ยังคงเป็สูตรและรสชาติอันคุ้นเคย
เป็เวลาสิบปีให้หลังที่เซียวจิ่งหยวนถูกฟ้าผ่าอีกครั้งเหมือนเป็คำบัญชาจาก์จริงๆ
หากเขายังรู้สึกตัวอยู่จะต้องร้องทุกข์เป็แน่
ต้องรู้ก่อนว่าตนเองไม่เคยทำเื่อะไรที่ผิดต่อฟ้าดินแล้วเหตุใดจึงต้องถูกฟ้าผ่าด้วย ์ช่างไม่ยุติธรรม เขารันทดยิ่งกว่าโต้วเอ๋อร์[1]จากเื่โต้วเอ๋อร์ยวนเสียอีก แต่โชคดีก็คือเขาคุ้นเคยกับเื่แบบนี้จนเป็ธรรมชาติ หรืออาจจะเป็เพราะเหตุผลบางอย่างแต่เอาเถอะ เขาถูกฟ้าผ่าลงบนตัวอย่างรุนแรง แต่กลับไม่ตายคาที่ชีพจรยังเต้นอยู่ปกติ
ที่น่าประหลาดไปกว่านั้นก็คือ ขณะที่เขาล้มลงกับพื้นปรากฏแสงไฟเป็ชั้นกลมๆ คล้ายกับระลอกคลื่นกำลังกระเพื่อมขึ้นลงบนตัว แสงเคลื่อนที่โค้งรอบๆตัวเขาอยู่นานเกือบหนึ่งเค่อจึงค่อยๆ สลายไป
ขณะเดียวกันก็เกิดฟ้าร้องฟ้าผ่าฝนเม็ดใหญ่เทลงมาอย่างหนัก หยาดฝนบนฟ้าก่อตัวกันกลายเป็ม่านฝนขนาดใหญ่ปกคลุมไปทั่วฟ้าดินราวกับฉากละครอันวุ่นวายที่ยังไม่เปิดตัว ช่างลึกลับและงดงามอย่างยิ่ง
พายุฝนฟ้าคะนองะเืเลือนลั่นไปทั่งผืนปฐีกินเวลาไปหนึ่งคืนเต็มๆ
กระทั่งรุ่งสาง เมฆดำถึงค่อยๆ หายไปท้องฟ้าเริ่มกลับมาแจ่มใส ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ปรากฎอีกครั้ง
จากนั้นไม่นานดวงอาทิตย์ขึ้นสูงสำแสงสีทองสะท้อนเป็หมื่นเป็พันลำ ภายหลังการชะล้างของพายุฝนโลกก็สว่างสดใสสวยสดงดงามผิดแผกจากเดิม สายลมยามเช้าพัดเอาเมฆหมอกลอยละล่องท่ามกลางแนวร่องเขาชัดเจนบ้างเบาบางบ้างดุจสรวง์
ไอเย็นเป็สายกระทบบนใบหน้าของเซียวจิ่งหยวนเปลือกตาของเขาสั่นระริก ก่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างสับสนงงงวย อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ถูก
แต่ไม่นานความทรงจำเมื่อคืนก็ค่อยๆหวนกลับมา ทำให้เขาสั่นสะท้าน
และแล้วเื่ประหลาดก็เกิดขึ้น
เขาวางมือลงบนพื้นตั้งใจจะลุกขึ้นนั่งแต่ในตอนที่เขาออกแรงที่ฝ่ามือ จู่ๆ ตัวเขาก็ลอยขึ้นจากพื้นประมาณสามจั้ง[2] เคว้งอยู่กลางอากาศ
“เฮ้ยๆ ...”
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันทำให้เขาตื่นตระหนกแขนทั้งสองข้างตะเกียกตะกายไม่หยุดราวกับคนจมน้ำ
จากนั้นสิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าก็เกิดขึ้นกับเขาอีกครั้ง
ในตอนที่เขาวาดแขน จู่ๆ ก็มีแรงที่มองไม่เห็นยกตัวเขาขึ้นสูงไปจากเดิมอีกหลายฉื่อ[3]
ตึง!
เนื่องจากลอยสูงเกินไปทำให้เซียวจิ่งหยวนชนเข้ากับชายคาเขาเจ็บจนน้ำตาเล็ด แต่ก็เพราะชายคาขวางไว้ ทำให้เขาทรงตัวได้ จึงค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้นได้สำเร็จ
ตึก!
เมื่อเท้าถึงพื้นหน้าผากของเขาก็เหงื่อออกโดยไม่รู้ตัว แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาเช็ดเหงื่อขณะที่จับระแนงหน้าต่างข้างตัวไว้แน่น ในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกสับสน ลังเลและวิตกกังวลไปต่างๆ นานา
“เกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย”
“ทำไมข้าถึงบินได้”
ใบหน้าของเซียวจิ่งหยวนค่อยๆแดงขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็เพราะใ หวาดกลัว หรือทั้งสองอย่างกันแน่
“ช้าก่อน ใจเย็นๆ เข้าไว้...”
“ต้องมีสาเหตุอะไรแน่ๆ ต้องวิเคราะห์ให้ดี”
เซียวจิ่งหยวนสูดหายใจยาวๆรู้สึกสังหรณ์ใจว่า เื่นี้น่าจะเกี่ยวกับฟ้าผ่าเมื่อคืน
เมื่อนึกถึงสายฟ้าฟาดเขาก็รู้สึกไม่สบาย ปวดร้าวไปทั่วทั้งตัว เขารีบสำรวจไปทั่วร่างั้แ่บนลงล่างพบว่าบนร่างกายมีาแเล็กๆ น้อยๆ อยู่เต็มไปหมด
าแและรอยแตกเ่าั้เล็กเหมือนเส้นไหมและเส้นด้ายแผ่ขยายเป็รูปกากบาทราวกับใยแมงมุมเกือบทั่วทั้งร่าง
เพียงทว่าาแเหล่านี้ช่างแปลกประหลาดแม้จะมีรอยแตกร้าวไปทั่ว แต่กลับลึกแค่ิั คนอื่นเพียงเห็นก็กลัว แต่ไม่ได้ร้ายแรงอะไรกระทั่งยาก็ไม่จำเป็ต้องทา พักฟื้นสักสองวันอาจหายดีกลับมาเป็เหมือนเดิม
แต่ิัที่มีรอยกรีดเยอะย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงความเจ็บแสบปวดร้อนไม่สบายเนื้อสบายตัวได้
แน่นอนว่าความเ็ปนี้เขาอดทนได้ แต่ว่าไอ้การลอยตัวเมื่อสักครู่คืออะไรกันแน่
เซียวจิ่งหยวนตั้งสมาธิ ปล่อยวางจิตใจสำรวจความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตนเองช้าๆ เวลานั้นเองเขาก็ต้องใเพราะค้นพบว่าภายในร่างกายคล้ายกับมีขุมพลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในเส้นลมปราณราวกับลูกปัดพลังอันแปลกประหลาดแล่นผ่านทุกส่วนบนร่างกาย บางครั้งช้า บางครั้งเร็ว ไม่สม่ำเสมอ
“นี่มัน...”
ทันใดนั้นเซียวจิ่งหยวนก็ตกตะลึงเขาทั้งประหลาดใจและมีความสุขสุดขีด ราวกับเด็กน้อยพบเจอขนมหวานหล่นลงมาจากฟากฟ้าไม่รู้ว่าจะเลือกขนมอย่างไร ทำตัวไม่ถูก
“ลมปราณ...ปราณแท้...”
กว่าครึ่งค่อนวันเซียวจิ่งหยวนจึงตั้งสติได้หลังตั้งสติได้ก็ดีใจเป็บ้าเป็หลัง
ไม่ผิดแน่ จะต้องเป็ปราณแท้แน่นอน
เขาไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย พลังแปลกๆที่อยู่ในร่างกายต้องเป็ปราณแท้อย่างไม่ต้องสงสัย นี่คือสิ่งที่เขาเพียรพยายามฝึกฝนให้ได้มาแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ
แต่ปราณแท้นี้เหตุใดจู่ๆ จึงโผล่มาได้ล่ะในใจของเซียวจิ่งหยวนมีคำตอบกลายๆ อยู่แล้ว แต่ก็ไม่กล้าเชื่อสักเท่าใดนัก...
อย่างไรเสียการถูกฟ้าผ่าแล้วบังเกิดปราณแท้ก็ฟังดูช่างประหลาดน่าเหลือเชื่อ
ปราณแท้ที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายราวกับจะบอกกับเขาว่าบางทีนี่อาจจะเป็คำตอบที่แท้จริงก็ได้ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็คงอธิบายไม่ได้ว่าเขาข้ามผ่านประตูเซียนภายในชั่วข้ามคืนได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังััได้ถึงปริมาณของปราณแท้ที่ราวกับแม่น้ำและมหาสมุทรอันไม่มีที่สิ้นสุดในร่างกายเมื่อเทียบกับนักพรตเฒ่าที่ฝึกหนักเป็สิบๆ ปีกว่าจะได้ปราณแท้แสนอ่อนกำลังมาช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ใช่ต่างกันเพียงปริมาณเท่านั้นแต่ยังมีความต่างด้านคุณภาพด้วย
ปราณแท้อันอ่อนแอที่นักพรตเฒ่าฝึกสำเร็จอย่างมากที่สุดก็ช่วยรักษาอาการป่วยและโรคเล็กๆ น้อยๆ ของคนทั่วไปได้ นอกจากนั้นก็ไม่มีประโยชน์พิเศษอื่นใดอีก
แต่เขาล่ะ เมื่อครู่เขาเพิ่งเหาะได้...
เซียวจิ่งหยวนสำรวมจิตเดินไปใจกลางสวนทันใดนั้นก็ะโ ใต้ฝ่าเท้าะเิพลังออกมาในทันทีทำให้ตัวเขาบินทะยานขึ้นไปในอากาศสูงหลายจั้ง จนกระทั่งพลังประหลาดหายไปเขาถึงได้ตกลงมาอย่างแรงจนฝุ่นคละคลุ้งไปทั่ว
“ความจริงนี่นา ข้าไม่ได้กำลังฝันอยู่”
ถึงตอนนี้ เซียวจิ่งหยวนน้ำตาคลอ เขาแทบกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นแต่ก็เกรงว่าจะเป็การรบกวนชาวบ้าน สุดท้ายจึงไม่ได้โวยวายเสียงดัง
หากแต่อารมณ์พลุกพล่านที่โหมกระหน่ำทำให้เขาไม่อาจอยู่ในความสงบได้อีกต่อไปจำเป็ต้องระบายมันออกมา ทันใดนั้นเขาก็เก็บกิ่งไม้ที่อยู่ในสวนขึ้นมาหนึ่งก้านวาดแขนเล็กน้อย เพลงกระบี่อันงดงามเพลงหนึ่งก็ปรากฎขึ้นในอากาศ
“ฮู่ว ฮู่ว!”
กิ่งไม้ราวกับกระบี่ที่กวัดแกว่ง ส่งเสียงหวีดหวิวไปมาเมื่อฟาดไปในอากาศเงากระบี่เป็ชั้นๆ ราวกับคลื่นน้ำที่กระเพื่อมจนเกิดแสงระยิบระยับ เพลงกระบี่ชุดนี้เซียวจิ่งหยวนฝึกมาแล้วเจ็ดแปดปีจนคุ้นเคยทุกท่วงท่าทุกการเคลื่อนไหว ทุกลำดับขั้นตอนการออกกระบวนท่า
อย่างไรก็ตามแม้เขาจะคุ้นเคยกับท่วงท่าการเคลื่อนไหวและกลยุทธ์ของเพลงกระบี่เป็อย่างดีแต่ไม่เหมือนกับวันนี้ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเขาราบรื่นน่าหลงใหลราวกับเมฆที่ล่องลอยและสายน้ำไหลชั่วนิจนิรันดร์
ตอนเริ่มต้นเขายังไม่ชิน แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ดีขึ้น
ในชั่วพริบตาลานที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยเงาร่างมากมาย ก่อนเงาร่างหนึ่งจะหายไปก็มีอีกเงาหนึ่งซ้อนทับกลายร่างเป็ภาพลวงตาสิบกว่าตนราวกับกลุ่มควันบางๆ พันพัวโยงใย ก่อนจะมลายหายไปในพริบตา
ทันทีที่ภาพลวงตาหายไปตรงกลางลานก็ปรากฏร่างของเซียวจิ่งหยวน จากนั้นเขาก็คำรามเบาๆ หนึ่งครั้ง แล้วเขวี้ยงกิ่งไม้ในมือออกไปกิ่งไม้นั้นแหวกอากาศออกราวกับหนามยาวแหลมคมทะลุกำแพงอิฐของลานอารามลอยออกไปข้างนอก
เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ดวงตาของเซียวจิ่งหยวนแสดงออกถึงความตื่นเต้นทันใดนั้นก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ความตื่นเต้นแวบหายไป แทนทีด้วยความเสียใจ
“ท่วงท่านี้เรียกว่าท่าัเหลียวหลังมิใช่ว่าหลังจากที่กระบี่บินออกไปแล้วยังต้องบินกลับมาอีกหรือ”
เซียวจิ่งหยวนยกมืออันขาวบางขึ้นพร้อมสายตาสิ้นหวังเล็กน้อย
แต่ก็ยิ้มออกมาทันทีรู้สึกว่าตนเองได้คืบจะเอาศอกเกินไปเสียหน่อย
นักพรตเฒ่าเคยบอกกับเขา ว่ากระบี่ที่บินได้นั้นเป็ของวิเศษเพียงขัดเกลากระบี่บินและฝึกบำเพ็ญให้ถึงขอบเขตพลังที่กำเนิดก็สามารถบินไปบนอากาศกลายเป็เซียนผู้เลื่องชื่อ
แน่นอนว่าของวิเศษอย่างกระบี่บินจนถึงตอนนี้ด้วยสภาพตกอับของอารามหวนเจิน อย่าหวังเลยว่าจะมี
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ นี่ก็นับว่าเป็ก้าวแรกของการเดินทางอันยาวไกลแล้ว...”
เซียวจิ่งหยวนกำหมัดแน่น จิตใจฮึกเหิมเพียงแต่ความตื่นเต้นดีใจก็อยู่ได้เพียงชั่วคราว ไม่นานเลือนก็หายไป
เพราะเขาพบปัญหาที่หนักเอาการ
ตอนนี้ถือว่าเขามีปราณแท้แฝงอยู่ในร่างกายแต่ปราณแท้เหล่านี้ไม่ได้มาจากการบำเพ็ญเพียรของเขาหรือได้มาจากการสะสมตบะ แต่ได้มาอย่างฉาบฉวยด้วยฟ้าผ่าเท่านั้นหรืออาจกล่าวได้ว่าตอนนี้เขามีปราณแท้จำกัด แม้ใช้ได้ตามใจแต่ไม่อาจเพิ่มปริมาณ
เขาไม่เข้าใจการฝึกไม่มีความสามารถในการกำหนดลมหายใจ และไม่สามารถรวบรวมปราณฟ้าดินจากโลกภายนอกมาเติมเต็มปราณแท้เพื่อยกระดับพลังตนเองได้เขายังกังวลด้วยซ้ำว่าหากปราณแท้ในร่างกายหายไปจะทำอย่างไร
เมื่อคิดได้ดังนี้เซียวจิ่งหยวนก็รู้สึกใจหวิว เต้นตุ้มๆต่อมๆ กระสับกระส่าย ไม่อาจดีใจได้เต็มที่
เซียวจิ่งหยวนกุมขมับ ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในหัวหรือหากเขาอยากยกระดับความแข็งแกร่งของเขาขึ้นอีก จะต้องรอให้ถึงวันฝนตกฟ้าร้องแล้ววิ่งออกไปในพื้นที่รกร้างรอฟ้าฝ่าด้วยตัวคนเดียวอย่างนั้นหรือ
เมื่อนึกได้ดังนั้นเขาก็สั่นสะท้านรู้สึกว่าอนาคตของตนเองช่างมืดมนเสียเหลือเกิน
“ไม่ใช่สิ จะต้องมีตรงไหนไม่ถูกต้อง...”
เซียวจิ่งหยวนยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกอดอกขมวดคิ้ว คิดหาคำตอบ
“...ท่านนักพรต นักพรตเซียว!”
ในตอนที่เขากำลังใช้ความคิดอย่างหนักจู่ๆ ก็มีเสียงดังโหวกเหวกมาจากข้างนอก
ทั้งร้องะโ ทั้งทุบประตูอย่างแรง
เซียวจิ่งหยวนใจคอไม่ดีรู้สึกสับสนงุนงงไปหมด รีบวิ่งไปยังด้านนอกพลางเอ่ย “มาแล้วๆ ... ผู้ใดล่ะ มีเื่อะไร”
“ท่านนักพรต เร็วเข้า เกิดเื่แล้ว... ลูกพี่ไป๋เกิดเื่แล้ว...”
ทันทีที่เสียงตื่นตระหนกดังเข้าหูสีหน้าของเซียวจิ่งหยวนเปลี่ยนไป เขาถลาลงมาปราดเดียวก็ถึงหน้าประตูจากนั้นก็ดึงประตูใหญ่อารามเต๋าให้เปิดออก เห็นคนอยู่เจ็ดแปดคนอยู่ที่หน้าประตู
เจ็ดแปดคนนี้เสื้อผ้าขาดวิ่น ท่าทางเฉกเช่นขอทาน
พวกเขาอุ้มคนคนหนึ่งมาราวกับกลุ่มดาวที่กำลังโอบกอดดวงจันทร์
[1] อ้างอิงงิ้วเื่โต้วเอ๋อยวน สื่อถึงการถูกใส่ร้ายป้ายสี ไม่ยุติธรรมนางเอกชื่อโต้วเอ๋อร์ถูกใส่ความจนถูกสั่งปะาจึงสาบานหากถ้านางผิดขอให้หิมะตกกลางหน้าร้อน (ลิ่วเย่ว์เฟยเสวี่ย六月飞雪) บ้านเมืองแห้งแล้งเกิดภัยพิบัติ
[2] 1 จั้ง ประมาณ 3.3 เมตร
[3]1 ฉื่อ เท่ากับ10 ชุ่น หรือประมาณ 33.3 เิเ