ตลอดเวลา ถึงเวลานั้นเสบียงอาหารกับอาวุธจะเป็นสินค้าที่ผู้คนแย่งกันซื้อ ข้านั้นทำอาวุธมิเป็น แต่ข้าสามารถใช้ความรู้ที่เรียนมาผลิตเสบียงอาหารเพิ่มได้ จนพวกเราสามารถช่วงชิงตำแหน่งร้านค้าธัญพืชอันดับหนึ่งของแคว้นนี้ได้เจ้าค่ะ” จิ่นเซวียนพูดถึงแผนการในอนาคตของนาง มิว่าจะเป็นสมัยโบราณหรือสมัยใหม่ อาหารคือสิ่งที่มนุษย์ขาดมิได้

            ร้านค้าธัญพืชอันดับหนึ่งในใต้หล้า ภรรยาตัวน้อยของเขาช่างมีปณิธานที่ยิ่งใหญ่เสียจริง ยุคนี้คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด มีหลายตระกูลที่ผูกขาดอาหาร เอารัดเอาเปรียบประชาชนจนชาวบ้านสามารถอดตายได้ตลอดเวลา

            หากพวกเขาพัฒนาด้านนี้ได้ จะสามารถยึดเส้นสายโลหิตทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงแคว้นซีหลิงได้ แม้อุดมการณ์นี้จะดูไกลเกินเอื้อม แต่หากพวกเขามุ่งมั่นตั้งใจ เชื่อว่าสักวันจะต้องทำสำเร็จแน่

            “บัณฑิตปัญญาชน กสิกร กรรมกรและพ่อค้าวาณิชย์ กสิกรอยู่ชนชั้นที่สอง แสดงให้เห็นว่ามันสำคัญมาก ภรรยา ข้าสน้บสนุนเจ้า” แผนการของจิ่นเซวียนสร้างแรงบันดาลใจให้ซ่งจื่อเฉิน โดยส่วนตัวแล้วเขาคิดว่าเกษตรกรสามารถอยู่ชนชั้นที่หนึ่งได้ เพราะหากมิมีคนทำนา ผู้ดีพวกนั้นจะเสวยสุขกันได้อย่างไร

            “แม้ว่าการพัฒนาเกษตรจะสำคัญเพียงใด แต่คนในราชวงศ์คงมิยอมรับ  เช่นนั้นในครอบครัวต้องมีผู้หนึ่งเป็นขุนนาง สามี ท่านรับหน้าที่สอบเคอจวี่ ชิงตำแหน่งก้าวมิ่งฟูเหริน[2] มาให้ข้านะ”

            จิ่นเซวียนเป็นนักธุรกิจ นางรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อค้ากับข้าราชการดี

            “มิมีปัญหา ข้าจะพยายามเพื่อเอาตำแหน่งฮูหยินขุนนางยศสูงมาให้เจ้า”

            ซ่งจื่อเฉินเคาะจมูกจิ่นเซวียนด้วยความรักใคร่ ซ่งผิงเห็นแล้วก็รู้สึกเป็นส่วนเกิน

            “เซวียนเซวียน เฉินเอ๋อร์ พวกพี่สะใภ้ทำกับข้าวเสร็จแล้ว พวกเราออกไปกินข้าวกับแขกกันเถิด ผ่านสองวันนี้ไปพวกเราจะเริ่มยุ่งกันอีก”

            “จริงสิ ท่านพ่อ ท่านดูกฎระเบียบบ้านให้พวกเราก่อนเถิดเจ้าค่ะ หากมีส่วนใดมิเหมาะสม พวกเราจะได้แก้ไขเจ้าค่ะ” จิ่นเซวียนส่งกฎบ้านให้ซ่งผิงดู เมื่ออ่านจบ ซ่งผิงรู้สึกพอใจยิ่งนัก กฎที่มีมนุษยธรรมเช่นนี้ดีกว่ากฎกดขี่พวกนั้นเป็นไหนๆ

            ความจริงแล้วเขารู้ว่าพวกลูกเลี้ยงมิได้เป็นคนเลวร้าย พวกเขาแค่กลัวความยากจน หากทำให้พวกเขาชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ ก็คงดี

            “ท่านพ่อ ข้ากับเซวียนเซวียนกังวลเรื่องของซ่งเป่าจูกับท่านแม่เลี้ยงที่สุด พวกนางมิชอบพวกเรา ข้ากลัวว่าพวกนางจะกระทบต่อแผนการของพวกเราขอรับ” ซ่งจื่อเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาอยากให้ซ่งผิงจัดการแม่ลูกคู่นี้มิให้ก่อเรื่อง

            “ข้ามิมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อเฉียวซื่อ หากปีนั้นข้ามิได้อ่อนวัยจนตกหลุมพรางของนาง ข้าคงมิแต่งนางเป็นภรรยา ส่วนเป่าจู ข้าผิดหวังกับนางยิ่งนัก ข้าอยากถือโอกาสนี้ดัดนิสัยนาง มิให้นางใช้ชีวิตอย่างโง่เขลาเบาปัญญาเช่นแต่ก่อนอีก” ซ่งผิงพูดสื่อเป็นนัยๆ กับพวกเขาว่าจะสนับสนุนพวกเขา มิว่าพวกเขาจะทำสิ่งใดกับสองแม่ลูกคู่นั้นก็ตาม

            สิ่งเดียวที่เขาห่วงมีเพียงซ่งเป่าจู เขาหวังว่าจิ่นเซวียนจะช่วยแก้นิสัยเสียๆ ของซ่งเป่าจูได้

            “ท่านพ่อ ความจริงแล้วการแก้นิสัยเสียๆ ของซ่งเป่าจูมิใช่เป็นไปมิได้ เพียงให้นางอยู่ห่างจากท่านแม่เลี้ยง ทุกอย่างจะง่ายขึ้นขอรับ ข้าจะทำให้บ้านของพวกเราเข้าที่เข้าทางเร็วที่สุด เมื่อท่านแม่เลี้ยงจะก่อเรื่อง นางจะมิอาจทำได้อีกขอรับ”

            สิ่งที่บุรุษเกลียดที่สุดคือการถูกภรรยาวางแผนใส่ตนเอง ตั้งแต่เกิดเรื่องครานั้น ซ่งผิงก็มิเคยร่วมห้องกับเฉียวซื่ออีกเลย พวกเขาแยกห้องนอนตลอด คนทั้งบ้านซ่งรู้กันหมด

            พวกเรารู้ว่าซ่งผิงมิได้รักเฉียวซื่อ เขายอมทนนางก็เพราะเขาเห็นแก่หน้าเด็กๆ

            จิ่นเซวียนค่อนข้างดีใจที่ซ่งผิงมิชอบเฉียวซื่อ มิเช่นนั้นนางคงวางตัวลำบาก

            “หลายปีมานี้ ข้าวิ่งหางานตลอดปี มิได้สั่งสอนเป่าจูให้ดี เป่าจูถึงกลายเป็นเช่นนี้” ซ่งผิงละอายใจยิ่งนัก เขารู้ว่าตนเองล้มเหลวในการเป็นพ่อ ละเลยการอบรมสั่งสอนลูกสาว

            “ท่านพ่อ นี่มิใช่ความผิดของท่าน ท่านทำงานหนัก เพื่อครอบครัวของเราขอรับ” ซ่งจื่อเฉินปลอบซ่งผิงด้วยเสียงแผ่วเบา เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าซ่งผิงทำเช่นนี้เพื่อตัวของเขาเอง

            “พวกเราอย่าพูดเรื่องน่าสลดเหล่านี้เลย ไปทานข้าวกันก่อนเถิด” ซ่งผิงเดินออกจากห้องหนังสือไปก่อน ส่วนจิ่นเซวียนส่งกล่องไม้ให้ซ่งจื่อเฉินนำไปวางไว้ในห้องนอน และยืนรอเขาอยู่ตรงลานบ้าน



    เชิงอรรถ

    [1] หมาป่าอวดหาง หมายถึง การเสียดสีคนที่แสร้งทำเป็นจริงจัง ซื่อสัตย์ สุภาพบุรุษ

    [2] ก้าวมิ่งฟูเหริน หมายถึง ตำแหน่งสตรีที่มีสามีเป็นขุนนางอันดับหนึ่งหรือสอง คล้ายกับตำแหน่งท่านผู้หญิงหรือคุณผู้หญิงของไทย

    คล้ายกับเรื่องย้อนยุคมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยสาวชาวสวน กับ ระบบวิเศษ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359