บทที่ 18 มีสมบัติล้ำค่าปรากฏกายหรือ
จีอู๋ซวงโบกมือลาจ้านฝานและจินฝูสี่ไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย จนร่างกายอ่อนล้าทรุดลงบนเก้าอี้ เหลียนซิงรีบรินชาส่งให้พลางเอ่ยถาม “ท่านบรรพบุรุษน้อย ท่านสามารถวาดยันต์ระดับ 4 ได้แล้วหรือ?”
จีอู๋ซวงประคองถ้วยชาด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู ทว่าคำพูดของนางกลับทำให้เหลียนซิงตื่นตระหนก “อืม ตราบใดที่ไม่ใช่ยันต์วิเศษ ข้าก็วาดได้หมด”
เหลียนซิงถึงกับพูดติดอ่าง แม้จะพยายามทำใจดีสู้เสือเพียงใด “ยันต์ ยันต์วิเศษหรือขอรับ”
“อืม”
เหลียนซิงกลืนน้ำลายดังอึก นึกถึง ‘ตำราฝึกวิชา’ ที่จีอู๋ซวงเคยมอบให้ ตอนนั้นเขาคิดว่าเป็เพียงของเล่นเด็ก จึงเก็บเข้าหิ้งไว้โดยไม่ไยดี
หรือว่า…
จะเป็ของวิเศษ!
เหลียนซิงตัดสินใจเอ่ยถาม “ท่านบรรพบุรุษน้อย ตำราฝึกวิชาที่ท่านเคยมอบให้ข้าน้อย...”
“อ้อ นั่นคือตำราไท่สวี่ สามารถช่วยท่านเสริมสร้างรากฐานได้ ท่านมีพร์ก็จริง แต่ความพยายามยังไม่มากพอ ครั้งนี้ที่สามารถทะลวงขั้นได้ก็ด้วยความช่วยเหลือจากข้า แม้จะเป็เื่น่ายินดี แต่รากฐานอาจยังไม่มั่นคง การฝึกฝนตำราไท่สวี่สามารถช่วยเสริมสร้างปราณและรากฐานของท่านได้ หากภายภาคหน้าได้ทะยานสู่ฟ้า ก็จะไร้ซึ่งอุปสรรคจากจิตใจ”
เหลียนซิงรู้ดีว่าตนมีปัญหารากฐานไม่มั่นคง แต่ด้วยความเป็เ้าสำนัก จึงมีภารกิจมากมาย แทบไม่มีเวลาฝึกฝนอย่างจริงจัง
เดิมทีเขาวางแผนไว้ว่า หากมีผู้สืบทอดตำแหน่ง เขาจะปลีกวิเวกฝึกฝนอย่างจริงจัง หรือไม่ก็ลงไปยังโลกมนุษย์เพื่อฝึกปรือตนเอง
แต่บรรพบุรุษน้อยกลับมองทะลุเขาเพียงพริบตา!
นี่มัน...
เด็กยุคนี้ช่างน่าเกรงขามเสียจริง!
ไม่แปลกใจที่ท่านอาจารย์ฉือเรียกเขาว่าท่านอาจารย์น้อย พร์เช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัว!
“ขอบคุณท่านอาจารย์น้อยที่เมตตาชี้แนะ”
จีอู๋ซวงโบกมือ พลันนึกอะไรบางอย่างออก ดวงตาทอประกายระยิบระยับ เอ่ยว่า “ท่านลุงเสี่ยวซิง”
เหลียนซิง “?”
เเต่เดี๋ยวก่อน เสี่ยวซิงคือผู้ใด
เขาเป็ถึงผู้นำสำนัก ไยจึงไม่รักษาหน้าตาเช่นนี้
“เสี่ยวซิง ท่านไปหาหนัง เขี้ยว เื และผงิญญาของอสูรระดับสูงมาให้ข้า พวกเรามาเขียนยันต์ระดับสูงกันเถิด แล้วท่านค่อยเปิดพลังยันต์ ส่วนผลกำไรจากผลึกิญญา พวกเราก็แบ่งกันคนละครึ่ง” นางกล่าว
“!!!”
หน้าตาสำคัญอันใด!
เมื่อเทียบกับผลึกิญญาแล้ว ไร้ค่า!
“ได้ขอรับ เสี่ยวซิงจะไปเดี๋ยวนี้”
ครึ่งเดือนต่อมา นางไม่ได้ไปเข้าชั้นเรียนยันต์อีกเลย แต่กลับใช้เวลาทั้งหมดไปกับหอตำรา
กล่าวกันว่าหอตำรานี้ แท้จริงแล้ว เมื่อก้าวเข้าไปจะเป็มิติอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เบื้องในบรรจุเคล็ดวิชาที่สั่งสมมาเป็หมื่นปีของสำนักอวิ๋นหลาน และเนื่องจากขั้นพลังของนางสูงพอ จึงสามารถเข้าถึงยันต์ทั้งหมดภายในนั้นได้
นางเลือกคัดยันต์ระดับ 8 ออกมา ได้แก่ ยันต์แปลงกาย ยันต์เพชรคงกระพัน ยันต์สายฟ้า และยันต์เก้าชีวิตป้องกันพิษ มาเขียน
ตามชื่อ ยันต์แปลงกายคือยันต์ที่สามารถทำให้กระดาษยันต์กลายเป็ร่างที่เหมือนกับผู้ใช้ทุกประการ อีกทั้งยังสามารถตอบโต้ สนทนา และแม้กระทั่งใช้อำนาจิญญาได้ มันสามารถแสดงพลังออกมาได้ถึงเจ็ดในสิบของพลังผู้ใช้ แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในขั้นผ่านมหายานก็ไม่อาจมองเห็นความแตกต่าง
ยันต์ะ คุ้มครองโดยกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ใน่เวลาสั้น ๆ จะอยู่ในสถานะ “ไร้พ่าย”
ไร้พ่าย...
ไร้พ่ายจริง ๆ...
นี่จะเป็ยันต์ที่น่ากลัวขนาดไหนกัน?
ยันต์วิถีฟ้า เรียกฟ้าผ่า!
แน่นอนว่าไม่ใช่ฟ้าผ่าที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เป็ฟ้าผ่าจริง ๆ ที่มาจาก์!
ต้องมีเพื่อฆ่าคนและชิงทรัพย์! เป็ยันต์ที่จำเป็ต้องมี!
ยันต์เก้าชีวิตป้องกันพิษ สามารถหลีกเลี่ยงพิษจากธรรมชาติ พิษศพ พิษแมลง และพิษต่าง ๆ ทุกชนิด ในโลกนี้ ‘พิษ’ ใดก็ตาม สามารถหลีกเลี่ยงได้ การมียันต์นี้เหมือนมีเก้าชีวิต มันไม่ใช่เื่ล้อเล่นเลย
ภายในครึ่งเดือนที่ผ่านมา จีอู๋ซวงศึกษาและเข้าใจคาถาเหล่านี้ แล้ววันหนึ่งที่ลมเย็นสบาย อากาศแจ่มใส นางจึงพาเหลียนซิงไปวาดยันต์ด้วยกัน
เหตุใดจึงต้องพิธีรีตรองถึงเพียงนี้?
เพราะว่าอักขระพวกนี้ล้วนต้องใช้หนังและเืของสัตว์อสูรระดับ 8 ...
สัตว์อสูรระดับ 8 !
นั่นเทียบเท่ากับท่านบรรพชนขั้นผ่านมหายาน!!
ยิ่งไปกว่านั้น สัตว์อสูรยังมีพลังแต่กำเนิด บวกกับร่างกายที่แข็งแกร่ง พูดได้ว่าทั้งสำนักมีหนังเก่า ๆ กับเืเก่า ๆ เพียงอย่างละหนึ่ง
หากล้มเหลว ท่านศิลาปฐพชนคงไม่ให้ท่านอาจารย์น้อยไปคุกเข่าที่ตำหนักสืบทอดหรอก แต่จะให้เขาไปแทน! ไม่บรรลุขั้นผ่านมหายาน คงไม่ได้ออกมาเป็แน่
ดังนั้นเขาจึงเอาชีวิตของตัวเองมาแบ่งปันกับท่านอาจารย์น้อย ไม่สิ กำลังเอาใจท่านอาจารย์น้อยต่างหาก
เหลียนซิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงตึงเครียดว่า “ท่านพร้อมหรือยัง?”
จีอู๋ซวง พยักหน้า นางหลอมรวมลมปราณสีม่วงแห่ง์ได้ส่วนหนึ่งใน่ครึ่งเดือนนี้
แม้เพียงน้อยนิด แต่มันก็ยังคงมอบความรู้สึกปลอดโปร่งแก่จิติญญาของนาง ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
นางเชื่อมั่นว่า ยันต์ที่นางวาดจะต้องเลื่อนขั้นขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน
จีอู๋ซวงหายใจเข้าลึกหนึ่งเฮือก มิได้หยิบพู่กันขึ้นมาวาดยันต์ดังเช่นเคย นางกลับเลือกกระบี่เล่มหนึ่งออกมาจากห้วงมิติ ทันทีที่เห็นกระบี่เล่มนั้น เหลียนซิงก็พลันงุนงง
บอกว่าจะวาดยันต์มิใช่หรือ?
ท่านอาจารย์น้อย ท่านหยิบกระบี่ออกมาทำอันใดหรือขอรับ?
จีอู๋ซวง ยกมือขึ้นสะบัดกระบี่เป็ลวดลายดอกไม้ นางแตะปลายกระบี่ลงในเือสูร ก่อนจะเหาะตัวขึ้นไป ลวดลายอักขระปรากฏขึ้นบนกระดาษยันต์ราวกับแสงสว่าง ไหลไปตามการเคลื่อนไหวของจีอู๋ซวง อย่างเป็ธรรมชาติ...
กระบี่ของนางปราศจากจิตสังหาร ทว่ากลับแผ่รังสีแห่งกระบี่อันแรงกล้า!
ดุจดังคลื่นใต้น้ำอันเกรี้ยวกราด!
ดั่งมหาวาตภัยจากท้องทะเล!
ในที่สุด นางก็ผนึกคลื่นคลั่งและมหาสมุทรอันเกรี้ยวกราดนี้ ไว้ในเศษกระดาษยันต์เล็ก ๆ นี้ได้!
จีอู๋ซวงค่อย ๆ ลอยลงแตะพื้นอย่างมั่นคง นางเก็บกระบี่ไว้ด้านหลัง ทว่ากลับได้ยินเสียงสั่นะเืดังก้องจากคมกระบี่ ก่อนจะแตกละเอียดเป็ผุยผงในที่สุด
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะมองดูด้ามกระบี่ที่แหลกสลาย น้ำเสียงแ่เบาอย่างเศร้าสร้อย
“หากไร้นามอยู่ที่นี่ก็ดีสิ…”
ไร้นามคือกระบี่คู่กายของจีอู๋ซวง มันไม่ใช่กระบี่เทพ์แต่กำเนิด แต่เป็กระบี่ที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มันอยู่เคียงข้างจีอู๋ซวงั้แ่ยังเป็เพียงบุคคลไร้ชื่อเสียง จนกระทั่งก้าวสู่จุดสูงสุด ก้าวเข้าสู่ความเป็เทพเซียน
ในยามที่จีอู๋ซวงสิ้นชีพ ไร้นามก็เลือกที่จะสลายไปพร้อมนาง
เพราะมันเชื่อว่า นอกจากจีอู๋ซวงแล้ว ไร้ผู้ใดคู่ควรเรียกขานนามของมันได้อีก
ทว่าจีอู๋ซวงผู้ซึ่งควรจะแตกดับทั้งิญญา กลับมีชีวิตอยู่ นั่นหมายความว่าไร้นามอาจยังมีชีวิตอยู่ก็เป็ได้?
มีชีวิตอยู่ที่แห่งใดในโลกใบนี้ รอคอยให้นางกลับไปหามันอย่างนั้นหรือ?
จีอู๋ซวงครุ่นคิดถึงตอนนั้นพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ แสงสว่างเรืองรองในดวงตางดงามอีกครั้ง
นางเก็บยันต์แต่ละแผ่นส่งให้แก่เหลียนซิง แล้วได้แต่มองเหลียนซิงอย่างเหม่อลอย
“สำ... สำเร็จแล้วรึ”
จีอู๋ซวงพยักหน้า “อืม ข้าคาดว่าสำเร็จแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น... ข้าขอทดสอบดูได้รึไม่”
“ได้สิ”
เดิมทีเหลียนซิงอยากลองรวบรวมพลังปราณเข้าไป แต่แล้วก็นึกถึงยันต์ระดับต่ำก่อนหน้านี้...
ดูเหมือนว่ายิ่งระดับสูง ยันต์ที่ออกมาจะยิ่งมีระดับสูงตามไปด้วย
นี่เป็ถึงยันต์ระดับ 8 ตัวเขานั้นเป็แค่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมิญญา หากเปลี่ยนเป็ยันต์ก็แค่ระดับ 6 เอ่อ ดูเหมือนว่าข้าจะไม่คู่ควรนัก
จีอู๋ซวงดูเหมือนจะมองความคิดของเขาออก จึงเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เห็นเป็ไร แค่วาดใหม่ก็เท่านั้น ลองดูผลลัพธ์สักหน่อยจะเป็ไร”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหลียนซิงก็รู้สึกคันไม้คันมือ ท้ายที่สุดจึงหยิบยันต์เก้าชีวิตป้องกันพิษออกมาแผ่นหนึ่งเพื่อทดสอบ
ทว่า เพียงแค่เ้าตัวจะได้ใส่พลังปราณเข้าไปไม่นานก็รู้สึกได้ทันควันว่า พลังปราณในกายถูกสูบเข้าไปในแผ่นยันต์จนหมดสิ้น เ้าตัวถึงกับสะดุ้งโหยง รีบควักเอาศิลาจิติญญาชั้นเลิศออกมาเสริมพลังปราณอย่างเร่งร้อน
ขณะที่กำลังดูดซับพลังนั้น ใจของเขาก็ราวกับถูกเฉือนด้วยคมมีด
เพราะนี่มันศิลาจิติญญาชั้นเลิศเชียวนะ!
จีอู๋ววงเห็นท่าทางลำบากใจของเขา ก็รีบร้องะโออกมาว่า “เสี่ยวซิง อย่าใช้ศิลาจิติญญา ใช้เคล็ดวิชาไท่สวี่!”
เหลียนซิงรีบขัดสมาธิ เพ่งจิตใช้เคล็ดวิชาไท่สวี่ พลังปราณในกายค่อย ๆ ไหลเวียนจนเต็มเปี่ยม ขณะนั้นเอง เขาก็รู้สึกได้ว่ารากฐานพลังปราณของตัวเองมั่นคงขึ้นทีละน้อย
สภาพที่เคยล่องลอย ไร้ซึ่งแก่นสาร ดุจดั่งปราสาทกลางอากาศก็หายไปสิ้น แทนที่ด้วยความรู้สึกอัดแน่น หนักแน่น ไร้ขอบเขต
เขาเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง แต่ก็ไม่กล้าที่จะวอกแวก ยังคงเพิ่มการดูดซับและขับเคลื่อนพลังปราณต่อไป
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม บนฟากฟ้าเหนือยอดเขาจู๋ซิงก็ปรากฏเป็วังวนพลังปราณที่หมุนวนอยู่!
ไม่เพียงแต่เหล่าศิษย์ในสำนักเท่านั้นที่ตื่นตะลึง แม้แต่เซียนเฒ่าที่หลับไหลอยู่ก่อนหน้าก็ยังตื่นขึ้นมา เขาตื่นเต้นดีใจจนแทบคลั่งะโว่า
[เร็วเข้า! โม่หลานอี! รีบไปที่จุดที่เกิดปรากฏการณ์ประหลาดนั่นเร็ว! มีของวิเศษปรากฏตัว!!!]